ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1945 สหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดปรมาณูลูกหนึ่งชื่อ ‘ลิตเติลบอย — Little Boy’ ที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทำให้มีคนเสียชีวิตอย่างน้อย 70,000 และมีผู้เสียชีวิตหลังจากนั้นอีกจำนวนมากจากอาการบาดเจ็บทั้งจากร่างกาย และสารกัมมันตรังสี
แต่หลังจากนั้นเพียง 3 วัน (9 สิงหาคม 1945) สหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดอีกลูกที่ชื่อ ‘แฟตแมน — Fat Man’ ที่นางาซากิ ซึ่งระเบิดทั้ง 2 ลูกมีอนุภาคในการทำลายล้างสูง เป็นระเบิดนิวเคลียร์ที่ใช้พลังงานพลูโทเนียมเทียบกับระเบิด TNT 21 กิโลตัน โดยระเบิดได้ทำลายบ้านเรือนไปเกือบ 70% ของเมืองฮิโรชิมา และ 44% ในนางาซากิ
ขณะที่ผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว จะได้รับสารรังสี ซึ่งนำไปสู่อัตราการเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว และโรคเรื้อรังอื่นๆ ที่สูงขึ้น สถิติที่รวบรวมจนถึงเดือนสิงหาคม ปี 2024 ญี่ปุ่นมีผู้เสียชีวิตในฮิโรชิมาแล้ว 344,306 ราย และนางาซากิ 198,785 ราย ในจำนวนนี้รวมถึงผู้ที่ได้บาดเจ็บและผู้ป่วยจากกัมมันตรังสีด้วย
แม้รัฐบาลจะประกาศมาตรการหลายอย่างในเวลานั้นเพื่อช่วยเหลือผู้รอดชีวิต แต่หลายคนก็เผชิญกับการเลือกปฏิบัติไม่ว่าจะปฏิเสธการจ้างงาน หรือแต่งงานด้วย เนื่องจากมีข่าวลือว่าผู้รอดชีวิตจะเป็นพาหะนำโรค และลูกหลานก็อาจจะติดเชื้อ
ทำไมสองเมืองนี้ถึงตกเป็นเป้า? สหรัฐฯ เลือกฮิโรชิมา และนางาซากิเนื่องจากเป็นพื้นที่สำคัญทางทหารและอุตสาหกรรม โดยฮิโรชิมาเคยเป็นกองบัญชาการของหน่วยทหารบางหน่วย และเป็นฐานสำคัญในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ถือเป็นการใช้ระเบิดปรมาณูครั้งแรกของโลก และในทุกๆ วันที่ 6 สิงหาคมของทุกปีจะมีการจัดกิจกรรมรำลึกผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากสงครามนิวเคลียร์ และผลกระทบดังกล่าวก็ยังปรากฎให้เห็นถึงจนปัจจุบัน