“เอ๊ะ…นี่เราเป็นแบบเดียวกับเขาหรือเปล่านะ?”
เคยไหมเวลาดูคลิปที่มีคนออกมาเล่าเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตหรือโรคทางจิตเวชของตัวเขาเอง ทั้งเชิงให้ข้อมูลทั่วไปหรือเชิงแบ่งปันประสบการณ์ให้ผู้ที่ผ่านไปผ่านมาฟัง บางทีเราก็รู้สึกเชื่อมโยงและคิดไปต่างๆ นานาว่าเราเองก็เป็นเหมือนกับพวกเขา
บางคนถึงขั้นนั่งเช็คลิสต์ตัวเองไล่เรียงไปตามอาการที่คนในคลิปเล่าให้ฟัง พอข้อไหนตรงก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นไปตามนั้นจริงๆ หรือคนอีกไม่น้อยก็หยิบเอาโรคหรืออาการบางอย่างมาผูกโยงกับตัวเองจนรู้สึกวิตกกังวล ทั้งที่ความจริงเราเป็นหรือไม่ก็ไม่มีใครรู้
แล้วสรุปปัญหาของเรื่องนี้อยู่ที่ตรงไหนกันนะ โซเชียลมีเดีย ผู้ที่ออกมาแบ่งปันประสบการณ์ หรือผู้ที่เข้าไปรับชม?

ช้าก่อนอย่าเพิ่งหาคนผิดในสมการนี้ไปกันเลย บางทีอาจไม่มีใครสมควรจะเป็นคน ‘ผิด’ ในที่นี้ด้วยซ้ำ เพียงแต่เราอาจต้องมาทำความเข้าใจกันว่าบางทีโซเชียลมีเดียก็เหมือนเหรียญที่มีอยู่ 2 ด้านเสมอ เพราะแง่หนึ่ง โซเชียลมีเดียมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการช่วยให้ผู้คนเข้าถึงโรคทางจิตเวช เฉพาะอย่างยิ่งในมุมการส่งต่อองค์ความรู้เกี่ยวกับโรคหรืออาการ ซึ่งเดิมทีข้อมูลเกี่ยวกับโรคทางจิตเวชมักเป็นข้อมูลทางการแพทย์ที่ผู้เข้ารับการรักษาหรือผู้ที่ทำงานในแวดวงนี้เท่านั้นที่จะรับรู้และเข้าใจ ทว่าพอมีโซเชียลมีเดียเข้ามา ผู้คนทั่วไปจึงมีโอกาสเข้าถึงชุดข้อมูลทางการแพทย์เหล่านี้มากขึ้น
นอกจากนี้ การมีโซเชียลมีเดียเป็นตัวกลางในการบอกต่อเรื่องราวเกี่ยวกับโรคจิตเวชาทั้งแง่ของการให้ข้อมูล หรือแม้แต่การแบ่งปันประสบการณ์ก็ดี ล้วนมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดการตีตราโรคทางจิตเวชในสังคม เพราะเมื่อคนรับรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มขึ้น การตีตราก็ย่อมลดลงตามไปควบคู่กัน
แต่ขณะเดียวกัน โซเชียลมีเดียก็อาจกำลังส่งเสริมให้บางคนผูกโยงตัวเองกับโรคทางจิตเวชได้ง่ายขึ้นด้วย โดยงานศึกษาเกี่ยวกับโซเชียลมีเดียในฐานะแหล่งบ่มเพาะบุคลิกภาพและพฤติกรรม อันเกี่ยวเนื่องกับโรคทางจิตเวช จากสาขาจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตลอนโต ซึ่งได้ตั้งข้อสังเกตถึงปรากฎการณ์ที่เด็กและวัยรุ่นบางส่วนออกมาแสดงตัวว่ามีอาการหรือมีความบกพร่องทางจิตเวชที่แตกต่างจากรูปแบบของโรคทางจิตเวชตามกรอบการวินิจฉัยแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะในบริบทของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึม
งานศึกษาชิ้นนี้มีข้อคิดเห็นว่า สำหรับคนบางกลุ่มที่มีความเปราะบางทางอารมณ์หรือมีปัจจัยเสี่ยงบางอย่างอยู่เดิม การเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่เต็มไปด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับอาการทางจิตเวชและผู้คนที่มีประสบการณ์คล้ายคลึงกัน อาจทำให้เกิดการเชื่อมโยงตัวตนกับอาการเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น เมื่อได้รับการตอบรับหรือการยืนยันจากคนในชุมชนออนไลน์ กระบวนการดังกล่าวก็อาจยิ่งทำให้บุคคลผูกโยงอาการหรือความเจ็บป่วยเข้ากับการนิยามตัวเองมากขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น งานศึกษานี้ ยังได้ยกตัวอย่างแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่าง TikTok ซึ่งมีผู้ใช้งานอยู่ทั่วโลกจำนวนมาก และเป็นกรณีตัวอย่างอย่างดีที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยพวกเขาชี้ว่า TikTok อาจทำหน้าที่เป็นตัวแพร่กระจายของอาการและความผิดปกติทางจิตบางประเภทได้ เนื่องจากในปัจจุบันแพลตฟอร์มมีเนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่นแฮชแท็กเกี่ยวกับโรคทางจิตเวช อย่าง #DID และ #BPD ที่มีผู้เข้าหลายล้านครั้ง และเนื้อหาจำนวนไม่น้อยในนั้นไม่ได้สร้างจากบุคลากรทางการแพทย์ แต่เป็นผู้ที่ระบุว่าตัวเองเป็นผู้ป่วยหรือผู้สนับสนุนด้านสุขภาพจิต ซึ่งบางคนมีความรู้เกี่ยวกับโรคเหล่านี้เพียงเล็กน้อย เมื่อพวกเขาอธิบายอาการแบบเหมารวมและเชื่อมโยงอาการเหล่านั้นเข้ากับโรคใดโรคหนึ่ง ผู้ชมจึงอาจเข้าใจผิดและคิดว่าตัวเองมีโรคนั้น ทั้งที่ไม่ได้ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ
กระบวนการที่เราสรุปอาการเจ็บป่วยหรือภาวะทางสุขภาพของตัวเอง จากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต สังคมออนไลน์ หรือกระทั่งประสบการณ์ส่วนตัว โดยไม่ผ่านการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญนี้ คือกระบวนการที่เรียกว่า การวินิจฉัยตัวเอง (Self-diagnosis) ซึ่งอาจเป็นกระบวนการที่สร้างผลกระทบต่อตัวเรามากกว่าที่คิด
งานศึกษาเรื่องการวินิจฉัยตนเองในยุคโซเชียลมีเดีย จากสาขาจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวสต์ออนทาริโอ ซึ่งศึกษาผ่านกลุ่มผู้ป่วย 57 คน ผู้กำลังจะเข้าพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเป็นครั้งแรก ร่วมกับทำแบบประเมิน Social Media Engagement Scale for Adolescents (SMES-A) เพื่อประเมินระดับการมีส่วนร่วมกับโซเชียลมีเดีย ผลสรุปพบว่า ผู้เข้าร่วมทั้งหมดระบุว่าเคยรับชมเนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตทางออนไลน์ แถมยังรับรู้ผ่านเว็บไซต์โซเชียลมีเดียมากกว่าเว็บไซต์ที่เน้นเนื้อหาทางวิชาการด้วย คนส่วนใหญ่เชื่อว่าตัวเองป่วยเป็นโรคเหล่านั้นจริงๆ จากองค์ความรู้ที่ตนได้รับมาผ่านโซเชียลมีเดีย

งานศึกษาชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลอยู่ไม่น้อยต่อการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับโรคทางจิตเวชแก่บุคคลทั่วไป ตลอดจนนำไปสู่การสร้างความเชื่อและการผูกโยงตัวเองเข้ากับโรคต่างๆ โดยยังไม่ผ่านการวินิจฉัยจากผู้เชี่ยวชาญจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ภายในงานศึกษายังพูดถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการวินิจฉัยโรคทางจิตเวชด้วยตัวเองเอาไว้ว่า การวินิจฉัยรูปแบบนี้อาจส่งผลกระทบต่อการประเมินและการวินิจฉัยจริงๆ โดยมันอาจทำให้การประเมินและการวินิจฉัยมีความซับซ้อนขึ้น จนทำให้บุคลากรด้านสุขภาพจิต ต้องตรวจสอบเกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดียประกอบการประเมินผู้ป่วย มิหนำซ้ำ กลุ่มคนที่มีความเปราะบางอยู่แล้ว เมื่อเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่มีคนแบ่งปันประสบการณ์คล้ายกัน ก็อาจกระตุ้นให้อาการทางจิตเวชมีความรุนแรงยิ่งขึ้นได้
ลองนึกภาพหากตัวเราเองมีความกังวลเกี่ยวกับการเป็น โรคสมาธิสั้น หรือ ADHD (Attention Deficit Hyperactivity Disorder) อยู่แล้ว พอเรารับชมคลิปเกี่ยวกับโรคนี้มากขึ้น แล้วเห็นหลายคนระบุถึงอาการต่างๆ ไปตามที่เรากังวล ก็เหมือนเป็นการช่วยยืนยันให้ตัวเราเชื่อว่าเรากำลังเป็นโรคสมาธิสั้นจริงๆ
ท้ายสุดแล้ว เราไม่ได้จะบอกว่าคลิปที่พูดถึงอาการหรือโรคทางจิตเวชากำลังนำไปสู่ปัญหาให้ผู้รับชม เพราะการมีคนออกมาแบ่งปันประสบการณ์เหล่านี้ก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะมันช่วยสร้างชุมชนให้ผู้คนที่กำลังประสบปัญหาเดียวกันได้มีพื้นที่โอบรับกันและกันมากขึ้นจริง
แต่ขณะเดียวกัน หากตัวเราในฐานะผู้ที่ยังไม่เคยเข้ารับการวินิจฉัยหรือปรึกษาอย่างจริงจัง แล้วดันรู้สึกเชื่อมโยงตัวเองกับโรคต่างๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย การพักจากหน้าจอ และไปเข้าพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญให้พวกเขาช่วยวินิจฉัยเราจริงๆ ก็อาจช่วยยืนยันเราได้ดีกว่า
เพราะเรื่องเกี่ยวกับจิตใจถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน คงจะดีถ้าเราได้รับคำแนะนำหรือคำปรึกษาจากผู้ที่พร้อมช่วยเหลือเราจริงๆ
อ้างอิงจาก