เด็กที่กระทำผิดจะได้รับการเยียวยาและเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร หากไม่มีนักจิตวิทยาในศาลคอยชี้แนะแนวทาง
ภายในศาลเด็กและเยาวชน เราอาจเห็นหนึ่งหน้าที่ที่สำคัญไม่แพ้ผู้พิพากษาหรือทนายความ นั่นคือ ‘นักจิตวิทยาในศาล’ ที่คอยให้คำปรึกษา แก้ไข บำบัด และฟื้นฟูเยาวชนเลือกทางเดินผิดพลาด
“เราเชื่อว่าเด็กไม่ได้ เกิดมาเพื่อเป็นอาชญกรทุกคน” สายป่าน—สิธยา อนุสนธิ์ นักจิตวิทยาชำนาญการพิเศษ ในศาลเยาวชนและครอบครัว กล่าวจากมุมมองของเธอที่มีต่อเยาวชน ด้วยประสบการณ์ทำงานราว 15 ปี งานนี้สายป่านไม่เพียงแต่ต้องประเมินสภาพจิตใจเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยการรับฟัง และการสร้างพื้นที่ปลอดภัย เพื่อนำทางให้เด็กๆ ไปสู่แสงสว่างอีกครั้ง
เส้นทางอาชีพนักจิตวิทยาในศาลของสายป่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่ อาชีพนี้เปลี่ยนมุมมองของเธอไปอย่างไรบ้าง บันทึกฉบับนี้จะพาไปทำความรู้จักกับอาชีพนักจิตวิทยาในศาลให้มากขึ้น พร้อมทำความเข้าใจเบื้องหลังการกระทำของคนหนึ่งที่เราอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน

จากนักรับฟังสู่นักจิตวิทยา
ตอนเด็กๆ เรามีความฝันเหมือนคนทั่วไป อยากเป็นหมอ อยากเป็นวิศวะ อยากทำงาน NASA เราได้ไลฟ์สไตล์ที่ชอบดูหนังฟังเพลงต่างประเทศมาจากคุณพ่อ มันเปิดโลกเรามากเลยนะ
ช่วงที่รู้ตัวเลยว่าอยากเป็นนักจิตวิทยาคือตอน ม.2 ช่วงนั้นก็จะมีหนังสายลับเรื่องหนึ่ง ที่ติดตามากคือฉากพระเอกนอนบนโซฟา ส่วนอีกคนหนึ่งสวมชุดกาวน์สีขาวสบายๆ 2 คนนั้นเขาคุย แชร์ความฝันกัน เราเห็นแล้วชอบงานนี้เลย น่าเพราะเราชอบเรื่องชาวบ้านเป็นหลัก เหมือนที่ผ่านมาเราก็เป็นที่ปรึกษาให้เพื่อนตลอด
เราก็เลยลองค้นดู แล้วก็ได้รู้ว่ามีอาชีพที่เรียกว่าจิตแพทย์ แต่ถ้าเป็นจิตแพทย์มันต้องเรียนหมอก่อน แล้วเรารู้สึกว่าไม่ได้อยากเรียนขนาดนั้น ก็เลยไปเจออาชีพคู่ขนานกัน คืออาชีพนักจิตวิทยา เราเลยตั้งเป้าว่าอยากเข้าเรียนคณะนี้ และตั้งใจเลือกมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นอันดับหนึ่ง
ตอนเลือกเรียนสาขาจิตวิทยาคลินิก เราได้เรียนเรื่องโรคต่างๆ ความผิดปกติด้านบุคลิกภาพต่างๆ ยิ่งเรียนลึก ยิ่งตื่นเต้น โอ้ย โคตรโดนเลย ขณะเดียวกันเราก็ยังไม่ทิ้งความชอบเรื่องสายลับหรือความยุติธรรม เลยเลือกเรียนวิชาโทกฎหมายไปด้วย ซึ่งเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเรียนกัน แต่เรารู้สึกชอบมากเลย
เมื่อจิตวิทยาและกฎหมายมาบรรจบกัน
ตอนปี 4 เราก็จะได้ไปดูงานพร้อมกับเพื่อนหลายที่ ทั้งราชทัณฑ์ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเชียงใหม่ จนถึงโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านจิตเวช หรือบ้านพักคนชรา แต่ที่เราชอบที่สุดก็คือวัยรุ่นที่กระทำความผิด
สำหรับเรา กลุ่มวัยรุ่นที่เราทำงาน เขาไม่ได้ป่วย แต่เขาแค่มีภาวะบางอย่างที่ทำให้เขาจัดการชีวิตได้ยาก อาจจะไปคบเพื่อนที่ไม่ดี สังคมที่ไม่ดี การที่เราได้เข้าไปคุย มันช่วยเปลี่ยนโลกเขาได้ อย่างน้อยทำให้เขารู้ว่ายังมีโลกคู่ขนานอีกใบที่เธอไม่ต้องไปใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่นะ ดังนั้นนอกจากจิตวิทยาคลินิกแล้ว เราเลยตั้งใจว่าฉันต้องทำงานกับวัยรุ่นที่กระทำผิดด้วย เพื่อจะได้ใช้ความรู้เรื่องกฎหมายด้วย
หลังเรียนจบเราก็รู้ตัวแล้วว่าชอบทางนี้มากๆ แต่พอไม่มีงานให้สมัคร เลยยังไม่มีโอกาสได้ทำ
เราได้ลองทำมาหลายโรงพยาบาล แต่สุดท้ายก็ยังชอบวัยรุ่นที่กระทำความผิดอยู่ดี เลยตัดสินใจเรียนต่อป.โท ด้านจิตวิทยาคลินิก ซึ่งช่วงระหว่างทำธีสิส สำนักงานศาลยุติธรรมเปิดรับตำแหน่งนักจิตวิทยาเป็นครั้งแรก เป็นร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว มีมาตราหนึ่งบอกว่า ต้องให้นักจิตวิทยาประเมินและให้ความคิดเห็น มีคนสมัครเยอะมาก สุดท้ายเราก็ได้ จังหวะชีวิตค่อนข้างดี เราเลยได้เลือกกลับมาทำงานที่บ้านกาญจนบุรี ตั้งแต่นั้นมาจนมาถึงปัจจุบัน
พอเราทำงานในศาล เรารู้สึกว่าไอ้วิชาโทกฎหมายที่เราเคยเรียนมามันไม่พอ ก็เลยสมัครเรียนนิติศาสตร์เพิ่มอีก 1 ใบ เพื่อจะมาทำงานในศาลได้ดีขึ้น เวลาที่ต้องคุยกับผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เพราะถ้าเราไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย แล้วคนที่เขาทำผิดเข้ามาปรึกษาเรา แล้วเราตอบว่าไม่รู้สิ มันก็ดูไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้นความรู้ด้านนี้เลยเป็นสิ่งสำคัญในงานนี้เลย
ทำงานไปสักพักสำนักการศาลก็ให้ทุนเราไปเรียนปริญญาเอก สาขานิติวิทยาศาสตร์และงานยุติธรรมของมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นหลักสูตรร่วมกับโรงเรียนร้อยตำรวจ มันทำให้เรารู้สึกอิ่มมากเลยอะ ยิ่งทำมันยิ่งเกิดแพสชั่น อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมให้ดีขึ้น แถมการได้มาเจอคนที่มีแพสชั่นการทำงานเหมือนกันยิ่งสนุก

ผู้ส่องแสงสว่างให้เด็กๆ
เป้าหมายหลักของนักจิตวิทยาในศาล คือคืนคนดีสู่สังคม นำทางเขาเดินออกไปหาแสงสว่างให้ได้
มีคำพูดของท่านผู้พิพากษาอาวุโสท่านหนึ่งพูดว่า “เราช่วยเหลือเพื่อวันพรุ่งนี้ ไม่ใช่ลงโทษเพื่อวันนี้”
เรายึดหลักนี้ในการทำงานเลย เราเชื่อว่าเด็กทุกคนเป็นเหมือนหลอดไฟ มีแสงสว่างในตัวเอง เพียงแต่อาจจะเป็นหลอดไฟที่มีฝุ่นจับ หรือมันริบหรี่มากๆ เราเป็นแค่คนหนึ่งที่คอยไปปัดกวาดเช็ดถู เติมไฟให้เขากลับมาส่องสว่างได้เหมือนเดิม
เราเชื่อว่าเด็กไม่ได้ ‘born to be criminal’ ทุกคน แต่สำหรับเรา เด็กเขามีพัฒนาการน้อยกว่า การคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ผิดถูกจึงไม่เท่าผู้ใหญ่ การที่เขาตัดสินใจทำผิด หรือทำพลาดจึงมีโอกาสมากกว่า บางคนอาจจะแค่ตื่นมาเจอวันแย่ๆ เลยทำให้เขาทำผิด แน่นอนว่ามันก็จะมีเด็กจากครอบครัวที่สร้างบาดแผลทางใจให้เขา เกลียดพ่อ เกลียดแม่ เกลียดผู้หญิง ผู้ชายทุกคน เจอหน้าใครก็อยากจะฆ่าทิ้งเลย แต่มันก็มีน้อยมากๆ
เด็กที่เราเจอในศาลส่วนใหญ่ มักเกิดจากจับพลัดจับผลูไปคบเพื่อนไม่ดี ซึมเศร้า หรืออยากมีแฟน ดังนั้นวิธีการลงโทษเด็กกับผู้ใหญ่จึงต่างกัน ถ้าเราลองมาสืบย้อนกลับไป บางทีเราอาจจะเห็นว่าเด็กถูกกดดันมากๆ แล้วเขาไม่รู้เขาจะแก้ไขปัญหานี้ยังไงก็ได้

นักจิตวิทยาในกระบวนการยุติธรรม
กระบวนการทำงานนักจิตวิทยาในศาล พอเด็กจะทำผิดมา ตำรวจจะแจ้งข้อกล่าวหา จับกุมส่งตัวมาที่ศาล จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการที่ต้องมาเจอกับนักจิตวิทยา โดยเฉพาะเด็กที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เขาก็จะต้องเดินมาหาเราเพื่อเริ่มต้นกระบวนการเยียวยาฟื้นฟู
หน้าที่นักจิตวิทยาอันดับแรกคือการประเมิน จากข้อมูลทั้งเรื่องส่วนตัวเขาอย่างรอบด้าน ทั้งสังคม การเรียน หรือเพื่อน หลังจากเก็บครบถ้วน เราก็จะเก็บข้อมูลครอบครัวต่อ เพราะครอบครัวต้นตอสำคัญอันดับแรกๆ เราก็ไปดูว่าครอบครัวเลี้ยงลูกยังไง มีปัญหาเรื่องพฤติกรรมไหม เบื้องหลังชีวิตพ่อแม่เป็นยังไง มีภาวะของโรคต่างๆ ที่อาจจะเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลให้ลูกเป็นแบบนี้ไหม
โดยหลักแล้วเราไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับคดีมาก เราปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจหรืออัยการ คดีมันเกิดขึ้นมาแล้ว เราแก้ไขจากผิดเป็นถูกไม่ได้ ดังนั้นหน้าที่เราจะโฟกัสไปที่ตัวบุคคลว่าเราจะแก้ไขคนนี้ยังไง เหตุผลอะไรที่ทำให้คุณมานั่งอยู่ตรงนี้ พ่อแม่คุณเลี้ยงดูมายังไง แล้วจากนี้จะวางแผนชีวิตคุณยังไงต่อ นี่คือหน้าที่ของเรา
ดังนั้นเราเวลาที่เด็กเดินเข้ามา เราจะไม่จี้ย้อนกลับเลยว่าทำผิดมาเพราะอะไร แต่จะถามว่ารู้สึกยังไงกับเหตุการณ์นี้ รู้สึกผิดไหม รู้สึกสำเร็จหรือเปล่า ถ้าเขาตอบว่ารู้สึกว่าที่ทำมามันไม่ถูกต้อง เรามาวางแผนกันว่าหลังจากนี้เราจะทำยังไงดี เพื่อไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีก
หลังจากที่เราให้คำปรึกษาแล้ว ก็จะเป็นระยะติดตามผล เรามาคุยกันว่าเขาอยากใช้เวลาเท่าไหร่ ในการพิสูจน์ให้เราเห็นว่าเขาเปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งเราจะคอยดูแลติดตามเขาห่างๆ ราว 6 เดือน ถึง 1 ปี โดยเราจะใช้เป็น Social Feedback คอยสังเกตดูว่าเขาดีขึ้นไหม ถามครูที่โรงเรียน ถามคนแถวบ้านเขาบ้าง ถ้าเด็กบางคนมาแล้วเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี สำนึกว่าสิ่งที่ทำมันไม่ถูก ก็มีผลกับการตัดสินคดี บางทีคดีหนักมากๆ ท่านอาจจะตัดสินให้เบาลงได้
แต่เด็กไม่เปลี่ยนแปลงเลยก็มีเหมือนกัน เราก็จะรายงานศาลไว้ ว่าเราพยายามให้เครื่องมือไปหมดแล้ว แต่เด็กไม่ปรับพฤติกรรม ท่านก็จะมาพิจารณา ร่วมกับรายงานที่สถานพินิจฯ หรือรายงานส่งฟ้องของอัยการ เมื่อดูภาพรวมของเด็กแล้วก็จะมีผลกับการตัดสินคดีด้วย
ส่วนเด็กที่กระทำผิดคดีรุนแรงมากๆ จนศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ต้องถูกจำกัดพื้นที่ อันนั้นก็จะเป็นอีกกระบวนการหนึ่งของนักจิตวิทยาของสถานพินิจหรือว่าทีมสหวิชาชีพของสถานพินิจ เช่น นักสังคมสงเคราะห์ พนักงานคุมประพฤติ ที่เขาก็จะดูแลเด็กอีกกระบวนการหนึ่ง

ทุกคนมีเหตุผลในการเลือกทางเดินของตัวเอง
เวลาเราช่วยเหลือเขา เราจะใช้หลักการเดียวกับเคสผู้ป่วยทางใจ คือเราให้คำแนะนำเท่าที่เขาอยากได้
เด็กส่วนใหญ่ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมคือไม่เคยมีใครฟัง พ่อแม่ต้องทำงาน ไม่ได้มีเวลามาใส่ใจว่าวันนี้ลูกไปเจอเรื่องอะไรมา วิธีการที่ทำให้เด็กเปิดใจมากที่สุดคือการรับฟังและไม่ตัดสิน เพราะเราไม่ได้เป็นผู้พิพากษา เราเป็นนักจิตวิทยา มีหน้าที่มอบทางเดินให้เขา
วิธีการคือเราพยายามฟังสิ่งที่เขาเล่า ค่อยๆ สร้างความไว้ใจ ให้เขาเชื่อใจว่าฉันช่วยเธอได้นะ ให้เขาลองเล่าออกมา แล้วพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่ มันจะทำให้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก และทำให้เขารู้สึกอยากเปลี่ยนแปลง
แต่เราคิดเสมอว่าเราไม่ใช่คนที่จะต้องเปลี่ยนชีวิตใคร หลังจากให้ทางเลือกแล้ว ก็อยู่ที่ว่าเขาจะเลือกทางเดินแบบไหน บางคนอาจรู้สึกว่าคุยกับเราแล้วอาจปล่อยวางได้ แต่บางคนอาจรู้สึกว่าฉันยังทำไม่ได้ ด้วยข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถจัดการชีวิต เช่น ไม่มีเงิน ไม่มีใครดูแล เราจะพยายามหาทุกทางให้เขาออกจากสภาพแวดล้อมนั้นได้
อย่างเคสล่าสุด เขาเป็นเด็กชอบต่อยตี ไม่ได้ต่อยเพื่อตัวเองนะ แต่เพราะคบเพื่อนไม่ดี เขาอยู่กับคุณปู่ ไม่มีคุณพ่อคุณแม่ดูแล เราก็คิดแล้วว่าทำยังไงดี พอคุยกันแล้วได้ความว่าเด็กอยากเปลี่ยนมากเลย แล้วคดีมันก็ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นที่จะต้องเอาไปไว้ที่สถานพินิจ สรุปเราเลยให้น้องไปฝึกที่ค่ายมวย เธออยากต่อยใช่ไหม เธอไป เพราะการที่ต้องต่อยมวยให้เก่ง คือต้องฝึกฝน ต้องมีวินัยในการออกกำลังกาย กินอาหาร เรียนหนังสือด้วย
การหาทางออกให้คนคนหนึ่งมันกลายเป็นความสนุกในการทำงานของเรา
เรียนรู้ความผิดพลาดเพื่อก้าวสู่เส้นทางใหม่
การเป็นนักจิตวิทยาในศาลมันทำให้เราเป็นคนไม่มองคนแค่ด้านเดียว
เมื่อก่อนเราอาจเป็นคนที่ชอบตัดสินคนอื่น ถูก-ไม่ถูก ดี-ไม่ดี ใช่-ไม่ใช่ ตอนนี้เวลาที่เรามองใคร เราจะมองว่าเขามีข้อจำกัดอะไร เราจะไม่ได้เอาไม้บรรทัดตัวเองมาตัดสิน และมาลองดูว่าอะไรทำให้ตัดสินใจเลือกแบบนั้น
เหมือนทักษะของนักจิตวิทยาในศาลเลย อันดับแรกคือทักษะการฟัง ทักษะที่ 2 คือเรื่องความยืดหยุ่นทางความคิด เพราะเราจะไม่คิดแค่ว่าผิดหรือถูก แต่เราจะหาทางให้เขาหลุดพ้นจากสิ่งนั้น และทักษะที่ 3 คือ ต้องมีทัศนคติที่ดีในการช่วยเหลือคน แล้วอันสุดท้ายสำหรับเรา คือความเสียสละ เราต้องเสียสละมากๆ บางครั้งไม่ใช่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง แต่เราอาจเสียทรัพยากรในชีวิต เช่น เวลา ที่เราจะต้องใช้เพื่อแก้ไขคนคนหนึ่ง
ตั้งแต่ทำงานมาเรามองว่าเด็กที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ส่วนใหญ่มักมาจากแรงจูงใจของเขาเอง อย่างเช่น เด็กที่กระทำผิดเข้ามา ทั่วไปเขาจะสูบบุหรี่ เราจะถามว่าที่จริงอยากเลิกหรือเปล่า เราจะลองชาเลนจ์ให้เขาลดดู ไม่ได้บอกให้เลิกนะ ไม่ทำให้เขารู้สึกว่ามันยาก ให้เขามีกำลังใจในการทำ และอีกปัจจัยที่ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงได้ที่ดีที่สุดคือ Social Support คอยชื่นชมเขา
การมีนักจิตวิทยาในศาลเลยสำคัญ มันเป็นจุดเชื่อมที่ทำให้เด็กก้าวไปสู่ความเป็นไปได้อื่นๆ เพราะถ้าตัดสินแล้วลงโทษ มันก็จบแค่นั้น เขาอาจไม่สามารถก้าวข้ามไปใช้ชีวิตแบบอื่นได้เลย