Morbid Curiosity ทำไมพวกเราขี้สงสัย ทั้งที่ผลลัพธ์คือ ความเจ็บปวด

เรามาสำรวจตัวเองก่อนว่า เคยรู้สึกอะไรแบบนี้กันบ้างไหม?

 

byte-morbid-cover byte-morbid-05

 

อยากกระโดดจากที่สูง
แม้คุณไม่ได้รู้สึกอยากฆ่าตัวตาย แต่ความสูงกลับยั่วยวนให้คุณกระโดด ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า High-place phenomenon เกิดจากความไม่ลงรอยกันของสำนึกรู้คิด (Cognitive dissonance) แม้จิตจะพยายามให้คุณเลี่ยงจากที่สูง แต่สัญญาณสมองกลับบอกให้คุณเดินไปข้างหน้าแทน หากคุณรู้สึกเช่นนี้ทุกครั้ง เราว่าคุณควรปรึกษาแพทย์

 

byte-morbid-06

 

เอานิ้วแหย่พัดลม

ความคิดอุตริแบบนี้ไม่ใช่เรื่องประหลาด เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยพยายามตัดนิ้วตัวเองลง Youtube เพื่อลองว่ากำลังของใบพัดเพียงพอทำให้นิ้วขาดไหม จนรายการ MythBusters  ถึงกับทำรายการตอน ‘Fan Decapitation’ เพื่อทดลองว่าพัดลมแต่ละขนาดมีอำนาจหั่นร่างกายมนุษย์ขนาดไหน

 

byte-morbid-03

 

ชอบดูหนังหายนะ

ภาพอารยธรรมสูญสลาย รัฐบาลพังเป็นจุณ ผู้คนดิ้นรนภายใต้สภาพแวดล้อมโหดร้าย ทำให้พวกเราหลบลี้จากโลกแห่งความจริงอันน่าเบื่อหน่าย มีงานวิเคราะห์จาก John Hoopes นักจิตวิทยาสังคมชี้ว่า มนุษย์ไม่ชอบแนวคิดที่ว่า ‘ทุกคนจะตายพร้อมๆ กัน’ แต่ต้องมีคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่รอดได้ เพราะโลกหายนะ ‘สงวนไว้’ สำหรับผู้ถูกคัดสรรแล้ว

 

byte-morbid-02

 

ชอบดูภาพคนตาย

คุณไม่ใช่คนเดียว เพราะคนทั้งโลกก็เป็นนักแอบดูเป็น/แอบดูตาย Website รวบรวมภาพคนตายจากอุบัติเหตุ ทำเงินเป็นล่ำเป็นสัน (เราคงไม่แนบ Link ไว้ คุณควรไปหาเอาเอง) โดยเฉพาะภาพศพของดาราที่มีชื่อเสียง  มีสถิติคนทั่วโลกเข้า Website เพื่อดูภาพศพกว่า 5 แสนคนต่อวัน

 

byte-morbid-01

 

ส่องเฟซแฟนเก่าแบบเจ็บๆ

Facebook คือคนแรกที่รู้ว่า คุณเลิกกับใคร จนล่าสุดระบบของ Facebook พยายามช่วยเหลือโดยการแสดงผลแฟนเก่าให้น้อยลงด้วยการ ‘ซ่อน’ ภาพบาดตาบาดใจ แต่คุณก็มักอดไม่ได้ที่จะเป็นผู้สังเกตการณ์ชีวิตคนรักแบบห่างๆ (และอาจเจ็บแค้นอยู่ไม่ใช่น้อย)

 

byte-morbid-08

 

ไทยมุง

จริงๆจะเรียกว่า ‘ไทยมุง’ ก็ไม่ถูก เพราะคนทั่วโลกก็ชื่นชอบการมุงเพื่อสังเกตการณ์ความไม่ชอบมาพากลของสถานการณ์โดยรอบ มีปรากฏการณ์ทางท้องถนนที่น่าสนใจว่า คนขับรถเกือบ 100% จะชะลอความเร็วเพื่อดูอุบัติเหตุข้างทาง

 

byte-morbid-07

 

อดไม่ได้ที่จะอ่าน Negative Comment

ไม่มีใครบนโลกรักคุณทุกคน ใครบางคนอาจแขยะแขยงภาพที่คุณภูมิใจ บางคนไม่เห็นด้วยกับการแสดงออกทางการเมือง บางคนพยายามเอาเฟซคุณไปล่าแม่มดให้โดนรุมด่าแบบไม่รู้ตัว แต่กลายเป็นว่าคุณกลับไล่ตอบโต้ทุก Comment จนเป็นทุกข์แทน

 

ทำไมมนุษย์ถึงใคร่สงสัย ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าผลลัพธ์คือความเจ็บปวด?

หากคุณมีพฤติกรรมเหล่านี้ คุณไม่ใช่คนเดียวเท่านั้น มีเพื่อนร่วมอาการคล้ายกันอีกเป็นล้านๆคนทั่วโลก มันคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Morbid Curiosity’ หรือ ความสงสัยอันนำมาซึ่งความเจ็บปวด มนุษย์เกิดมาพร้อมๆกับความวิตกกังวลและพยายามหาทางออกโดยการทำอะไรที่เสี่ยงเกินหรือเจ็บปวดเกิน

นักปรัชญาและกลุ่มนักคิดสายจิตวิเคราะห์ถกเถียงกันมาอย่างยาวนานว่า ทำไมมนุษย์โหยหาความตาย อย่างกลุ่มทฤษฎีของฟรอยด์ ก็มีแนวคิดเรื่อง Death Instinct/Death Drive หรือสัญชาติญาณแห่งความตาย เป็นแรงขับดันให้เราหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับภัยที่นำมาซึ่งความตาย อันเป็นกุญแจสำคัญในการเอาชีวิตรอด เราต้องเรียนรู้ความเจ็บปวดเสียเนิ่นๆ ก่อนที่มันจะเกิดกับตัวเราเอง

ปัจจุบันงานวิจัยหลายชิ้นในแวดวงวิทยาศาสตร์จิตวิทยายังพยายามหาคำตอบอยู่ ยิ่งพวกเราสงสัยในความไม่แน่นอนของชีวิตมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งโหยหาคำตอบที่แม้จะรู้อยู่แล้วว่า มันจะลงเอยด้วยความเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น

 

gozamos

มีงานวิจัยสนุกๆ ที่ควรค่าแก่การเล่าเสียหน่อย

นักพฤติกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Chicago Booth School of Business พยายามศึกษาว่าอาสาสมัครที่เป็นนักศึกษา จะสามารถ ‘ต้านทาน’ ความขี้สงสัยต่อสิ่งเร้าได้มากแค่ไหน ทีมวิจัยจึงสร้างการทดลองโดยจัดปากกาชุดหนึ่งมาให้อาสาสมัครสำรวจ

ก็ดูไม่มีปัญหาอะไรนี่? จนกระทั้งรู้ว่า ปากกาพวกนี้ ‘ช็อตไฟฟ้า’ ได้  (เหวออออ!?)

จากนั้นทำการทดสอบโดยการแบ่งกลุ่ม

  • กลุ่ม A  จำนวน 27 คน ที่รู้ว่ากดปากกาเล่มไหนแล้วช็อต
  • กลุ่ม B จำนวน 27 คนเช่นกัน แต่ผู้คุมบอกแบบเหมาๆว่า มีปากกาที่ช็อตได้และปากกาปกติ ปะปนรวมๆกัน

จากนั้นทุกคนจะถูกทิ้งไว้ในห้องตามลำพัง ผลปรากฏว่า กลุ่ม B พยายามลองกดปากกาเพื่อคลายความสงสัยว่าแท่งไหนกันที่ช็อตได้ ทำให้พวกเขายอมถูกไฟฟ้าช็อตครั้งแล้วครั้งเล่า มากกว่าคนที่รู้ว่าแท่งไหนแน่ๆ (แต่คนที่รู้แล้วก็ดันอยากลองว่ามันเจ็บแค่ไหน เออดี)

ซึ่งการทดลองย่อยๆ มีการเปลี่ยนสิ่งเร้าเป็นของอื่นๆนอกเหนือปากกา เช่น เสียงขูดเล็บบนกระดาน หรือภาพแมลงหน้าตาประหลาดๆ ซึ่งก็ได้ผลลัพธ์ที่ไม่ต่างกันมากนัก

 

maxresdefault

 

หรือจริงๆแล้ว ‘ความสงสัย’ เป็นสิ่งที่ดี?

นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ตัวพ่อ George Loewenstein ผู้วางรากฐานงานวิจัยที่ศึกษาเรื่อง Curiosity ก็มองในมุมเดียวกันว่า ความใคร่สงสัยบางครั้งก็เป็นสัญชาตญาณอันดีเลิศ ทำให้มนุษย์ออกจากพื้นที่เดิมๆ ทำอะไรที่เสี่ยง แต่อาจได้ผลตอบรับที่สวยงาม (ถึงแม้จะเจ็บปวดก็ตาม)

และในมุมมองของ Glenn Wilson นักจิตวิทยาสมัยใหม่ผู้ผลักดันแนวคิดเรื่อง ‘Attitude & Personality’ กลับมีมุมมองอันละมุนละม่อมมากกว่า โดยเขาให้เหตุผลว่า มนุษย์ดึงดูดเข้าหาความเจ็บปวด เพื่อการลิ้มรสประสบการณ์ความสูญเสียของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งเป็นรากฐานของความเห็นใจ (Empathize) อันเป็นคุณสมบัติขั้นสูงของสิ่งมีชีวิต

 

ความเห็นอกใจ สัมผัสความเจ็บปวดจากเพื่อมนุษย์ด้วยกันหรือสัตว์ต่างสปีชี่ย์ ก็ล้วนทำให้มนุษย์สร้างพันธะทางสังคมอันแน่นแฟ้น อย่างการเปิดผ้าคลุมศพของคนรักเพื่อจากลาครั้งสุดท้าย ซึ่งสังคมทั่วไปมองเป็นเรื่องที่ยอมรับได้และเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน หรือการดูข่าวภาพเหตุการณ์ซึนามิ ติดตามข่าวการสังหารโหดใน Orlando ก็เป็นเสมือนแรงผลักดันให้เราออกแบบสังคมที่ปลอดภัยกว่า

แต่หากคุณเสพติด Morbid curiosity จนมากเกินไปจนเกิดความทุกข์ใจที่ไม่สามารถหาทางออกได้ พฤติกรรมเหล่านี้จะนำมาสิ่งความเจ็บป่วยทางจิต กลายเป็นคนที่เก็บกด มองโลกในแง่ร้าย และอาจทำอะไรจนเป็นภัยต่อตนเองและคนรอบๆตัว

Morbid curiosity เป็นเรื่องที่จัดการได้หากรู้จักเส้นแบ่งระหว่างความพอดีและความเกินเลย การดำดิ่งไปกับความตายอาจทำให้คุณได้ ‘ตายจริง’ อย่างไม่ทันเตรียมใจ และคุณมีสิทธิ์ทำให้คนอื่น ‘ตายทั้งเป็น’ ได้เช่นกัน

“Pompa mortis magis terret quam mors ipsa.”

– The pomp of death alarms us more than death itself.-

Senaca

 

อ้างอิงข้อมูลจาก
Curiosity Is Not Intrinsically Good

This column will change your life

Scientific American  July 2016

No Comments Yet

Comments are closed