555555 ตลกมากไหม เราแกล้งหัวเราะกันไปทำไม?

คำเตือน : บทความนี้ไม่ตลกเลย ไม่ต้องขำก็ได้

ต้องยอมรับว่าคนเราแสร้งหัวเราะกันตลอดเวลา ไม่ว่าจะเพื่อซ่อนความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ใจดี ทำตามมารยาท หรือเข้าสังคม

 

เมื่อเรารู้ว่าคนบางคนพยายามเล่นมุกตลกที่เราไม่เก็ต หรือเก็ตแต่ไม่ขำ เราก็ไม่อยากให้มันเดดแอร์และ awkward ใช่ไหม ก็ขำให้สักหน่อยตามมารยาท แม้ขำนั้นจะไม่เป็นธรรมชาติเลยก็ตาม เพราะเราไม่อยากให้เขาไม่สบายใจ และไม่อยากดูเป็นคนใจร้าย ไม่มีอารมณ์ขัน แล้วคนเราแสร้งหัวเราะไปทำไม ?

 

ฉันเข้าใจนะ แต่ไม่ขำอ่ะ ภาพจาก : Star Trek

Jimmy Fallon แห่งรายการ The Tonight Show ขึ้นชื่อว่าเป็นพิธีกรที่แสนเฟรนด์ลี่ ใจดี มีอารมณ์ขัน เขาเก่งมากในการทำให้แขกรับเชิญรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ ดาราที่มาออกรายการเขาจึงมักแสดงความเป็นมนุษย์ ตลก ไม่เกร็ง แต่ด้วยความไนซ์ของจิมมี่ เขาจึงถูกจับผิดบ่อยครั้งว่าเขาเฟค แกล้งหัวเราะจนเกินเหตุ จนมีคนเอามารวมเป็น Compilation ไว้เลย โถ

 

 

หัวเราะตามธรรมชาติ สานสัมพันธ์ แสดงอำนาจ

การหัวเราะเป็นสิ่งที่วิเศษ ทำให้ชีวิตมีความสุขและความหมาย การหัวเราะเป็นฟังก์ชั่นทางสังคมที่สำคัญเพื่อเชื่อมต่อผูกพันระหว่างกัน แต่ไม่ได้มีเพียงแค่นั้น งานวิจัยจิตวิทยาจากปี 2017 ได้ศึกษากลุ่มตัวอย่าง และสรุปอรรถประโยชน์ทางสังคมตามลักษณะของการหัวเราะไว้ดังนี้

1. หัวเราะตามสัญชาตญาณ (spontaneous laughter) การหัวเราะประเภทนี้คือหัวเราะอย่างจริงใจตามธรรมชาติ เมื่อมีเรื่องชวนตลกขบขันแบบไม่คาดฝัน หรือเมื่อมีคนเล่าเรื่องตลกที่ขำขันจริงๆ การหัวเราะแบบนี้เป็นหัวเราะที่ธรรมชาติที่สุดแบบที่พูดไปหัวเราะไปไม่ได้ เพราะเป็นสมองคน pathway ส่วนกัน) กะบังลมขยับทำงาน การหัวเราะประเภทนี้เป็นรางวัลให้ความสุขทั้งผู้หัวเราะและผู้ฟัง สามารถติดต่อกันได้ง่ายๆ เช่นเพื่อนหัวเราะ เราก็หัวเราะตาม   การหัวเราะนั้นมีแนวโน้มเกิดขึ้นขณะอยู่กับคนอื่นมากกว่าอยู่คนเดียวถึง 30 เท่า

2. หัวเราะเพื่อสานสัมพันธ์ หรือการหัวเราะเพื่อสังคม (social laughter) เป็นพฤติกรรมผูกพันกันทางสังคม (social bonding) ที่แสดงออกว่าเราเป็นเพื่อนกัน ช่วยส่งสัญญาณว่าความสัมพันธ์ระหว่างกันไม่อยู่ในอันตราย ในเชิงชีววิทยา สิ่งที่ตรงข้ามกับการหัวเราะคือการขู่คำรามให้หวาดกลัว ดังนั้นคนที่ขำเรื่องเดียวกับเราได้ย่อมไม่เป็นภัยแต่เป็นเพื่อน เช่นการหัวเราะในบทสนทนา เพื่อให้การสนทนานั้นลื่นไหลราบลื่น

3. หัวเราะเพื่อแสดงถึงอำนาจ (dominance laughter)  การหัวเราะสามารถตั้งใจสื่อสารถึงความความรุนแรงได้เช่นกัน นั่นคือการหัวเราะเพื่อแสดงถึงอำนาจที่เหนือกว่า (Dominiance) เช่น การหัวเราะคนที่ด้อยกว่าเพื่อแสดงถึงสถานะที่สูงกว่า หรือการหัวเราะความโชคร้ายของคนอื่น (Schadenfreude)  ซึ่งการหัวเราะแบบนี้จะมีลักษณะคนละอย่างกับเสียงหัวเราะแบบธรรมชาติ

ขำขันเพื่อแยกคนนอกและคนใน

มุกจาก ‘คนนอก’ ที่ถูกแปลงเป็นของท้องถิ่นให้ ‘คนใน’ เก็ตไม่ได้ ก็ย่อมไม่ประสบความสำเร็จ

Limor Shifman นักวิจัยชาวอิสราเอลศึกษามุกตลกอเมริกันจำนวน 100 มุกที่ถูกนำไปแปลเป็นภาษาอื่น เช่น จีน อารบิก ญี่ปุ่น และเกาหลี แต่หลายๆ มุกไม่สามารถแปลงให้กลายเป็นมุกตลกท้องถิ่นของภาษานั้นๆ ได้ โดยเฉพาะมุกที่มีอัตลักษณ์อเมริกันมากๆ เช่นการเมืองภายใน หรือมุกเกี่ยวกับภูมิภาคที่แตกต่าง มักจะขายไม่ดีนอกประเทศ

โดยมุกตลกใช้แยกคนในและคนนอกของกลุ่มวัฒนธรรม กลุ่มสังคม หรือหมู่เพื่อน แต่ละกลุ่มต่างก็มีมุกตลกที่มีเพียงคนในกลุ่มเข้าใจ ไม่ว่าจะเกิดจากความรู้ ทัศนคติ หรือประสบการณ์ที่ตรงกัน อินเทอร์เน็ตทำให้เราได้เห็นมีมที่หลากหลาย ทุกอย่างเป็นเรื่องตลกไปได้ ไม่ว่าจะเป็นมุกเกี่ยวกับสังคมนิยม มุกของนักวิชาการ มุกดารา มุกเกี่ยวกับเรื่องเพศ jokes นั้นอาศัยความรู้ความเข้าใจที่ต่างกัน เช่นก่อนที่เราจะเข้าเรียนคณะออกแบบและสถาปัตย์ เราก็ไม่เก็ตมุกเด็กสถาปัตย์หรือมุกละครถาปัตย์เลย พอหลังอยู่ๆ ไป ก็เริ่มเข้าใจ บางทีมีเพื่อนเล่นมุกเกี่ยวกับการวางผังเมือง คนนอกที่มาฟังก็อาจจะฉงนว่าขำตรงไหน อย่างในกระทู้ Quora มีคนถามว่า “ทำไมคนฉลาดถึงได้ไม่มีอารมณ์ขันเอาเสียเลย?” มีคนหนึ่งมาตอบว่า “อาจเป็นเพราะคุณโง่เกินกว่าจะเข้าใจมุกตลกของพวกเขา 5555″ และในกระทู้ก็มีคนมาเล่นมุกกี้คๆ เนิร์ดๆ เต็มไปหมด

เพื่อทำให้ผู้มาใหม่เช่น พนักงานใหม่ นักศึกษาที่มาใหม่ในกลุ่มไม่ประหม่า รู้สึกสบายใจ ผ่อนคลาย อาจพยายามสร้างสถานการณ์ให้เกิดการหัวเราะร่วมกัน บางครั้งมุกตลกที่แรกเริ่มไม่เข้าใจและไม่ขำ แต่พออยู่ๆ ด้วยกันไปนานก็ความเข้าใจตรงกันและขำเรื่องเดียวกันได้ สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัย เชื่อมต่อกันด้วยอารมณ์ขัน

เวลาผ่านไปเราขำมุกที่ต่างไปจากสมัยเด็ก การเติบโตอาจทำให้เก็ตบางมุกมากขึ้น เพราะมีความรู้และประสบการณ์เพิ่ม แต่บางมุกก็แก่เกินไปแล้วที่จะขำ ตลกตรงไหน เช่นมุกล้อชื่อพ่อชื่อแม่ หรือมุกที่ถูกเล่นซํ้ามาตั้งแต่ประถม อารมณ์ขันเป็นสิ่งที่เรียนรู้กันได้ สิ่งที่ไม่เคยขำก็ขำได้ สิ่งที่เคยขำอาจไม่ขำแล้ว เช่นมุกที่เหยียดคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากๆ เมื่อโตขึ้นมาเราอาจเรียนรู้ว่ามันห่วย และรู้สึกแย่ที่จะขำ ไม่ตลกแล้ว

การพบเพื่อนที่ขำเรื่องเดียวกันทำให้เรารู้สึกไม่โดดเดี่ยวในโลกนี้ มีมตลกถูกส่งต่อเผยแพร่เพื่อเชื่อมสัมพันธ์คนแปลกหน้าในอินเทอร์เน็ต ทำให้เราพบคนอื่นๆ ที่เข้าใจและขำขันเรื่องเดียวกับเรา ช่างอบอุ่นหัวใจ

 

ยิ่งหัวเราะเท่าไหร่–เรายิ่งใกล้กันมากขึ้น

นอกจากการหัวเราะจะสานสัมพันธ์เพื่อมิตรภาพ บางครั้งคนเราก็สานสัมพันธ์เพื่อความรักผ่านการหัวเราะ เราเคยได้ยินสเตอริโอไทป์อันยาวนานว่า “ผู้หญิงชอบผู้ชายตลก ส่วนผู้ชายชอบผู้หญิงที่หัวเราะมุกตลกของเขา” งานวิจัยในปี 2006 คอนเฟิร์มคติความเชื่อนี้ และอีกงานวิจัยที่พบว่าอารมณ์ขันนั้นสัมพันธ์กับความฉลาด และสามารถพยากรณ์ความสำเร็จในการหาคู่ที่มีประโยชน์กับผู้ชายมากกว่า

แต่งานวิจัยจาก Stanford ศึกษาจากเสียงและวิเคราะห์บทสนทนาจริงจากการ speed dating ของนักศึกษามหาวิทยาลัยหนึ่งจำนวน 1,100 ชั่วโมง พบว่าบทสนทนาที่สร้างสัมพันธ์และความสนใจระหว่างกันได้สำเร็จ คือบทสนทนาที่มีแนวโน้มว่าฝ่ายชายหัวเราะในเรื่องขำขันของฝ่ายหญิง

งานวิจัยนี้เกิดจากการร่วมมือของ Dan McFarland นักสังคมวิทยาและ Dan Jurafsky นักภาษาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ที่ต้องการหาแนวโน้มว่าของ ‘คำ’ หรือ ‘สัญญาณ’ ที่ใช้หาแนวโน้มเดทที่ประสบความสำเร็จ สิ่งที่พบชัดเจนคือ เดทที่เกิดการเชื่อมต่อจะเกิดเมื่อฝ่ายชายขำมุกตลกของฝ่ายหญิง (นอกจากนี้ยังพบสัญญาณอื่นๆ เช่น หากสนใจ ฝ่ายชายมักพูดด้วยเสียงเข้มและตํ่ากว่าปกติเพื่อแสดงความเป็นเพศชาย ในขณะที่ผู้หญิงจะแสดงเสียงที่สูงขึ้นและมีช่วงเสียง (pitch range) ที่กว้างเพื่อแสดงความสนใจ แต่หากฝ่ายหญิงใช้คำที่แสดงถึงความไม่มั่นใจ เช่นใช้คำว่า maybe, I guess เธอมีแนวโน้มจะไม่สนใจ)

นอกจากนี้ฝ่ายหญิงยังรู้สึกเชื่อมต่อและชอบพอคู่ฝ่ายชายมากขึ้น หากเขาหัวเราะมุกตลกของเธอ และพึงพอใจเมื่อฝ่ายชายไม่เปลี่ยนหัวข้อการสนทนาที่เธอเปิดประเด็น ผิดจากความเชื่อที่ว่าการเดทนั้นเป็นฝ่ายหญิงที่พยายามเอาใจจากงานวิจัยนี้พบว่าคนที่กุมอำนาจและวัดผลความสำเร็จของการเดทคือฝ่ายหญิง

ข่าวน่าตื่นเต้นเขย่าทั้งวงการ tech และดนตรีพร้อมกันที่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ คือ Elon Musk ควงคู่ Grimes มางาน Met Gala หากไม่รู้จัก Grimes เป็นศิลปินสาวที่เพี้ยนมาก (เราเคยไปดูเธอเล่นที่งาน Laneway สิงคโปร์ ประหลาด บ้าบอ แต่เก่งและน่ารักมากๆ) แม้ทั้งคู่ดูแตกต่างสุดขั้ว ไม่น่าจะมาพบเจอกันได้ แต่พวกเขารู้จักกันผ่านมุกตลก Roko’s Basilisk เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ที่จะครองโลก ซึ่งอีลอนสืบค้นเล่นมุก Rococo Basilisk และพบว่า Grimes ทวีตเล่นมุกนี้ไปก่อนหน้าแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน เขาจึงทักไปจนเกิดเป็นความสัมพันธ์ที่โลกงง เห็นไหมว่าอารมณ์ขันที่ตรงกันสามารถสานความรักได้จริงๆ ภาพทั้งคู่ได้ถูกต่อยอดกลายเป็นมีมมุกตลกให้คนในโลกได้ขำขันร่วมกันต่อไปอีก

 

Elon Musk and Grimes Appearance at the Met Gala Inspired Tons of FUNNIEST Memes ภาพจาก : nexter.org

 

ความแตกต่างระหว่างเสียงหัวเราะเฟคๆ และเสียงหัวเราะธรรมชาติ

ภาพแสดงการหัวเราะแห้งๆ ฝืนๆ ของ Data ภาพจาก : Star Trek

สมองของคนเราจับการแสร้งหัวเราะได้เก่งมาก งานศึกษาจาก University of London โดยนักวิทยาศาสตร์ระบบประสาท Carolyn McGettigan โดยศึกษาผลสแกนสมองของ 21 กลุ่มตัวอย่าง พบว่าสมองของมนุษย์เก่งในการจับผิดแยกเสียงหัวเราะจริงและปลอม เมื่อได้ยินเสียงขำปลอมสมองส่วน Medial Prefrontal Cortex จะทำงาน เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะที่ดูเฟค ผู้ฟังพยายามเข้าใจจิตใจและอารมณ์ของผู้หัวเราะที่คลุมเครือโดยอัตโนมัติ หากการขำขันนั้นคลุมเครือ น่าสงสัย คนเราก็สามารถแยกแยะจากการหัวเราะจริงๆ ได้ไม่ยากนัก

นอกจากนี้ ยังพบว่าคนเราเข้าใจผิดว่าหัวเราะปลอมคือหัวเราะจริงประมาณ 37%  จริงๆ แล้วคนทั่วไปสามารถแสร้งหัวเราะได้เก่งในบางสถานการณ์โดยที่เขาก็ไม่รู้ตัว ซึ่งคนที่แยกแยะเสียงหัวเราะจริงและปลอมไม่เก่งที่สุดคือคนมีอำนาจ รวมถึงคนที่มีอาการ Autism และ Asperger’s Syndrome ที่มีปัญหาเรื่องการแยกเสียงหัวเราะจริงและหลอก

 

เมื่อ Jim Carrey ออกรายการ David Letterman และขำแบบคนมีอันจะกินให้ดู

 

คลิปด้านบน David Letterman แห่งรายการ Late Show with David Letterman ได้ถาม Jim Carrey ว่า “ความรํ่ารวยทำให้เขาเปลี่ยนไปอย่างไร?” จิมอธิบายว่า เมื่อเขารํ่ารวยขึ้นเสียงหัวเราะเขาได้เปลี่ยนไป ซึ่งการขำขันแบบคนมีอันจะกินนั้นฟังดูช้าๆ ไม่เป็นธรรมชาติ และดูเฟคอย่างเห็นได้ชัดตามสังคมที่เปลี่ยนไป

แล้วหัวเราะธรรมชาติกับเฟคนั้นต่างกันอย่างไร ? เมื่อส่องรายละเอียดให้ลึกลงไปในระดับคลื่นและคุณสมบัติของเสียงหัวเราะ งานวิจัย 0kd University of California, Los Angeles ในปี 2014 พบว่าเสียงหัวเราะปลอมกับเสียงหัวเราะจริงนั้นแตกต่างกันแบบเห็นได้ชัด ทั้งความเร็ว ระดับเสียง (Pitch) เสียงหายใจ และระดับการค่อยๆ เพิ่มขึ้นของเสียง (Crescendo) ซึ่งความต่างนี้พบได้ในหลากวัฒนธรรมทั่วโลก โดยการหัวเราะเฟคๆ เมื่อถูกทำให้เร็วขึ้นเสียงหัวเราะนั้นจะฟังดูเป็นธรรมชาติขึ้น ในขณะที่เสียงหัวเราะจริงเมื่อยืดให้ช้าลงจะเหมือนเสียงหัวเราะที่เฟคมากขึ้น แต่ความต่างคือการหัวเราะจริงนั้น เมื่อถูกยืดจะมีเสียงสัตว์มากขึ้น

 

เสียงหัวเราะที่จริงใจจะมี pitch ที่สูงกว่า สมองที่สร้างหัวเราะธรรมชาตินั้นเป็นคนละ pathway กับส่วนที่ใช้ในการพูด (หากขำหนักมากๆ เราจะไม่สามารถพูดได้เลย หยุดได้ยาก)

 

เสียงหัวเราะที่เสแสร้งนั้นมาจากระบบสมองเดียวกันกับที่คิดเพื่อพูด งานวิจัยนี้ก็ยืนยันอย่างเดียวกันว่าโดยทั่วไปคนเราเก่งมากในการแยกเสียงหัวเราะหลอกและธรรมชาติ ในอนาคตเราอาจสร้างปัญญาประดิษฐ์เรียนรู้ pattern และตรวจจับการหัวเราะแบบเฟคได้เก่งกาจ (แต่เราจะอยากรู้ไหมนะ?) ซึ่งการเข้าใจในพฤติกรรมและธรรมชาติของการหัวเราะทำให้เราเข้าใจความเป็นมนุษย์อันเป็นสัตว์สังคมและร่วมมือร่วมใจ

การหัวเราะนั้นมีประโยชน์อย่างมาก แต่หลายๆ ครั้ง เราก็ยอมขำให้กับสิ่งที่ไม่ได้ตลกมากนัก เพราะเราไม่อยากเป็นคนที่ดูแข็งทื่อ จืดชืด และใจร้าย เราเคยพยายามเปิดมีมตลกเกี่ยวกับประชุมเกี่ยวกับการข้ามเวลาและการตีความวรรณกรรมเชคสเปียร์ ทุกคนเงียบกริบ จนเราต้องอธิบายว่ามันขำอย่างไร ช่างเป็นความรู้สึกที่ awkward และโดดเดี่ยวมากทีเดียว นั่นเพราะถ้าต้องอธิบายมุกแปลว่ามันไม่ตลกน่ะสิ 5555

 

 

แม้การหัวเราะแบบผ่านเสียงและการพบปะซึ่งหน้าจะถูกจับผิดได้ง่ายว่าไม่จริงใจ การสื่อสารในอินเทอร์เน็ตนั้น tricky กว่ามาก เราจะโกรธไหมหากรู้ว่าเพื่อนที่พิมพ์ 555555555555 จนเหมือนคีย์บอร์ดค้าง ส่งสติ๊กเกอร์ขำนํ้าตาไหล หรือ LOL แต่จริงๆ นั่งหน้านิ่งอยู่หน้าจอ แต่คนเราคงไม่สามารถหัวเราะได้เท่าเลขห้าทุกตัวที่กดพิมพ์ลงไป และเพื่อนก็อาจจะขำให้ด้วยความรักใคร่เพราะไม่อยากให้เราเหงา จืดและแห้ง

การแสร้งขำเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติแสนธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน แม้เราแค่อยากเป็นไนซ์ๆ ที่เป็นมิตร ก็อย่าคิดว่าคนอื่นไม่รู้นะว่าเราแกล้งขำ

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

  • Towards a social functional account of laughter: Acoustic features convey reward, affiliation, and dominance: Adrienne Wood , Jared Martin, Paula Niedenthal
    journals.plos.org
  • Making The Connection: Social Bonding and Courtship Situation: Dan McFarland and Dan Jurafsky (Stanford University)
    nlp.stanford.edu
  • Elon Musk and Grimes Appearance at the Met Gala Inspired Tons of FUNNIEST Memes
    nexter.org
  • Laughter paves the way for romance
    www.nature.com
  • The Brain Can Distinguish between Real and Fake Laughter
    www.scientificamerican.com
  • Identity Is an Inside Joke: Why you laugh with your friends.
    nautil.us
  • The Institute For Comedic Inquiry
    www.comedicinquiry.com
  • The animal nature of spontaneous human laughter:  Gregory A. Bryant and C. Athena Aktipis
    www.gregbryant.org

 

Illustration by  Yanin Jomwong
Share This!
  • 724
  • 2
  •  
  •  
  •  
  •  
    726
    Shares
No Comments Yet

Comments are closed