เมื่อพูดถึงคอมมูนิตี้สายมู นอกเหนือจากการบนบานศาลกล่าวตามสถานที่ศักดิ์สิทธิต่างๆ แล้วกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่เป็นนิยมกัน ก็คือการดูดวงด้วยโหราศาสตร์ตามตำแหน่งของดวงดาวบนท้องฟ้า หรือที่รู้จักกันในชื่อดูดวงราศี ซึ่งเชื่อกันว่ามีอิทธิพลต่อหน้าที่การงานและดวงชะตาของผู้คนบนโลก ทว่าในมุมมองของวิทยาศาสตร์นั้น แสงจากดวงดาวคือแสงที่เดินทางมาจากอดีต เหตุไฉนผู้คนจึงเชื่อว่าแสงจากอดีตนี้สามารถทำนายอนาคตได้กันแน่?
เพื่อที่จะเข้าใจเรื่องนี้เราต้องย้อนกลับไปยังหลายหมื่นที่ปีแล้ว ยุคที่มนุษย์ยังเป็นเพียงนักล่าและเก็บของป่าไปวันๆ มนุษย์โบราณเหล่านั้นเริ่มสังเกตว่าเมื่อดวงดาวบนท้องฟ้าเปลี่ยนไป เหล่าสรรพสัตว์ก็จะเริ่มอพยพตามไปด้วย เห็นได้จากภาพของจุดมากมาย ที่วาดอยู่เหนือภาพวัวกระทิงบนผนังถ้ำลาสโก (Lascaux) ในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึง 15,000 ปี
ดร. มิชาเอล รัปเปนกลึค (Michael Rappenglück) อดีตนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิวนิก ประเทศเยอรมนีได้เสนอว่า จุดที่ปรากฏอยู่นั้นคือการบันทึกตำแหน่งของกระจุกดาวลูกไก่ เนื่องจากบรรพบุรุษของเราได้เรียนรู้ว่าเมื่อกระจุกดาวนี้ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าในตำแหน่งที่เฉพาะเจาะจง ฝูงสัตว์จะเริ่มอพยพเพื่อหาแหล่งอาหารใหม่และเตรียมผสมพันธุ์ มนุษย์ก็จะเคลื่อนย้ายถิ่นฐานตามฝูงสัตว์ไปด้วย ราวกับว่าดวงดาวบนท้องฟ้าสามารถกำหนดทิศทางของสิ่งมีชีวิตบนโลกได้

ทว่าแท้จริงแล้วตำแหน่งของดวงดาวแค่เปลี่ยนไปตามแกนหมุนของโลกในแต่ละฤดูกาลเท่านั้น โดยตำแหน่งของดาวลูกไก่บนถ้ำนั้น เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านไปยังฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาที่สัตว์อพยพพอดี
อีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนในยุคต่อมาก็คือชาวอียิปต์โบราณ ที่เมื่อเห็นดาวซิริอุสหรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อดาวโจร ปรากฏขึ้นเหนือขอบฟ้าก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น พวกเขาก็จะคือว่าเป็นสัญญาณแจ้งว่าแม่น้ำไนล์จะเกิดน้ำหลาก ระดับน้ำจะสูงขึ้น นำพาตะกอนที่อุดมไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ มาจากต้นน้ำ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก หว่านเมล็ดพันธุ์ลงดิน
กลายเป็นว่าเมื่อดวงดาวสามารถทำนายวัฏจักรของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ได้ มนุษย์จึงเริ่มตั้งสมมติฐานที่ทะเยอทะยานขึ้นไปอีกว่า หากดวงดาวบนฟ้ากำหนดความเป็นไปของผืนดินและเหล่าสรรพสัตว์บนโลกได้ขนาดนี้ วิถีโคจรของดวงดาวก็คงย่อมมีอิทธิพลต่อโชคชะตาและความเป็นไปในชีวิตมนุษย์ด้วยเช่นกัน
แนวคิดนี้ได้รับการบันทึกไว้ในจารึกมรกต (Emerald Tablet) บันทึกของชาวอาหรับโบราณที่กล่าวถึงวีรบุรุษชาวกรีกในตำนาน ซึ่งมีข้อความท่อนหนึ่งระบุไว้ว่า ‘เบื้องบนเป็นเช่นไร เบื้องล่างเป็นเช่นนั้น’ ทั้ง คาร์ล จุง (Carl Jung) นักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ได้นำเสนอทฤษฎี Synchronicity ที่ว่าสรรพสิ่งอาจเชื่อมโยงกันด้วยจิตวิทยาร่วมกันโดยที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้ เช่น ขณะที่เรากำลังคิดถึงใครสักคนหนึ่งอยู่ คนนั้นก็อาจโทรหาเราหรือทักเรามาในทันที เสริมความเชื่อเรื่องดวงชะตาของมนุษย์ไปในตัว

ทว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้ก้าวเข้ามาอธิบายกลไกของจักรวาล เราเข้าใจเรื่องธรรมชาติของแสงมากขึ้นว่าแสงนั้นมีความเร็วคงที่และต้องใช้เวลาเดินทางจากแหล่งกำเนิดแสงเพื่อที่จะเดินทางมาถึงดวงตาของมนุษย์ ทำให้อวกาศไม่ต่างอะไรไปจากไทม์แมคชีน ยิ่งเรามองออกไปไกลมากเท่าใด ภาพที่เราเห็นก็ยิ่งเป็นอดีตที่ย้อนกลับไปไกลมากขึ้นเท่านั้น เช่น ภาพดวงอาทิตย์ที่เราเห็นของคือภาพของดวงอาทิตย์เมื่อ 8 นาทีที่แล้ว ดาวซิริอุสที่ชาวอียิปต์ใช้กำหนดฤดูเพาะปลูก ก็มาจากแสงที่ต้องใช้เวลาเดินทางมาถึงโลกกว่า 8.6 ปี
นอกจากนี้วิทยาศาสตร์ยังทำให้เรารู้ว่า แกนหมุนของโลกมีการส่ายไปมาเหมือนกับลูกข่าง ทำให้ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แกนโลกได้เปลี่ยนไปจนทำให้กลุ่มดาวจักรราศีบนท้องฟ้าจริง ไม่ตรงกับปฏิทินโหราศาสตร์โบราณอีกต่อไป คนที่เกิดราศีเมษในความเป็นจริงดวงอาทิตย์อาจกำลังอยู่ในกลุ่มดาวมีน ถึงขนาดที่ว่าสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติไทย (NARIT) ได้รณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้ปฏิทินโหราศาสตร์ฉบับล่าสุดที่หน่วยงานไทยทำออกมา เพื่ออัปเดตตำแหน่งของดวงดาวให้เที่ยงตรงมากยิ่งขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้นองค์ความรู้ทางฟิสิกส์ในปัจจุบันยังชี้ให้เห็นว่า แรงโน้มถ่วงจากดาวพุธ ตลอดไปจนถึงดาวเคราะห์ต่างๆ ในระบบสุริยะ ยังส่งผลร่างกายมนุษย์น้อยกว่าแรงดึงดูดบ้านและอาคารที่เราอาศัยอยู่เสียอีก จนนักวิทยาศาสตร์ต่างเห็นพ้องตรงกันว่าตำแหน่งของดวงดาวบนท้องฟ้านั้นไม่ส่งผลต่อวิถีชีวิตของมนุษย์อย่างแน่นอน แต่ข้อสรุปนี้ก็ได้นำไปสู่คำถามใหม่ว่าทำไมโหราศาสตร์ถึงยังคงไม่เลือนหายไปจากสังคมยุคดิจิทัลกันเล่า?
คำตอบของเรื่องนี้สามารถอธิบายได้ผ่านงานวิจัยของ เบอร์แทรม ฟอร์เออร์ ZBertram Forer) นักจิตวิทยาชาวอเมริกันชื่อดัง ซึ่งเขาได้ทำการทดลองในปี 1948 และค้นพบกลไกทางจิตวิทยาของมนุษย์ว่า สมองของเรามักจะชอบค้นหารูปแบบที่แน่นอน ท่ามกลางโลกที่วุ่นวายและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หากเราไม่สามารถหาความแน่นอนได้ สมองก็จะเกิดความเครียดนั่นเอง
โหราศาสตร์จึงก้าวเข้ามาทำหน้าที่เป็นเครื่องมือจัดระเบียบความโกลาหลที่เกิดขึ้นในสมองมนุษย์ ซึ่ง เบอร์แทรมอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า มนุษย์มักจะเชื่อมโยงคำทำนายที่สามารถตีความได้อย่างกว้างๆ ให้มีแนวโน้มสอดคล้องเข้ากับชีวิตของตนเอง เพื่อค้นหาความหมายและการปลอบประโลมใจในโลกที่โหดร้าย ปัจจุบันนักจิตวิทยามองว่ากระบวนการนี้เป็นกลไกการรับมือกับความเครียดตามธรรมชาติที่ช่วยให้มนุษย์รู้สึกปลอดภัยและมีทิศทางในการดำเนินชีวิตต่อไป
หากอ่านมาถึงตรงนี้เราไม่ได้จะบอกว่าโหราศาสตร์นั้นเชื่อถือไม่ได้ แต่อย่างให้มองว่าดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ต่างมีบทบาทของตนเองที่แตกต่างกัน กล่าวคือวิทยาศาสตร์มอบข้อเท็จจริงทางโลก เพื่ออธิบายกลไกของจักรวาล ในขณะที่โหราศาสตร์สามารถมอบความสบายใจ ให้ความอบอุ่น และกำลังใจต่อมวลมนุษย์นั่นเอง