เรารับรู้กันว่าการโกหกเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่ถ้าโกหกแล้วเกิดผลดี จะยังโกหกต่อไปอยู่ไหม?
เหตุผลที่ชวนตั้งคำถามกระตุกต่อมความสงสัย เพราะหลายคนน่าจะเคยหลุดปากโกหก โดยหวังให้ผลลัพธ์ออกไปในทิศทางที่ดี หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ‘โกหกสีขาว’ (white lie) ที่หมายถึง การพูดโกหกโดยมีเจตนาดี มักใช้เพื่อรักษาน้ำใจผู้อื่น หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง หรือทำให้ผู้อื่นสบายใจ แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง การโกหกจะเป็นสิ่งที่ชอบธรรมได้จริงเหรอ
คำถามนี้น่าจะเป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาทันทีหลังจากได้รู้จักกับตัวละครอย่าง คัสซี จากเรื่อง Cassi ของ โยฮันนา สวานเบิร์ก (Johanna Swanberg) ผู้ประสบกับวิกฤตชีวิตในวัยใกล้ 40 จนจำยอมต้องย้ายตัวเองมาอยู่ในชนบท พร้อมกับสุนัขคู่ใจอีกหนึ่งตัว ที่เมืองแห่งใหม่นี้ ทุกคนล้วนเป็นญาติโกโหติกาต่างสายเลือด เพียงกระซิบกระซาบกันเบาๆ เรื่องราวทั้งหมดก็พร้อมกระจายส่งต่อไปจนรู้ทั่วเมือง ในที่แห่งนี้ คัสซีไม่ใช่พนักงานซูเปอร์มาร์เก็ตเหมือนครั้งอาศัยในเมืองใหญ่อีกต่อไป เธอกลายเป็นกูรูด้านสุขภาพผู้รู้แจ้ง (ที่อาจไม่ได้รู้จริง) พร้อมทำหน้าที่ช่วยปลดปล่อยผู้คนจากความทุกข์ทั้งปวง
ทว่าเปลือกนอกที่สวยงามนี้ แม้จะหนาเป็นชั้น แต่เมื่อปอกออกมาก็ต้องเจอเนื้อแท้ด้านในอยู่ดี คำหลอกลวงเองก็เช่นกัน ต่อให้มันสวยงามมากแค่ไหน ก็ไม่มีวันพันรอบความจริงได้มิดอยู่ดี

การโกหกเป็นเรื่องที่ถูกแล้ว (หรือเปล่า?)
“ทำไมเราแค่ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ไม่ได้หรือไง”, น.143
บางคนก็คงอยากใช้ชีวิตแค่เพราะชีวิตมันต้องใช้ ไม่ได้อยากเป็นที่หนึ่ง คนเก่ง หรือคนประสบความสำเร็จใดๆ เพียงแต่สังคมบีบบังคับให้เราต้องไหลไปตามสายธารความคิดของผู้คนหมู่มากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความคิดของคัสซีที่คัดลอกมาวางให้ทุกคนได้อ่านนี้ สะท้อนตัวตนของเธอได้จนแทบครบทุกมิติ ตัวเธอเองไม่ใช่ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จจนคนอื่นต้องอิจฉา ในทางตรงกันข้าม ทุกสิ่งที่เธอประเชิญกลับทำให้คนรอบตัวต้องมาร่วมรู้สึกสงสารมากกว่าด้วย แม้ธรรมชาติในชนบทเล็กๆ จะช่วยปลอบประโลมหัวใจของเธอได้เปลาะหนึ่ง ทว่าผู้คนในที่แห่งนี้ กลับไม่ได้ทำให้เธอสบายใจขึ้นเลยแม้แต่น้อย และเธอต้องพบเจอกับความโกลาหลในชีวิตกว่าเดิมเสียอีก
จากเดิมที่คัสซีเป็นแค่พนักงานซูเปอร์มาร์เก็ต ไม่ได้แสวงหาความหวือหวาอะไรมากมายในชีวิต พอย้ายมาอยู่ชนบทเธอก็แค่ต้องการใช้ชีวิตไปวันๆ ท่ามกลางความสงบของธรรมชาติ แต่ความวุ่นวายเริ่มต้นเมื่อคนในเมืองบางคนเข้าใจผิดว่าเธอเป็นกูรูด้านสุขภาพ และเริ่มเผยแพร่ความจริงที่บิดเบี้ยวนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนไฟลามทุ่ง เธอกลายเป็นใครสักคนในแบบที่ผู้คนเมืองเชื่อว่าเธอเป็น โค้ชผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพในแง่มุมต่างๆ คือตัวตนใหม่ที่เธอจำต้องเล่นไปตามสิ่งที่ทุกคนคาดหวัง คอยให้ความรู้ ช่วยเหลือ และกะเทาะเปลือกความเศร้าของผู้คนจำนวนมากที่จ่ายเงินเข้ามาหาเธอ จนคัสซีเริ่มยอมรับว่าตัวเองเป็นเช่นนั้นจริง แม้ความจริงจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยก็ตาม
แต่ใช่ว่าคำหลอกลวงของเธอจะสร้างปัญหาแก่ผู้คนเสียเมื่อไหร่ กลับกันคำโกหกของเธอกลับช่วยบ่มเพาะความสุขให้เกิดแก่ทุกคนในเมืองนี้ มีคนจำนวนไม่น้อยทีกำลังพบเจอกับความทุกข์นานาเรื่องในชีวิต เมื่อมาลองขอคำปรึกษาและใช้วิธีรักษาแบบปลอมๆ ของคัสซี ก็ช่วยให้พวกเขาหลุดพ้นจากสิ่งที่เผชิญได้
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การที่คัสซีรับบทเป็นตัวกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนเก่าอย่าง มาร์ลีน กับ เกรเต ซึ่งแตกหักกันเพราะความเข้าใจผิดและมิตรภาพที่เปลี่ยนแปลงไปหลังเกรเตแต่งงาน คัสซีใช้บทบาทนักบำบัดเป็นกาวในการประสานรอยร้าวของทั้งสอง จนสุดท้ายก็ทำให้มิตรภาพที่เคยแตกหัก กลับมาสมานกันอีกครั้ง
ผลลัพธ์จากการโกหกของคัสซีสร้างผลดีต่อตัวคนรอบตัวมากกว่าจะสร้างความเสียหาย ประเด็นนี้จึงนำไปสู่คำถามสำคัญที่ตกตะกอนมาจนถึงตอนจบของเรื่อง ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ตัวคนเขียนอย่างโยฮันตั้งใจทิ้งเอาไว้ให้คนอ่านได้ขบคิดที่ว่า การโกหกจะถือเป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่ หากมันสามารถช่วยเหลือผู้คนรอบตัวได้
หรือแท้จริงแล้วการโกหกอาจไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไป เพราะเมื่อเราใช้มุมมองแบบ ‘ประโยชน์นิยม’ (Utilitarianism) อันเป็นแขนงหนึ่งของจริยศาสตร์ ว่าด้วยการตั้งคำถามต่อความถูกต้องในการกระทำของมนุษย์ มุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ของการกระทำ ว่าหากมันสร้างความสุขแก่คนหมู่มากได้ ต่อให้สิ่งนั้นจะดีหรือเลว การกระทำนั้นก็ถือเป็นสิ่งที่ดีทันที และเมื่อเราใช้แนวคิดแบบประโยชน์นิยมมามองประเด็นนี้ การโกหกที่ดูจะผิดหลักศีลธรรมของสังคม ก็จะไม่ได้ผิดหมดเสียทีเดียว
แต่พอกล่าวเช่นนี้ หลายคนอาจเผลอคิดว่า ประโยชน์นิยมกำลังเปิดทางให้ทุกคนโกหกได้อย่างเสรีหรือไม่? คำตอบอาจไม่เป็นไปเช่นนั้น เพราะ จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill) นักปรัชญาคนสำคัญของสายความคิดนี้ ไม่ได้มองว่าการโกหกเป็นสิ่งที่ถูกต้องโดยทั่วไป แต่มันอาจยอมรับได้ในบางกรณีมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อมันนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ก่อคุณประโยชน์ต่อผู้คนมากกว่าโทษที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ การโกหก ณ ชนบทอันห่างไกลของคัสซีจึงอาจถือเป็นเรื่องที่พอยอมรับได้ เพราะท้ายที่สุดมันช่วยเหลือผู้คนจำนวนมาก และแทบไม่ได้สร้างบาดแผลเชิงลบแก่ใครเลย

พอถึงตรงนี้ หลายคนอาจกำลังขมวดคิ้ว เพราะเคยมีประสบการณ์ไม่ดีเกี่ยวกับการถูกหลอกลวง และถ้าทุกคนคิดแบบนี้กันหมด เราก็คงจะโกหกโดยอ้างว่าทำเพื่อให้ส่วนรวมมีความสุขกันทั้งสิ้น ดังนั้นเราก็อาจต้องตั้งคำถามกันไปต่อว่า แล้วความสุขแค่ไหนกันหนอ ที่ทำให้การโกหกเป็นเรื่องที่ดี?
การสวนทางกับแนวคิดเช่นนี้ คือการมองผ่านกรอบคิดแบบ ‘จริยศาสตร์เชิงหน้าที่’ (Deontological Ethics) ที่อธิบายว่า ความถูกผิดไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ แต่ขึ้นอยู่กับการกระทำนั้นๆ โดยแต่ละการกระทำมีกฎเกณฑ์หน้าที่กำกับไว้ตายตัวตั้งแต่แรกแล้ว
สำหรับ อิมมานูเอล คานต์ (Immanuel Kant) นักปรัชญาสายนี้ มองว่าการโกหกไม่เคยถูกต้อง ไม่ว่าจะในสถานการณ์ไหนหรือเจตนาเป็นอย่างไร เพราะสำหรับคานต์ มนุษย์มีศักดิ์ศรีและความสามารถในการใช้เหตุผลเพื่อเลือกด้วยตนเอง หากเราโกหกเท่ากับเรากำลังทำลายความซื่อตรงของตัวเอง รวมถึงแย่งเสรีภาพในการตัดสินใจของคนอื่น เพราะพวกเขาอาจตัดสินใจบางเรื่องจากข้อมูลเท็จ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าทุกคนโกหก เพราะคิดว่ามันจะมีผลที่ดีตามมาหมด สุดท้ายแล้วความจริงจะมีความหมายหรือคุณค่าได้อย่างไรกัน
ฉะนั้นแล้ว การกระทำของคัสซี ที่ต่อให้เธอจะสามารถช่วยให้เพื่อนกลับมาคืนดีกันได้ กระนั้น เธอก็ได้ข้ามเส้นไปทำลายสิทธิในการเลือกจะคืนดีหรือไม่ของทั้งคู่ไปแล้ว เมื่อมองในมุมของคานต์ คัสซีจึงทำผิดแบบเต็มๆ
แต่ต่อให้มีมุมมองเชิงปรัชญามาช่วยตั้งคำถามถึงการโกหกของคัสซี เราก็คงไม่สามารถจะตัดสินแบบเด็ดขาดได้ว่า การกระทำนั้นถูกหรือผิดกันแน่ เพราะในมุมหนึ่ง เราก็อาจมองว่าการหลอกลวงสร้างประโยชน์แก่ผู้คนมหาศาล แต่เมื่อลองมองอีกมุม ไม่ว่าอย่างไร คำโกหกก็คือคำโกหกอยู่วันยังค่ำ
แล้วสำหรับทุกคน การโกหกแบบที่คัสซีทำเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิดกัน?
อ้างอิงจาก
saengtham.wordpress.comscu.edu