ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการโยกย้ายถิ่นฐานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยร้อยละ 4.3-6.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศไทยเกิดจากแรงงานข้ามชาติ ซึ่งมีจำนวนกว่าร้อยละ 7 ของแรงงานทั้งประเทศ
แม้จะมีส่วนช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและช่วยแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็นประมง เกษตรกรรม การก่อสร้าง หรืออุตสาหกรรม แต่แรงงานข้ามชาติเหล่านี้กลับเป็นกลุ่มที่ถูกแสวงหาผลประโยชน์จากความเปราะบาง พวกเขามักถูกหลอกหรือต้องติดอยู่ในสถานการณ์ถูกบังคับใช้แรงงานโดยนายหน้าหรือนายจ้าง
The MATTER ได้รับรายงานจากมูลนิธิไอเจเอ็ม (IJM) ถึงสถานการณ์แรงงานบังคับในประเทศไทย ซึ่งอาจอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด พร้อมแนวทางการให้ความช่วยเหลือผ่านความร่วมมือระหว่างภาคประชาสังคมและหน่วยงานรัฐไทย
แรงงานบังคับคืออะไร?
เมื่อพูดถึง ‘แรงงานบังคับ’ หลายคนอาจนึกภาพเหยื่อถูกล่ามโซ่ ทรมานกักขัง และไม่สามารถออกมาใช้ชีวิตข้างนอกได้ แต่ในความเป็นจริงการบังคับใช้แรงงานไม่ได้อยู่ในรูปแบบเหล่านั้นเสมอไป บางครั้งอาจเกิดขึ้นกับผู้คนที่เราเดินผ่านในทุกๆ วัน แต่ไม่ทันสังเกตหรือรับรู้มาก่อน
แรงงานบังคับ (Forced Labor) คือ การที่บุคคลนั้นๆ ถูกบังคับให้ทำงานโดยไม่สมัครใจหรือโดยบังคับ ซึ่งรวมถึงการยึดค่าจ้าง การข่มขู่ใช้ความรุนแรง หรือการจำกัดเสรีภาพของบุคคล องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้จัดทำตัวชี้วัดที่แสดงถึงสัญญาณหรือเบาะแสว่าคนหนึ่งคนอาจตกอยู่ในสภาวะถูกบังคับใช้แรงงาน ดังนี้
- การละเมิดอันเนื่องมาจากความเปราะบางของแรงงานที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น คนที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาท้องถิ่นนั้นๆ ได้ มีข้อจำกัดในการดำรงชีวิต ต้องพึ่งพิงนายจ้างทั้งด้านที่พักหรืออาหาร
- การหลอกลวง ไม่ว่าจะโดยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น หลอกว่าเป็นงานสบายและรายได้ดี แต่ในความเป็นจริงต่างกัน ซึ่งกว่าจะรู้ตัว แรงงานก็ไม่สามารถหลีกหนีได้
- การจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง การถูกควบคุมติดตาม แม้แต่การห้ามไม่ให้ไปพบแพทย์เมื่อเจ็บป่วย
- การถูกโดดเดี่ยวจากสังคม ทั้งกรณีที่แรงงานไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ใด หรือรู้แต่ถูกควบคุมและไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ ทั้งยังถูกตัดการติดต่อกับครอบครัวหรือช่องทางขอความช่วยเหลือ
- ความรุนแรงต่อร่างกายและความรุนแรงทางเพศ อาจเกิดได้ทั้งกับแรงงาน ครอบครัว หรือผู้ใกล้ชิดของแรงงาน เพื่อที่จะควบคุมแรงงานได้มากขึ้น
- การขู่เข็ญและการข่มขู่ เช่น ขู่ว่าจะแจ้งเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง การไม่จ่ายค่าจ้าง การให้ทำงานในสภาพที่เลวร้ายกว่าเดิม ซึ่งเป็นการกระทำที่ทำให้แรงงานมีความเปราะบางมากขึ้น
- การยึดเอกสารประจำตัว เช่น หนังสือเดินทาง ใบอนุญาตทำงาน บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย
- การไม่จ่ายค่าจ้าง การไม่จ่ายค่าจ้างอย่างเป็นระบบและโดยเจตนาเพื่อบังคับให้แรงงานอยู่ต่อ และทำให้แรงงานไม่มีโอกาสเปลี่ยนนายจ้าง
- แรงงานขัดหนี้ การที่แรงงานต้องทำงานเพื่อชำระหนี้หรือหนี้ที่ตกทอดมาถึงตน ซึ่งสะท้อนถึงความไม่
- เท่าเทียมในอำนาจการต่อรองระหว่างแรงงานซึ่งตกเป็นลูกหนี้และนายจ้างที่เป็นเจ้าหนี้
- สภาพการทำงานและสภาพการดำรงชีพที่เลวร้าย เช่น การอาศัยร่วมกันอย่างแออัด ไม่ดีต่อสุขภาพ หรือไม่มีความเป็นส่วนตัวใดๆ ซึ่งบางครั้งแรงงานต้องอาศัยอยู่ด้วยภาวะจำยอม
- ชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาที่ยาวนาน ต้องทำงานหลายชั่วโมงหรือหลายวันติดต่อกันเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายในประเทศกำหนดหรือเกินข้อตกลงร่วมแรงงาน ไม่ให้หยุดพักระหว่างทำงานหรือวันหยุด หรือให้ทำงานล่วงเวลาเพื่อให้ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ
แรงงานบังคับเกิดขึ้นด้วยปัจจัยหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม การจ้างงานนอกระบบ การขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย และการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อแรงงาน
รายงานจากมูลนิธิไอเจเอ็ม (IJM) ซึ่งร่วมกับกระทรวงแรงงานในการสำรวจในปี 2022 พบว่า 1 ใน 4 ของแรงงานข้ามชาติเคยต้องตกอยู่ในสภาพการทำงานที่อันตรายหรือถูกบีบบังคับ โดยร้อยละ 17-18 ของแรงงานเมียนมาและกัมพูชาในประเทศไทยเคยถูกบังคับใช้แรงงาน
โดยกลุ่มธุรกิจที่พบสัดส่วนของผู้ที่เคยถูกบังคับใช้แรงงานจากมากไปน้อย คือ อุตสาหกรรมประมง 24% อุตสาหกรรมบริการ 22% อุตสาหกรรมก่อสร้าง 15% และโรงงาน 15%
กรณีตัวอย่าง: เด็กขายโรตีที่เราเจอที่ตลาดทุกวัน แท้จริงอาจเป็นแรงงานบังคับ
ย้อนไปเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2024 มีผู้กระทําความผิดชาวเมียนมารายหนึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานบังคับใช้แรงงานและค้ามนุษย์เด็กชายชาวเมียนมาวัย 17 ปี ชื่อ ธิฮะ (นามสมมติ) ซึ่งถูกพาตัวจากประเทศเมียนมา มาทํางานในประเทศไทย
มูลนิธิไอเจเอ็มรายงานว่า ธิฮะถูกนายจ้างซื้อตัวจากพ่อแม่ด้วยเงินประมาณ 10,000 บาท ออกเดินทางจากบ้านเกิดเมืองเมาะลําเลิงถึงเมืองเมียวดีในช่วงเวลาราวเที่ยงคืน ก่อนจะข้ามมาที่อําเภอแม่สอด จังหวัดตาก จากนั้นเขาและผู้ร่วมเดินทางอื่นๆ รวม 7 คน ก็เดินทางมายังกรุงเทพฯ ด้วยความแออัดภายในรถ
เมื่อถึงบ้านของนายจ้างในเขตมีนบุรี กรุงเทพฯ ธิฮะก็ได้รู้ว่าเขาตกอยู่ในสถานการณ์การทำงานผิดกฎหมาย โดยในช่วง 10 วันแรก เขาถูกสอนให้ทําโรตี ก่อนก็ถูกนายจ้างวัย 30 ปี สั่งให้ออกไปขายตามลําพังบนถนนในย่านตลาดมีนบุรี จํานวนโรตีที่ธิฮะต้องขายถูกเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน ทําให้เขาต้องกลับบ้านช้าลงกว่าเดิม หากเขาขายไม่ได้ตามเป้าหรือทําพลาด ก็จะถูกเฆี่ยนภายในบ้านด้วยสายชาร์จโทรศัพท์หรือท่อยาง
ธิฮะถูกบังคับให้ขายโรตีตั้งแต่สี่โมงเย็นถึงตีสองหรือตีสามของทุกวันเป็นระยะเวลากว่า 6 เดือน โดยไม่เคยได้รับค่าจ้างและมีอาหารไม่พอกิน ทั้งยังถูกนายจ้างข่มขู่ว่า หากคิดหนีจะแจ้งตํารวจมาจับในข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย
ธิฮะตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน ซึ่งเชื่อคําพูดของเขาหลังเห็นรอยฟกชํ้าและเคยเห็นเหตุการณ์ตอนนายจ้างลงมือตี ธิฮะได้เข้าแจ้งความต่อตํารวจและถูกส่งตัวไปยังสถานคุ้มครองของรัฐหลังได้รับการคัดแยกว่าเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ โดยมีองค์กรภาคประชาสังคม รวมถึงมูลนิธิไอเจเอ็ม สนับสนุนการจัดทําเอกสารประกอบคดี การวิเคราะห์ข้อบ่งชี้การค้ามนุษย์ในทางกฎหมาย และการจัดหาล่าม
สุดท้าย นายจ้างถูกจับกุมและถูกดําเนินคดีฐานค้ามนุษย์และบังคับใช้แรงงาน โดยตัดสินจําคุก 8 ปี แต่เนื่องจากจําเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษลงเหลือจําคุก 4 ปี 3 เดือน และสั่งปรับเป็นเงินจํานวน 640,190 บาท
สิ่งที่ธิฮะต้องเผชิญสะท้อนให้เห็นว่าการบังคับใช้แรงงานสามารถเกิดขึ้นได้ในสภาพแวดล้อมทั่วไป แม้ไม่ได้ถูกกักขังแต่ธิฮะก็ไม่สามารถหนีไปจากนายจ้างได้ เนื่องด้วย ‘ความเปราะบาง’ ที่ต้องเผชิญจากการอาศัยอยู่ในต่างแดน ต้องพึ่งพิงที่อยู่อาศัยของนายจ้าง ซ้ำยังถูกข่มขู่เรื่องการเข้าเมืองผิดกฎหมาย
แนวทางการช่วยเหลือแรงงานบังคับ
มูลนิธิไอเจเอ็มระบุว่า ความท้าทายในการดำเนินการเรื่องแรงงานบังคับไม่ใช่การขาดแคลนกฎหมาย แต่เป็นความท้าทายทางระบบในการดำเนินการ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่กลุ่มแรกๆ ที่จะได้พบผู้เสียหาย ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ พนักงานตรวจแรงงาน หรือนักสังคมสงเคราะห์ ซึ่งอาจมุ่งเน้นเป้าหมายการทำงานไปที่การเสาะหาพยานหลักฐานสำหรับการสั่งฟ้อง มากกว่าการทำงานเพื่อคุ้มครองผู้เสียหาย
โดยการบวนการให้ความช่วยเหลือจะเริ่มตั้งแต่การแจ้งเหตุ การคัดกรอง การคัดแยก และการคุ้มครอง ซึ่งความท้าทายของกลไกนี้ คือ ขั้นตอนระหว่างการคัดกรองเบื้องต้นและขั้นตอนการคัดแยกผู้เสียหายอย่างเป็นทางการ เพื่อพิจารณาว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้เสียหายที่ควรได้รับการคุ้มครองและควรเริ่มต้นการสืบสวนทางอาญาหรือไม่
แต่กลับมีหลายครั้งที่ผู้เสียหายอาจถูก ‘คัดออก’ จากกระบวนการเร็วเกินไป ทำให้พวกเขาเข้าไม่ถึงการช่วยเหลือที่ควรจะได้รับ เนื่องจากเจ้าหน้าที่บางส่วนใช้มาตรฐานการคัดกรองในระดับที่ใกล้เคียงมาตรฐานการต่อสู้ในชั้นศาล ทั้งที่จริงๆ ขั้นตอนนี้ควรเป็นแค่การคัดกรองเบื้องต้นเพื่อช่วยเหลือคนก่อน
เจ้าหน้าที่รัฐบางคนอาจยังอาจติดกรอบความคิดจากการทำงานที่มุ่งเน้นหาผู้กระทำผิดมักนำไปสู่การตั้งคำถามที่อาจซ้ำเติมผู้เสียหาย เช่น ทำไมถึงไม่แจ้งตำรวจตั้งแต่แรก? ในเมื่อตกลงทำงานนี้ ทำไมถึงคิดว่าตัวเองถูกแสวงหาผลประโยชน์? ทำไมถึงไม่หลบหนี?
ดังนั้น มูลนิธิไอเจเอ็มจึงร่วมมือกับหน่วยงานรัฐในกการพัฒนาแนวทางการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองผู้เสียหาย จากการค้ามนษย์หรือการถูกทำให้เป็นแรงงานบังคับ เพื่อปิดช่องว่างในการแสวงหาผลประโยชน์และแนวทางการคัดแยกผู้เสียหาย รวมถึงการยกระดับคุณภาพของการสืบสวนคดีอาญาไปพร้อมกัน
เริ่มจากปี 2022 คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนกลไกการส่งต่อระดับชาติ ภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้จัดทำ ‘กลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism, NRM)’ เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับสร้างกรอบความร่วมมือและแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานสากลสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ ในการช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานอย่างเป็นระบบ

แผนผังกลไกการส่งต่อระดับชาติ (cr. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนกลไกการส่งต่อระดับชาติ)
นอกจากนี้ กองต่อต้านการค้ามนุษย์และกระทรวง พม. ยังผลักดันแนวทางการดูแลที่คํานึงถึงบาดแผลทางใจ (Trauma-Informed Approach) เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้าใจถึงความกลัว การลังเล หรือคําให้การที่สับสนสลับไปมาของผู้เสียหาย ว่าอาจมีรากฐานมาจากสภาวะจิตใจที่กระทบกระเทือนมากกว่าจะเป็นการโกหกหลอกลวง
ขณะที่สถาบันตุลาการซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการคืนความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหาย ประธานศาลฎีกาได้ออกคําแนะนําแก่ผู้พิพากษาในปี 2022 ว่าสนับสนุนศาลให้ใช้หลักการที่คํานึงถึงบาดแผลทางใจในคดีค้ามนุษย์ในการพิจารณา
การช่วยเหลือแรงงานบังคับในทางปฏิบัติ
นอกจากกรณีของธิฮะที่ได้รับความช่วยเหลือจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานประชาสังคมและหน่วยงานรัฐแล้ว ยังมีอีกกรณีที่สะท้อนถึงความสำเร็จของระบบการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์หรือแรงงานบังคับที่ถูกวางไว้ตั้งแต่ปี 2022
หากย้อนไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ณ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มีผู้คนจำนวน 260 คน ถูกปล่อยตัวจากศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศเมียนมาให้แก่ทางการไทย
มูลนิธิไอเจเอ็มพบว่า หน่วยงานด่านหน้าของไทยได้ดำเนินการสัมภาษณ์ผู้เสียหายอย่างเป็นระบบ ภายใต้กลไกการส่งต่อระดับชาติโดยครอบคลุมหลายภาษา และเพื่อให้การบังคับใช้ข้อบ่งชี้การค้ามนุษย์ถูกนำมาใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รัฐบาลขณะนั้นก็ได้ประงานกับภาคประชาสังคมเพื่อรับการสนับสนุนทางเทคนิคและล่าม
โดยมูลนิธิไอเจเอ็มได้ให้การสนับสนุนโดยจัดหาล่ามที่ผ่านการฝึกฝนและคุ้นเคยกับศัพท์เทคนิคด้านการค้ามนุษย์ รวมถึงสนับสนุนแนวทางการสัมภาษณ์ที่คํานึงถึงบาดแผลทางใจและช่วยจัดทําเอกสารประกอบคดีให้สอดคล้องกับมาตรฐานของกลไกการส่งต่อระดับชาติ ก่อนส่งต่อให้เจ้าหน้าที่รัฐ
ด้วยความร่วมมือระหว่างภาคประชาสังคมและหน่วยงานรัฐ ทำให้ปฏิบัติการนี้สิ้นสุดลงในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน และมีบุคคลจำนวน 258 คน ได้รับการคัดแยกให้เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์อย่างเป็นทางการ
กรณีที่เกิดขึ้นกับธิฮะซึ่งเป็นแรงงานบังคับที่อาจไม่ถูกมองเห็นและกรณีผู้เสียหายจากศูนย์สแกมเมอร์ ทำให้เห็นถึงความสำเร็จในการสร้างระบบประสานงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐและภาคประชาสังคม โดยเฉพาะการสร้างกลไกการส่งต่อระดับชาติ ซึ่งเป็นการส่งเสริมกันระหว่างการคุ้มครองผู้เสียหายและประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย
การมีกลไกที่ชัดเจนเช่นนี้ช่วยอุดช่องว่างที่เครือข่ายอาชญากรรมเคยใช้แสวงหาประโยชน์จากแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นประสานงานที่อ่อนแอและการคัดแยกผู้เสียหายที่ขาดความเป็นเอกภาพ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ประเทศไทยได้ยกระดับการจัดการปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่เป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมไทยตลอดหลายปี
อ้างอิงจาก