1
คุณเคยสงสัยไหมว่า – นอกเหนือจากการเป็นสีที่ใส่เพื่อไว้ทุกข์แล้ว ยังมีอะไรซ่อนอยู่ในสีดำอีกบ้าง
ประวัติศาสตร์ของสีดำนั้นซับซ้อนมากนะครับ เพราะเอาเข้าจริง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่มนุษย์จะผลิต ‘สีดำ’ ขึ้นมาใช้ได้ และทำให้มันมี ‘ความดำ’ ที่เข้มข้นถึงใจเป็นที่ยอมรับชื่นชอบ ตัวสีดำเองจึงผ่านการต่อสู้ในประวัติศาสตร์มามากมายหลายรูปแบบ มีคนนำความหมายต่างๆ ไปโยนใส่สีดำมากมาย แต่ละสังคม แต่ละอุดมการณ์ แต่ละสำนักคิด ทั้งทางศิลปะ แฟชั่น และแม้กระทั่งศาสนาและการเมือง ล้วนมอง ‘สีดำ’ แตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัย
คุณอยากรู้ไหมครับ ว่าสีดำต้องผ่านอะไรมาบ้าง กว่าจะมาเป็นสีบนเสื้อผ้าที่เราใส่กัน – โดยเฉพาะในเดือนแห่งความเศร้านี้
2
แรกสุด ต้องถามคุณก่อนว่า – อะไรคือสีดำ
แน่นอน หลายคนคงตอบได้ว่า สีดำคือสีที่ดูดซับคลื่นแสงทุกอย่างเข้าไปไว้ในตัว ไม่ปลดปล่อยแสงสีใดๆ ออกมาเลย นั่นจึงทำให้เราเห็นว่าสีดำเป็นสีดำ
แต่ในโลกจริงมักไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ สีดำก็เช่นเดียวกัน คุณรู้ไหมครับว่าทุกสีดำที่เราเห็นๆ กันอยู่ มันไม่ได้ ‘ดำจริง’ หรอกนะครับ ไม่ว่าจะดำมากแค่ไหน สีดำก็สะท้อนแสงออกมาเล็กน้อยทั้งนั้น
วัสดุที่ดำที่สุดในโลก เป็นวัสดุที่นักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน Rensselaer Polytechnic แห่งนิวยอร์ก สร้างขึ้นมาเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2008 มันเป็นวัสดุสีดำที่สะท้อนแสงออกมาเพียง 0.045% (หรือดูดซับแสงได้ 99.965%) ซึ่งถือว่าสะท้อนแสงน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมา วัสดุนั้นทำจากเส้นใยคาร์บอนจิ๋วที่เรียกว่าคาร์บอนนาโนทิวบ์ ทำให้มันมีสีดำกว่าค่าสีดำมาตรฐานถึง 30 เท่า วัสดุนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Vantablack หรือ Vertically Aligned Carbon Nanotube Arrays
นั่นแปลว่า – ในโลกนี้ไม่มีอะไรหรอกครับที่ ‘ดำ’ จริงๆ เพราะแม้แต่วัสดุที่ดำที่สุด ก็ยังสะท้อนแสงออกมาเล็กน้อยเลย
3
เวลาพูดถึงสีดำ คนจำนวนมากจะรู้สึกอึดอัดกับมันพอสมควร หลายคนรู้สึกว่าสีดำเป็นสีแห่งความตาย ความมืด ความเศร้า มีคนวิเคราะห์ว่า ที่เป็นอย่างนี้เกี่ยวข้องกับคำสอนในทางศาสนาด้วย หลายศาสนาเห็นว่าความดีงามบริสุทธิ์ผุดผ่องเกี่ยวข้องกับสีขาว ในขณะที่ความชั่วร้ายเกี่ยวข้องกับสีดำ
ในพระคัมภีร์ไบเบิล พระเจ้าสร้างจักรวาลขึ้นจากความมืด ด้วยการตรัสว่า Let there be light แสงสว่างจึงเกิดขึ้นเพื่อขับไล่ความมืดออกไป ในพระคัมภีร์วิวรณ์ คนขี่ม้าที่เป็นผู้นำภาวะอดอยากยากเข็ญมาสู่โลกก็ขี่ม้าสีดำ ทำให้นักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่านั่นคือพื้นฐานของความรังเกียจสีดำ แต่ที่เป็นพื้นฐานกว่านั้น น่าจะเป็นคำอธิบายทางจิตวิทยาวิวัฒนาการที่ว่ามนุษย์กลัวความมืดมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์
มาร์ติน แอนโทนี (Martin Antony) นักวิชาการด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย Ryerson ในโตรอนโต ซึ่งเขียนหนังสือชื่อ The Anti-Anxiety Workbook บอกว่าความกลัวก็เหมือนความเจ็บปวดนั่นแหละ ความเจ็บปวดคือสิ่งที่ปกป้องมนุษย์จากอันตรายขั้นต่อไป เช่นถ้ามือเราไปโดนไฟ เรารู้สึกเจ็บ เราก็จะชักมือออกมาจากแหล่งให้ความร้อนนั้น ความเจ็บปวดจึงสำคัญต่อวิวัฒนาการของมนุษย์ เพราะมันทำให้เราไม่ถึงตาย
ความมืดก็เป็นเช่นเดียวกัน มนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ต้องเสี่ยงภัยกับผู้ล่าหรือศัตรูที่แฝงตัวอยู่ในความมืด สัตว์ผู้ล่าจำนวนมากออกหากินในตอนกลางคืน ในตอนกลางคืนที่มืดมิด ผัสสะด้านการมองเห็นของมนุษย์จะจำกัด จึงทำให้เกิดภาวะ ‘ไม่รู้’ ขึ้นมา และเมื่อกลางคืนเท่ากับมืด มืดเท่ากับดำ เราจึงมีแนวโน้มจะเห็นว่าสีดำคืออันตราย คือสิ่งที่เราต้องระวังเอาไว้ก่อน
วิธีคิดแบบนี้ฝังรูปรอยลงไปในจิตใต้สำนึกของเรา จนก่อรูปออกมาเป็นความเชื่อทางศาสนา เรื่องของขาว-ดำ / ดี-ชั่ว เรื่องของธรรมาธรรมะสงคราม
แต่กระนั้นก็ไม่ได้แปลว่าทุกความเชื่อจะเป็นแบบนี้หมด โอโช – คุรุทางศาสนาคนหนึ่งบอกว่า มีสำนักหรือลัทธิแบบศาสนายิวหรือยูดายอยู่สำนักหนึ่ง ที่เชื่อต่างไปจากศาสนายิวกระแสหลัก สำนักนั้นเรียกว่า สำนักแห่งเอสเซเนส (Essenes) ซึ่งเป็นกลุ่มความเชื่อเดียวที่คิดว่าพระเจ้าคือความมืดดำอย่างสมบูรณ์ คือค่ำคืนมืดดำไร้ที่สิ้นสุด ในขณะที่พระคัมภีร์อื่นๆ ล้วนบอกว่าพระเจ้าคือแสงสว่างแทบทั้งนั้น
โอโชอธิบายว่า ความคิดแบบนี้น่าสนใจมาก เพราะการที่พระเจ้าของศาสนาอื่นๆ คือแสงสว่างนั้น ไม่ใช่เพราะว่าพระเจ้าคือแสงสว่างจริงๆ แต่เพราะมนุษย์กลัวความมืดต่างหาก
ความมืดคือความกลัวของมนุษย์ เราจึงไม่อาจยอมรับพระเจ้าในฐานะความมืดได้ มนุษย์ทำให้พระเจ้าเท่ากับแสงสว่าง เพราะมนุษย์กลัวความมืด
แต่แสงต้องมีแหล่งที่มาจึงจะเกิดแสงขึ้นมาได้ แสงจึงไม่ใช่สิ่งที่คงมั่นเป็นนิรันดร์ เป็นความมืดต่างหากที่อยู่ตรงนั้นเสมอ แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วดับไป แต่ความมืดไม่ต้องเกิดหรือดับ มันอยู่ของมันอย่างนั้น การที่ลัทธิเอสเซเนสเชื่อว่าความมืดหรือความดำสนิทเป็นพระเจ้า จึงแลดูสมเหตุสมผลและงดงามกว่า
วิธีคิดแบบนี้สอดคล้องกับการสร้างสรรค์งานศิลปะด้วย เพราะสีดำคือสีที่ใช้มากที่สุดในงานศิลปะมาตั้งแต่งานศิลปะชิ้นแรก นั่นคือภาพวาดในถ้ำที่ฝรั่งเศส ชื่อถ้ำ Lascaux Cave ซึ่งมีอายุอยู่ระหว่าง 18,000 ถึง 17,000 ปีก่อน
สีดำแรกสุดมาจากการเผาถ่านไม้เพื่อนำมาขีดๆ เขียนๆ ลงไปบนผนังถ้ำ แต่ถ้าคุณได้เห็นภาพวาดในถ้ำ Lascaux จริงๆ คุณจะพบว่ามันมี ‘ความดำ’ ที่คมชัดมากๆ พูดภาษาช่างภาพก็ต้องบอกว่ามีความ ‘คอนทราสต์’ ของสีมากทีเดียว ไม่ใช่แค่การเอาถ่านไม้มาขีดๆ เขียนๆ เล่นๆ เท่านั้น
เขาบอกว่า แรกเริ่มเดิมที ภาพในถ้ำนี้เขียนด้วยถ่านไม้ธรรมดาก่อน แต่เพราะมนุษย์ถ้ำอยากให้งานที่ออกมามีความดำเข้มมากขึ้น จึงทดลองสร้างสรรค์รงควัตถุสีดำที่มีมีความดำแบบ Vivid Black เช่นเอากระดูกไปเผา รวมทั้งบดหินบางชนิด ทำให้มีแร่ธาตุจำพวกเหล็กและแมงกานีสออกไซด์ปน สีจึงออกมาดำเข้มคม
ที่น่าสังเกตก็คือ ในบางยุค มนุษย์ไม่ค่อยกลัวหรือรังเกียจสีดำกันเท่าไหร่ เช่นในยุคกรีกโบราณ จะมีการปั้นหม้อไหพร้อมลวดลายประดับ โดยลวดลายที่ประดับอยู่นั้นจะเป็นสีดำ เรียกว่า Black Figure โดยใช้ดินประเภทหนึ่งวาดทับลงไปบนหม้อหรือไหเป็นรูปร่างต่างๆ เมื่อเผาจะกลายเป็นสีดำ ในยุคโรมันโบราณ สีดำก็เป็นสีของช่างฝีมือหรือศิลปิน (ในขณะที่สีม่วงเป็นของจักรพรรดิ สีแดงเป็นของทหาร สีขาวเป็นของพระ) โดยชาวโรมันมีคำเรียกสีดำอยู่สองคำ คือคำว่า Ater หมายถึงสีดำแบบด้านๆ ไม่เป็นมันเงา กับคำว่า Niger หมายถึงสีดำที่อิ่มเต็มและเป็นมันเงา
สำหรับโลกตะวันตก สีดำถูกนำมาใส่เพื่อไว้ทุกข์หรือเป็นการแสดงความโศกเศร้าครั้งแรกสุดในยุคจักรวรรดิโรมัน (ตั้งแต่ราวๆ 200 ปีก่อนคริสตกาลเป็นต้นมา) ธรรมเนียมนี้สืบทอดเรื่อยมาในโลกตะวันตก จนเกิดความคิดที่ว่า สีดำเป็นสีที่เป็นอัปมงคล
ถ้าเราดูงานศิลปะในยุคกลางตอนต้นๆ เราจะเห็นความพยายามใช้สีสันสดใสวาดภาพในแนวศาสนาเป็นจำนวนมาก สีดำมีบทบาทน้อยลงกว่ายุคก่อนหน้า เหล่าพระ ขุนนาง และราชวงศ์ทั้งหลาย นิยมสวมใส่ชุดที่มีสีสันสดใส คนชั้นสูงแทบไม่มีใครใส่สีดำเลย เรื่องนี้นอกจากความเชื่อในทางศาสนาแล้ว ยังอาจเกี่ยวข้องกับความเชื่อของชาวเยอรมันและชาวสแกนดิเนเวียนในยุคโบราณที่บูชาเทพเจ้าแห่งกลางคืน (เรียกว่าเทพ Nott) ซึ่งประทับมาบนรถที่มีม้าลากรถสีดำ รวมทั้งกร่ิงเกรงในเทพแห่งความตาย (คือเทพ Hel) ที่ร่างกายเป็นสีดำข้างแดงข้าง กับเชื่อในเทพโอดินที่มีกาดำสองตัวคอยรับใช้ใกล้ชิดด้วย
อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์บางคนบอกว่า ที่คนในยุคกลางไม่นิยมสีดำก็เพราะเทคนิคการย้อมผ้าให้เป็นสีดำนั้นทำได้ยาก ย้อมออกมาแล้วทำให้ผ้าดำแบบกระดำกระด่าง ไม่สวย เพราะรงควัตถุที่ใช้ย้อมผ้าทำจากวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น Vince Black ที่เกิดจากการเผากิ่งองุ่นแล้วนำไปอบให้แห้ง ว่ากันว่า สีดำที่ได้จะสัมพันธ์กับคุณภาพของไวน์ที่ทำจากองุ่นชนิดนั้นๆ ด้วย คือถ้าเป็นองุ่นสายพันธุ์ดีก็จะให้สีดำที่สวย แต่ถึงกระนั้นก็เป็นสีดำที่ออกไปในทางน้ำเงินเข้มมากกว่าจะดำสนิทจริงๆ
แต่ในราวศตวรรษที่ 14 ความนิยมในสีดำเปลี่ยนไปอีกครั้งด้วยหลายเหตุผล อย่างแรกก็คือ มีการคิดค้นสีย้อมเสื้อผ้าคุณภาพสูงที่ย้อมแล้วทำให้เกิดสีดำเข้มสวยขึ้นมา คือไม่ได้ดำแบบกระดำกระด่างเหมือนเดิม จึงเริ่มพบเห็นคนชั้นสูงใส่เสื้อผ้าสีดำกันมากขึ้น
แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่สีดำเริ่มเป็นที่นิยมในหมู่ผู้คนก็คือกฎหมายที่เรียกว่า Sumptuary Law กฎหมายนี้มีอยู่ในหลายส่วนของยุโรป เป็นกฎหมายที่จำกัดว่า เสื้อผ้าแบบไหน สีไหน คนชนชั้นไหนจะใส่ได้บ้าง เช่นในเวนิซ มีแต่ขุนนางหรือราชวงศ์เท่านั้นที่จะใส่เสื้อคลุมสีม่วงเจิดจ้าได้ หรือในฟลอเรนซ์ก็มีลักษณะเดียวกัน คือห้ามคนกลุ่มอื่นสวมเสื้อคลุมสีฟ้าแวววาวแบบขนหางนกยูง กฎหมายนี้ออกมาโดยบอกว่าจะได้จำกัดไม่ให้คนใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินเหตุ แต่ก็รู้กันดีว่าเป็นกฎหมายที่กีดกันและแบ่งแยกชนชั้นนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ไม่มีกฎหมายใดห้ามคนสวมใส่ชุดสีดำ ดังนั้นเมื่อสีดำสามารถย้อมออกมาได้สม่ำเสมอสวยงาม คนก็เลยเริ่มหันมาใส่สีดำกันมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้า เมื่อเห็นดังนั้น กลุ่มขุนนางและราชวงศ์ก็เริ่มนำไปสวมใส่ตาม โดยเริ่มจากแถบอิตาลีตอนเหนือก่อน จากนั้นก็แพร่หลายไปไกลถึงสเปนและอังกฤษ เราจะเห็นภาพของกษัตริย์สเปนและขุนนางอังกฤษหลายคนใส่ชุดสีดำในแบบที่จะไม่มีวันเห็นเป็นอันขาดในยุคกลาง
จะบอกว่าสำหรับยุคนั้น Black is the New Black ก็คงจะได้
4
อย่างไรก็ตาม สีดำหาได้เป็นที่นิยมในทางแฟชั่นและศิลปะอย่างยั่งยืนไม่ เพราะถัดมาในศตวรรษที่ 17 ยุโรปและอเมริกาเกิดกระแสตื่นกลัวแม่มดหมอผี ซึ่งก็แน่นอนครับ สีดำ แมวดำ กาดำ หรือแม้แต่หมาดำ ล้วนเกี่ยวข้องกับแม่มดหมอผีอย่างแนบชิดสนิทสนม ผลลัพธ์ก็คือคนชิงชังรังเกียจสีดำกันอีกรอบ เพราะร่ำลือกันว่า พวกแม่มดเหล่านี้สามารถแปลงร่างกลายเป็น ‘อะไรก็ไม่รู้สีดำๆ’ (Black Thing) ได้ คนก็เลยไม่นิยมใส่เสื้อผ้าสีดำกัน (เดี๋ยวถูกหาว่าเป็นแม่มดละแย่เลย!) ประกอบกับพวกบาทหลวง พระสันตะปาปา หรือพระคาร์ดินัล ในศาสนจักรโรมันคาทอลิกยุคนั้น จะนิยมใส่สีต่างๆ (ซึ่งก็ยังสืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน) โดยเฉพาะสีแดง ทำให้สีดำแทบจะหายไปจากการแต่งตัวกระแสหลักกันเลยทีเดียว
พอมาถึงศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นยุคแสงสว่าง (Enlightenment) คนยุโรปก็ยังไม่ค่อยชอบสีดำกันอยู่ดีนั่นแหละครับ เขาบอกว่า ในปารีสยุคนั้นซึ่งถือเป็นเมืองหลวงแห่งแฟชั่น คนนิยมใส่สีอ่อนๆ แบบพาสเทล สีน้ำเงิน เขียว เหลือง และขาว ซึ่งเป็นสีที่นิยมกันในหมู่คนชั้นสูงมากกว่า
กว่าสีดำจะมีโอกาสกลับมาอีกครั้ง ก็หลังการปฏิวัติฝรั่งเศสโน่น เพราะสีดำเป็นสีที่เปื้อนยากและเป็นสีของคนชั้นล่าง
ยิ่งเมื่อเกิดปฏิวัติอุตสาหกรรมตามมา สีดำก็กลายเป็นสีหลักในเมืองใหญ่ของยุโรปและอเมริกา แต่คราวนี้ไม่ใช่ในฐานะแฟชั่นแล้วนะครับ ทว่าเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้น ส่วนใหญ่จะใช้เชื้อเพลิงถ่านหินหรือน้ำมัน ทำให้เกิดควันและคราบเขม่าจนเมืองทั้งเมืองที่อยู่ในเขตอุตสาหกรรมกลายเป็นสีเทาทึม ถ้าใครเคยดูหนังเพลงเรื่อง Mary Poppins อาจจะจำเพลง Chim Chim Cher-ee ได้ เพลงนั้นเล่าถึงการที่ลอนดอนเต็มไปด้วยปล่องควันและคราบเขม่า ทำให้เกิด ‘ความดำแบบจำยอม’ ขึ้นมา ตามด้วยการเฉลิมฉลองการเกิดของชนชั้นใหม่ – คือชนชั้นกลาง
หลังจากนั้นในทางการเมือง สีดำเป็นสัญลักษณ์ของขบวนการต่อสู้ทางการเมืองหลายขบวนการ แต่ส่วนใหญ่ถูกมองในแง่ร้ายทั้งนั้น เช่น กลุ่มอนาธิปไตยซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นตัวอักษร A สีดำ หรือกลุ่มฟาสซิสต์ในอิตาลีหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ก็จะเรียกว่ากลุ่ม Blackshirts ซึ่งมีการต่อสู้แบบใช้ความรุนแรงโดยอยู่ใต้การบังคับบัญชาของมุสโสลินี
อย่างไรก็ตาม ถ้าเราดูวงการศิลปะ แฟชั่น และการออกแบบผลิตภัณฑ์ สีดำกลับเป็นที่นิยมมากกว่าสีอื่น รถยนต์ โทรศัพท์ จักรเย็บผ้า รถไฟ ฯลฯ ล้วนเกิดขึ้นครั้งแรกในสีดำจนพูดได้ว่าสีดำเป็นสี Default ที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดในชีวิตประจำวันไปเลย
5
จะเห็นว่า ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา สีอื่นๆ มักมีที่ทางและความหมายของตัวเองที่ค่อนข้างคงที่ (เช่น สีขาวหมายถึงความบริสุทธิ์ สีแดงคือความรักหรือความร้อนแรง ฯลฯ) แต่สีดำกลับถูก ‘เหวี่ยง’ ในทางความหมายมากที่สุด มันเป็นทั้งสีแห่งพระเจ้า สีแห่งความตาย สีแห่งแฟชั่นเก๋ไก๋ (เช่นการแต่งตัวแบบ Black Tie) สีแห่งแม่มดหมอผี สีแห่งการต่อสู้ต่อต้าน สีแห่งความสงบ สีแห่งความรุนแรง สีแห่งการผลิตแบบอุตสาหกรรม ฯลฯ
ถ้าคุณเป็นสีดำ เชื่อว่าตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษย์ คุณต้องรู้สึกหัวสั่นหัวคลอนเพราะถูกกระชากลากถูไปทางโน้นทีทางนี้ทีแน่ๆ เราจะเห็นเลยว่า ร่องรอยของความรัก ชอบ เกลียด และกลัวสีดำ ยังคงปรากฏให้เราเห็นในทุกวันนี้ผ่านการสอนสั่ง อบรม กล่อมเกลา ผ่านขนบประเพณี การแต่งกาย กาลเทศะ ศิลปะ และศาสนา
แต่ถ้าถามว่าตัว ‘สีดำ’ เอง มันได้รู้สึกรู้สาอะไรกับ ‘ความหมาย’ ที่มนุษย์ได้สร้าง ยึดมั่น และมอบหมายให้กับสีดำหรือเปล่า
คำตอบที่เราตอบได้ทันทีก็คือไม่ เพราะสีดำไม่ได้มีชีวิตจิตใจ มันเป็นเพียงสีที่สะท้อนแสงออกมาน้อยที่สุด (โดยที่มันก็ไม่ได้ตั้งใจจะสะท้อนแสงให้น้อยหรือมากด้วยซ้ำ) เท่านั้น
เป็นมนุษย์เราเองต่างหากที่ให้ความหมายกับสีดำอย่างจริงจังในแต่ละยุคสมัย

โตมร ศุขปรีชา