ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่กับแนวคิดของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ก็ยากจะปฏิเสธได้ว่าเขาเปลี่ยนมุมมองที่มนุษย์มีต่อตัวเองไปตลอดกาล จากสิ่งมีชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยเหตุผล สู่สิ่งมีชีวิตที่มีแรงผลักดันลึกลงไปในจิตใต้สำนึก
เขาไม่ได้เพียงตั้งคำถามต่อจิตใจ แต่ยังเปิดพื้นที่ให้เรารับรู้ว่า สิ่งที่เราไม่รู้ในตัวเองนั้นสำคัญเพียงใด เบื้องหลังทฤษฎีเจาะลึกถึงจิตใจผู้คน คือชีวิตประจำวันที่ถูกจัดวางอย่างเข้มงวดและถูกวางอย่างเป็นระบบ ผ่านงานเขียนของเออร์เนสต์ โจนส์ (Ernest Jones) เพื่อนร่วมงานและในชีวิตจริง
ฟรอยด์อาศัยและทำงานอยู่ในอพาร์ตเมนต์เลขที่ 19 ถนนแบร์กกัสเซ ในกรุงเวียนนา เขาเริ่มต้นวันประมาณ 07.00 น. แม้บางครั้งจะสลัดความงัวเงียได้ยาก จากการโหมงานหนักเกินไปในตอนกลางคืน ทำให้เขาต้องมีกิจกรรมเรียกความสดชื่นในวันเปื่อยๆ ด้วยการอาบน้ำเย็น มีช่างตัดผมมาเล็มเคราและดูแลทรงผมบ้างเป็นครั้งคราว กินอาหารเช้าอย่างรวดเร็ว และเจียดเวลาอ่านหนังสือพิมพ์อีกสักหน่อย
แม้จะฟังดูกิจกรรมแน่นตั้งแต่ตื่นนอน แต่เขาเลือกทำบางอย่างในบางวัน ไม่ได้ใส่ทุกกิจกรรมลงตารางเสียหมด เมื่อจัดการตัวเองเสร็จสรรพ เขาจะเริ่มทำงานพบปะคนไข้ 08.00 น. แต่ละคนใช้เวลา 55 นาที มีช่วงพักระหว่างคิวเพียง 5 นาทีเท่านั้น และเขาขึ้นชื่อเรื่องความตรงต่อเวลากับผู้ป่วยเสมอ
มื้อเที่ยงตอน 13.00 น. ถือเป็นเวลาของครอบครัว เพราะเป็นช่วงเดียวที่ทุกคนจะได้อยู่พร้อมหน้า ระหว่างมื้ออาหาร เขามักพูดคุยเรื่องครอบครัวและข่าวประจำวัน
หลังจากนั้นจนถึง 15.00 น. หากไม่มีงานเร่ง ฟรอยด์จะใช้เวลานี้พักผ่อน อาจแวะเวียนไปร้านค้าแถวบ้าน ออกไปเดินเล่นละแวกนั้น
เมื่อกลับถึงบ้าน เขาจะเริ่มการพบผู้ป่วยรอบบ่ายจนถึง 21.00 น. หมายความว่าใน 1 วันเขาวิเคราะห์ผู้ป่วยร่วม 12 ชั่วโมง
แต่เวลาหลังจากนั้น รวมถึงวันหยุดอื่นๆ เขาใช้เวลาแทบทั้งหมดไปกับครอบครัว พบปะกับเพื่อนในแวดวงวิชาการบ้าง มิตรสหายอื่นๆ ในชีวิตบ้าง
ความเข้มงวด ตรงต่อเวลา ที่เขามีต่อผู้ป่วย ช่วยให้เขามีกิจวัตรประจำวันที่แน่นอน คาดเดาได้ และเขาเลือกใช้วันเวลาเหล่านั้นไปกับพักผ่อนกับครอบครัว ชนิดที่ไม่มีใครมาล้มแพลนของเขาได้เช่นกัน
อ้างอิงจาก
https://www.freud.org.uk/2024/04/17/freuds-daily-routine/