หากถามถึงสินค้าที่มูลค่าสูงในตอนนี้ คงไม่มีอะไรร้อนแรงไปกว่าราคาทองเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์จนชาวเงินเย็นนอนตะแคงไม่ได้เลย กำไรมันไหลออกทางหู แม้ราคาจะดิ่งลงไวไม่แพ้ตอนขึ้นในเวลาไม่กี่วัน แต่ก็นับว่าเป็นราคาที่สร้างแรงกระเพื่อมให้ตลาดอยู่ไม่น้อย
วันนี้ราคาทองพุ่งสูงสุดใจ แต่ช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ มีสินค้าบางอย่างที่เราในวันนี้หยิบใช้แบบไม่คิดอะไร กลับราคาพุ่งสูงจนจำกัดอยู่แค่คนชั้นสูงในสังคม
The MATTER ชวนย้อนวันวาน สำรวจสินค้าฟุ่มเฟือยในอดีตที่เคยราคาแรงแซงทองคำ ไม่ใช่อัญมณี ไม่ใช่โลหะหายาก แต่เป็นดอกไม้ เครื่องปรุง หรือแค่ของในครัวเรือนสำหรับโลกวันนี้

เกลือ
ก่อนจะเค็มถูกใจไตถูกตัดกันทุกครัวเรือนในวันนี้ เกลือธรรมดาราคาแสนถูก เคยเป็นเครื่องปรุงรสที่หายาก ย้อนกลับไปหลายพันปีก่อนคริสตกาล สมัยหาของป่าล่าสัตว์ มนุษย์เรารู้จักใช้เกลือเป็นเครื่องปรุงและถนอมอาหารแล้ว ในตอนนั้นมูลค่าของมันยังไม่ได้พุ่งสูงจนน่าใจหาย พอเริ่มยุคอารายธรรมโบราณ เรารู้จักใช้ประโยชน์จากเหลือกันมากขึ้น จีนและโรมัน ใช้เกลือเป็นยาฆ่าเชื้อ อียิปต์มีการผลิตเกลือจากธรรมชาติ คล้ายการทำนาเกลือบ้านเรา
นึกถึงในวันที่โลกเรายังไม่มีตู้เย็น ก็มีเกลือนี่แหละที่ช่วยถนอมอาหารได้เป็นอย่างดี แถมยังเอามาปรุงรสก็เลิศ ความต้องการเกลือจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่สมัยนั้นการผลิตเกลือยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ เกลือที่ผลิตได้น้อยราคาก็เลยยิ่งสูงขึ้น พ่อค้าในแอฟริกาตอนใต้ และแอฟริกาตะวันตกที่มีทองอยู่มากมาย ถึงกับยอมแลกเปลี่ยนทองคำ 1 ออนซ์กับเกลือ 1 ออนซ์
จนต้องเกิดเส้นทางการค้าเพื่อเสาะหาเกลือมาขายโดยเฉพาะ บางเมืองในตอนนั้น กลายเป็นเมืองที่ร่ำรวยเพราะผลิตเกลือได้มาก
ทิวลิป
แม้เราจะคุ้นว่าดอกทิวลิปต้องมาคู่กับประเทศเนเธอแลนด์ แต่มันไม่ได้เป็นของพื้นถิ่นที่นี่หรอก เป็นของนำเข้าด้วยซ้ำ ตอนนำเข้ามาใหม่ๆ ดอกไม้แปลกตา สีสันสดใส ใครๆ ก็อยากได้อยากมี เป็นปกติของสินค้าฟุ่มเฟือยใหม่ๆ ที่ผู้คนอยากมีไว้ไม่ให้ตกเทรนด์
แต่ใครจะคิดล่ะว่า มันเป็นที่ต้องการถึงขนาดที่ซื้อกันตั้งแต่ยังเป็นหัวฝังอยู่ใต้ดิน เกิดเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้า แต่ปัญหาคือ สัญญาซื้อขายล่วงหน้านี้ ไม่ได้อยู่ในมือมือเดียว มันถูกขายต่อไปเรื่อยๆ ยิ่งเปลี่ยนมือเจ้าของไปเท่าไหร่ ราคาก็ยิ่งสูงตามไปด้วย กว่าจะถึงปลายทางราคามันสูงเสียจนไม่อยากจะเชื่อ เพราะทิวลิป 1 หัวราคาเทียบเท่าหรืออาจจะสูงกว่าบ้าน 1 หลังในตอนนั้นเลยทีเดียว
เมื่อพ่อค้าที่กักตุนสินค้าเริ่มปล่อยสินค้าสู่ตลาด ผู้คนที่เก็งกำไรในมือเริ่มกลัวว่าหากมีของในตลาดมากกว่านี้ ราคาจะยิ่งตกลงไป จึงยิ่งปล่อยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในมือไปด้วย จนเดือนหนึ่งในปี 1637 ดอกทิวลิปที่เคยราคาสูงเสียดฟ้ากลายเป็นสินค้าล้นตลาด ราคาร่วงลงมาจนแทบไม่เหลือมูลค่าในตัวเอง เกิดเป็นวิกฤตฟองสบู่แตกครั้งแรกของโลกนี้
สีม่วงไทเรียน
รงควัตถุโทนเย็นอย่างสีน้ำเงินและสีม่วงในสมัยก่อน นับว่าผลิตได้ยาก จนกลายเป็นของราคาแพง ศิลปินคนไหนใช้สีโทนเย็นมาก ก็ยิ่งแสดงถึงฐานะของศิลปินหรือผู้อุปถัมภ์ได้เป็นอย่างดี
หนึ่งในสีโทนเย็นที่มีมูลค่าสูงลิบ คือ สีม่วงไทเรียน เป็นสีที่ได้จากหอยทะเล เป็นประกายวับวาวเมื่อต้องแสง
ยิ่งผลิตได้ยาก ของยิ่งน้อย ราคายิ่งแพง แพงเกินกว่าที่ประชาชนทั่วไปจะเอื้อมถึง สีม่วงนี้จึงถูกใช้จำกัดอยู่ในแวดวงชนชั้นสูงนานนับพันปี กลายเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่ง อำนาจ และความมั่งคั่ง หากดูในพระราชกฤษฎีกาของโรมันที่ออกในปี 301 ระบุว่าสิ่งนี้มีมูลค่าสูงกว่าทองคำถึง 3 เท่า
ช็อกโกแลต
ชาวมายันจะงงแค่ไหน หากเห็นว่ามนุษยชาติในวันนี้ เอาเมล็ดโกโก้มาผ่านกรรมวิธีร้อยแปด จนกลายมาเป็นของหวานขวัญใจคนทั่วโลก ถ้าอุทานได้ คงอุทานไปแล้วว่า “นั่นแกกำลังกินของกินค่าที่สุดเข้าไปอยู่นะ” เพราะในยุคอารายธรรมโบราณ พวกเมล็ดโกโก้เป็นที่นิยม ไม่ใช่ในแง่ความอร่อย แต่ใช้แทนเงินตรา สามารถชำระค่าสินค้าและบริการ หรือใช้แลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่นๆ ก็ได้
จักรพรรดิแห่งแอซเท็กในช่วงศตวรรษที่ 9 ซึ่งเป็นบุคคลที่ร่ำรวยและทรงพลังมากที่สุดในขณะนั้น เพราะเขารับบรรณาการเป็นเมล็ดโกโก้เท่านั้น จนได้รับฉายาว่า ‘The Chocolate King’ ว่ากันว่าเขามีเมล็ดโกโก้เก็บไว้ในพระราชวังมากกว่าพันล้านเมล็ด
เมื่อช็อกโกแลตแพร่กระจายไปทั่วยุโรป ถึงยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์จากช็อกโกแลตเกิดขึ้นมากมาย ผลิตได้ง่าย จนกลายเป็นของหวานยอดฮิตจนวันนี้
น้ำแข็ง
มนุษย์เราวุ่นอยู่กับการถนอมอาหารมาตั้งแต่ยุคโบราณ เกลือก็นับเป็นทางเลือกหนึ่ง น้ำแข็งก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ไม่ใช่น้ำแข็งในตู้เย็นที่หยิบได้ตามใจนึก แต่เป็นน้ำแข็งจากธรรมชาติ
ตั้งแต่สมัยโรมันโบราณน้ำแข็งถูกเก็บเกี่ยวจากภูเขา ทะเลสาบ หรือแม่น้ำที่แข็งตัวเป็นแผ่นหนาในฤดูหนาว เก็บไว้ในหลุมที่ปิดมิดชิดเพื่อเอาไว้ใช้ในฤดูร้อน ส่วนใหญ่จะเก็บเกี่ยวใช้กันในครัวเรือน ต้องใช้ทั้งเงินและแรงงานคน ชาวบ้านธรรมดา คงไม่ทุ่มทุนขนาดนั้น แต่ชนชั้นสูงที่มีพร้อม ยินดีที่จะจ่ายเพื่อให้มีหลักประกันคลายร้อนเมื่อฤดูหนาวจบลง
จนมาถึงศตวรรษที่ 19 มีพ่อค้าหัวใส เก็บเกี่ยวน้ำแข็งจากแหล่งน้ำธรรมชาติ หุ้มด้วยฉนวนเพื่อให้น้ำแข็งละลายน้อยที่สุดระหว่างทาง แล้วขนส่งไปขายยังเมืองต่างๆ จนเกิดเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ก่อนจะละลายหายไปเมื่อระบบทำความเย็นมาถึง
จากของที่เคยฟุ่มเฟือย วันนี้กลายเป็นของทั่วไป ไม่แน่ใจวันข้างหน้า ราคาอาจกลับตาลปัตรไปก็ได้ สภาพสังคม เศรษฐกิจ และปัจจัยแวดล้อมอีกมากมาย แม้แต่ความ FOMO ของผู้คน พร้อมพลิกโฉมสินค้าธรรมดาให้ราคาสูงเสียดฟ้าอย่างที่เคยเกิดมาแล้วกับทิวลิป หรือมูลค่าตกเพราะโลกก้าวสู่เทคโนโลยีใหม่อย่างน้ำแข็ง
แล้วทุกคนคิดว่าสินค้าฟุ่มเฟือยชิ้นไหนในวันนี้ มีแววจะราคาร่วงจนกลายเป็นสินค้าทั่วไปในวันหน้า?
อ้างอิงจาก
historyfacts