คำและความหมายของอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามยุคสมัย ล่าสุด พจนานุกรมเคมบริดจ์เพิ่งอัพเดทและนิยามคำว่า ‘ผู้ชาย‘ และ ‘ผู้หญิง‘ ใหม่ โดยหมายรวมครอบคลุมถึงกลุ่มทรานส์เจนเดอร์ด้วย
จริงๆ แล้ว การนิยามความหมายใหม่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่ผู้คนกลับเพิ่งมาสังเกตเห็นเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังสำนักข่าว Telegraph รายงานการอัพเดทนี้ ก่อนจะโถมมาด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายอนุรักษนิยมบนโลกออนไลน์
ทั้งนี้ พจนานุกรมเคมบริดจ์นิยามคำว่า ‘ผู้หญิง‘ ว่าคือ “มนุษย์ที่มีเพศหญิง” และเพิ่งเพิ่มความหมายว่าคือ “มนุษย์ที่มีชีวิต และนิยามตัวเองว่าเป็นผู้หญิง แม้ว่าพวกเขาจะถูกบอกว่ามีเพศที่แตกต่างจากเพศกำเนิด”
ขณะเดียวกัน พจนานุกรมนี้นิยามคำว่า ‘ผู้ชาย‘ ว่า “มนุษย์ที่มีเพศชาย” และก็เพิ่งเพิ่มความหมายว่าคือ “มนุษย์ที่มีชีวิต และนิยามตัวเองว่าเป็นผู้ชาย แม้ว่าพวกเขาจะถูกบอกว่ามีเพศที่แตกต่างจากเพศกำเนิด” ด้วยเช่นกัน
ตามปกติแล้วพจนานุกรมจะมีการยกตัวอย่างการใช้งานในประโยคด้วย ซึ่งตัวอย่างประโยคที่พจนานุกรมยกมา คือ “แมรี่คือผู้หญิงที่ถูกระบุว่ามีเพศชายตอนกำเนิด” (Mary is a woman who was assigned male at birth) และ “เธอคือผู้หญิงทรานส์คนแรกที่ได้รับเลือกตั้ง” (She was the first trans woman elected to a national office)
โฆษกจากพจนานุกรมเคมบริดจ์บอกกับสำนักข่าว CNN ว่า พวกเขาศึกษาแพทเทิร์นการใช้งานของคำเหล่านี้อย่างระมัดระวัง และเชื่อว่า ความหมายของคำเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษควรตระหนักรู้ไว้ เพื่อให้เข้าใจว่าภาษาถูกใช้อย่างไร
ก่อนหน้านี้ในปี 2020 พจนานุกรม Merriam-Webste ขยายความหมายของคำว่า ‘ผู้หญิง‘ ให้รวมถึงการ “มีอัตลักษณ์ทางเพศที่ตรงข้ามกับผู้ชาย” และการแปรความหมายใหม่นี้ก็นำมาสู่การวิพากย์วิจารณ์จากฝ่ายอนุรักษนิยมเช่นกัน
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ก็ยังมีเสียงสนับสนุนและชื่นชมการนิยามความหมายใหม่ของพจนานุกรมเคมบริดจ์ด้วย เช่น เลอลอยด์ โธมัส (Leroy Thomas) หัวหน้าฝ่ายสื่อสารจากองค์กรสนับสนุนความเท่าเทียมของทรานส์เจนเดอร์ เป็นต้น
โธมัสให้สัมภาษณ์กับ The Washington Post ว่า “ภาษากำหนดวิธีที่เราเข้าใจโลก .. ในช่วงเวลาที่ผู้นำทางการเมืองพยายามกีดกันทรานส์เจนเดอร์ออกจากสังคม มันเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องจดจำและตระหนักถึงตัวตนที่แท้จริงของพวกเรา”
อ้างอิงจาก