หากวันหนึ่งเราเพิ่งมารู้ความจริงว่า คู่ชีวิตมีคนอื่นจะรู้สึกหรือรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไรดี?
มันคงเป็นวันที่เหมือนฟ้าถล่มดินทลาย จนแทบลุกยืนไม่ไหว ‘รามี’ ผู้เป็นทั้งแม่ ภรรยา และผู้หญิงธรรมดาใน Niketche: Uma História de Poligamia หรือ หนึ่งชายหลายหญิง (2002) คือตัวแทนของหญิงสาวผู้ต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายนั้น เมื่อ ‘โตนี’ สามีของเธอดันซุกซ่อนภรรยาลับๆ เอาไว้ แต่กระนั้น ความจริงที่ร้ายแรงกว่าคือ โตมีไม่ได้มีแค่ผู้หญิงคนอื่น แต่เขามีครอบครัวอื่นไปพร้อมกันมากถึง 5 ครอบครัว นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่เธอในฐานะภรรยาหลวงต้องจัดการอะไรสักอย่าง เพื่อให้ ‘ครอบครัว’ ซึ่งไม่ได้มีแค่เธอ สามี และลูกๆ อีกต่อไปนี้ อยู่ด้วยกันอย่างสงบและได้รับความเป็นธรรมให้มากที่สุด
ทั้ง รามี โตนี หรือกระทั่งเหล่าภรรยาของเขาอีก 4 คน จึงเริ่มถักทอเรื่องราวความเป็นพหุสมรส (Polygamy) นี้ขึ้นมา จนกลายเป็นเรื่องราวเดียวกัน

ผู้หญิงคน ‘1’ ในความสัมพันธ์
“สามีของฉันอยู่ที่ไหน”
“ถ้าเขาเป็นของคุณ คุณก็ควรรู้สิว่าเขาอยู่ที่ไหน”, น. 24
เสียงตะโกนของรามีร้องแรกแหกกระเชอดังลั่นไปทั่วบ้านของผู้หญิงที่ชื่อ ‘จูเลียตา’ เพื่อจุดประสงค์เดียวคือ ตามหาโตนี สามีที่หายหน้าหายตาไปนาน หลังจากที่เขามักพร่ำบอกว่า งานที่ทำนั้นหนักหนาแค่ไหน จนแทบไม่มีเวลามากพอจะกลับมาบ้านเลย เมื่อเธอดันรู้ความจริงว่าผู้ชายของตัวเองมากกตัวอยู่กับจูเลียตาคนนี้ จึงตรงดิ่งมาที่นี้ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมากลับกลายเป็นความเงียบงันและความจริงที่ว่า ไม่มีสามีของเธอที่นี้ ตรงหน้ามีแค่ผู้หญิงที่ดูธรรมดาคนหนึ่ง
รามีเข้าระเบิดความโกรธ สาดคำด่าทอมากมายใส่เธอ พร้อมกระโจนเข้าตบตีจูเลียตาอย่างไม่ทันตั้งตัว ผู้หญิง 2 คนต่อสู้กันราวกับกำลังอยู่บนสังเวียนมวย จากในบ้านลากยาวออกมานอกชายคาจนชาวบ้านต้องเข้ามาแยกทั้งคู่ออกจากกัน
เมื่อไฟโทสะมอดดับลง รามีกับจูเลียตาจึงเข้ามานั่งพูดคุยกันด้วยความสงบ รามีรับรู้ความจริงอีกรอบ ว่าสามีของเธอไม่ได้เจอจูเลียตามา 7 เดือนแล้ว แถมผู้หญิงตรงหน้ายังมีลูก 5 คนเท่ากับเธอ ยังไม่รวมอีก 1 ชีวิต ที่่อยู่ในท้องรอวันลืมตาดูโลกด้วย จูเลียตาเล่าถึงผู้หญิงอีกคนที่โตนีกำลังพัวพันด้วย วันนั้น จึงกลายเป็นวันที่รามีได้รับรู้ความจริงที่ว่าสามีของตัวเองไม่ได้หยุดอยู่แค่ 1 หรือ 2 แต่เป็น 3?
เมื่อรามีไปเจอกับ ‘ลุยซา’ ภรรยาคนที่ 3 ของโตนี ก็ยิ่งทำให้ฟ้าที่เคยถล่มไปแล้วรอบหนึ่ง ถล่มทลายลงมาอีกรอบ เพราะความจริงจากปากลุยซาว่า โตนีมีภรรยาอีก 2 คนที่ชื่อว่า ‘ซาลี’ และ ‘เมาอา’ ชื่อเหล่านี้ยังดังก้องอยู่ในหัวของหญิงสาว เธอกลายเป็นเมียหลวงอย่างสมบูรณ์แบบ มิหนำซ้ำ เหล่าภรรยาน้อยของโตนียังไม่ได้มีแค่ตัว แต่ยังมีลูกน้อยไม่ต่างจากเธอ หรือกล่าวให้ถูกคือ สามีของเธอมีทั้งหมด 5 ครอบครัวในเวลาเดียวกัน
หลังจากรามีพบกับหญิงสาวทุกคนแล้ว เธอก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในทันที สถานะของเธอตอนนี้ไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่ถูกสามีนอกใจ แต่เธอกำลังเป็นส่วนหนึ่งของระบบพหุสมรส แนวคิดที่เปิดกว้างให้ความสัมพันธ์ไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน
เมื่อพูดถึงระบบพหุสมรส หรือที่บางคนเรียกว่า ‘หลายผัวหลายเมีย’ ก็อาจมีความรู้สึกเป็นเรื่องไกลตัวและฟังเหมือนผิดแผกไปจากการมีคู่ครองโดยทั่วไป อาจเพราะสังคมบ้านเราในปัจจุบันมักปลูกฝังเรื่องของการมีผัวเดียวเมียเดียวมากกว่า ทว่าระบบพหุสมรส กลับถือเป็นเรื่องปกติสำหรับใครหลายคนและในหลายวัฒนธรรมทั่วโลก จนอาจทำให้ความหมายของคำว่าครอบครัวและการแต่งงานแตกต่างไปจากการรับรู้ของเราโดยสิ้นเชิง หลักๆ แล้ว แนวคิดหลายผัวหลายเมียนี้จะแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ Polygyny หมายถึงการที่สามีมีภรรยาหลายคน และ Polyandry หมายถึงการที่ภรรยามีสามีร่วมกันหลายคน
ก่อนอื่น เราขอเท้าความกันถึงวัฒนธรรมหลายผัวหลายเมียกันก่อนสักนิด ว่าแนวคิดนี้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่ โดยแนวคิดนี้ถูกสันนิษฐานว่ามีที่มาจากยุคที่มนุษย์ยังพึงพาเกษตรกรรมเพื่อยังชีพ เนื่องจากต้องอาศัยแรงจากแรงงานจำนวนมาก ประกอบกับอดีตที่การแพทย์ยังคงไม่ก้าวหน้า อัตราการมีชีวิตอยู่รอดของเด็กไปจนโตก็น้อยนิด ทำให้ครอบครัวต้องมีผู้หญิงมากกว่าหนึ่งคนในการให้กำเนิดบุตร เพื่อให้ครัวเรือนมีแรงงานเพียงพอต่อการดำรงชีพ
ในทางกลับกัน หากเป็นสังคมที่มีทรัพยากรจำกัดแต่มีประชากรหนาแน่น ระบบที่ผู้หญิงมีสามีหลายคน ก็อาจเป็นวิธีหนึ่งในการจำกัดการเติบโตของประชากร เพราะไม่ว่าผู้หญิงจะมีสามีกี่คน พวกเธอก็สามารถให้กำเนิดบุตรได้ในจำนวนจำกัดอยู่ดี
ตัวอย่างที่หลายคนน่าจะพอนึกถึงกันเวลาพูดถึงระบบพหุสมรส คือ ‘ศาสนาอิสลาม’ ซึ่งในอดีตศาสนาอิสลามอนุญาตให้ผู้ชายแต่งงานกับผู้หญิงหลายคนได้ (สูงสุด 4 คน) อันเนื่องมาจากเหตุผลด้านความต้องการรักษาสิทธิตามธรรมชาติของสตรี อาทิ สิทธิในการแต่งงาน สิทธิในการสร้างครอบครัว และการมีบุตรตามกฎหมาย เพราะแต่ก่อนผู้ชายมีอัตราการเสียชีวิตที่มากกว่าผู้หญิง จากทั้งการทำสงครามหรือการทำงานนอกบ้านที่มีความเสี่ยง ถึงกระนั้น อ้างอิงจาก โองการที่ 3 แห่งซูเราะห์อันนิซาอ์ (Surah An-Nisa) จาก คัมภีร์อัลกุรอาน (Quran) ได้มีการเน้นย้ำว่า ผู้ชายต้องสามารถปฏิบัติต่อผู้หญิงได้อย่างยุติธรรม หากไม่สามารถทำได้ก็แต่งงานกับผู้หญิงแค่คนเดียวดีกว่า
หรือแม้แต่ในทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นดินแดนที่รามีอาศัยอยู่นั้น แนวคิดพหุสมรสก็ถือเป็นแนวคิดที่แพร่หลายในหลากหลายพื้นที่ ในงานศึกษาเกี่ยวกับการมีภรรยาหลายคนในแอฟริกาของ ลีน่า เอดลุนด์ (Lena Edlund) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แรงงาน จาก Columbia University อธิบายว่า การมีภรรยาหลายคนอาจทำให้ครัวเรือนลดการลงทุนด้านการผลิต ลดการลงทุนด้านการศึกษาของเด็กผู้หญิง แถมยังทำให้ผู้ชายโสดเข้าสู่ตลาดแรงงานน้อยลง
ทว่าในปัจจุบัน แนวคิดการมีคู่แบบพหุสมรสก็เริ่มลดลงไปมากพอสมควร เนื่องจาก ผู้ชายไม่จำเป็นต้องไปรบ และเด็กก็มีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้นจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า ฉะนั้น ความจำเป็นในการมีคู่ครองหลายคนจึงลดลงตามไปด้วย แต่ก็อาจไม่ได้หมายความว่ามันหายไปจากทุกสังคมเสียทีเดียว เพราะก็ยังปรากฏในบางกลุ่มคนและบางวัฒนธรรมอยู่
เช่นเดียวกัน วัฒนธรรมในสังคมที่รามีเติบโตขึ้นมา รามีรับรู้มาตลอดถึงการมีอยู่ของแนวคิดที่สามีสามารถมีภรรยาหลายคนพร้อมกันได้ แต่ในช่วงแรกของเรื่องเธอไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง กระทั่งเธอได้พบกับบรรดาผู้หญิงที่ใช้สามีร่วมกับเธอ จิ๊กซอว์ความจริงก็เริ่มต่อขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างจนเธอได้พบว่า แท้จริงแล้ว เธอได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบทางวัฒนธรรมนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“การนอกใจมันผิดนะโตนี”
“นอกใจอย่างนั้นหรือ อย่าทำให้ผมขำหน่อยเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ความบริสุทธิ์เป็นเพศชาย บาปเป็นผู้หญิง มีแต่ผู้หญิงเท่านั้นละที่นอกใจได้ ผู้ชายเป็นอิสระนะ รามี” น.32
บทสนทนาระหว่างรามีกับโตนี ขณะที่รามีจี้ถามเกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงคนอื่นหลังรับรู้ความจริงทั้งปวงมาแล้ว ในมุมมองของโตนีสะท้อนให้เราเห็นชัดเจนถึง การขีดเส้นแบ่งระหว่างความเป็นชายและหญิง วัฒนธรรมพหุสมรสอาจถูกใช้เป็นแค่ฉากหน้าอันฉาบฉวย ที่กำลังปกปิดความเป็นจริงว่า ผู้หญิงในสังคมนี้ไม่ได้มีสถานะทัดเทียมกับผู้ชาย และคงจะไม่มีวันได้เป็น
แม้แนวคิดหลายผัวหลายเมียจะดูเหมือนเป็นธรรมเนียมที่ดูปกติ ดังที่เหล่าสตรีทั้งหลายพูดกับรามีช่วงต้นเรื่อง เช่น สามีของผู้หญิงคนหนึ่งก็ทิ้งภรรยาและลูกไปหาผู้หญิงที่เด็กกว่า หรือสามีของผู้หญิงอีกคนก็มีเมียน้อยมากมาย แถมบางคนก็ยังมีลูกเต็มบ้านเสียอีก มิหนำซ้ำ พวกเธอทั้งหมดกลับแสดงท่าทีเฉยเมยกับเรื่องเหล่านี้ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่วันใดวันหนึ่งผู้หญิงก็ต้องถูกผู้ชายทอดทิ้งอยู่ดี ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เราไม่ได้ชวนตั้งคำถามถึงความถูกผิดทางศีลธรรมแต่อย่างใด เพราะเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับชุดศีลธรรมที่ต่างคนต่างยึดมั่น แต่สิ่งที่เราสนใจแท้จริงนั้น เป็นเรื่องความยินยอมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมนี้มากกว่า ว่าผู้หญิงยินยอมที่จะเป็น ‘หนึ่งในภรรยา’ ของสามีใครสักคนจริงๆ หรือเปล่า

ผู้หญิงในความสัมพันธ์แบบพหุสมรส
หลังจากรามีรับรู้แล้วว่า สามีของตัวเองมีอีกหลายบ้านที่ต้องดูแล เธอก็ตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง
ทว่าสิ่งที่เธอทำกลับเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของผู้อ่านอย่างเราไปพอสมควร เพราะเธอเลือกที่จะตามหาผู้หญิงคนอื่นๆ เพื่อเผยให้เห็นความเป็นจริงที่ว่า ในระบบพหุสมรสที่ถูกครอบงำโดยระบบปิตาธิปไตย (Patriarchy) นี้ ผู้หญิงมักถูกผลักให้เกลียดชังกันเองมากกว่า ทั้งที่ความจริงแล้ว ผู้หญิงทุกคนอาจเป็นแค่เหยื่อของระบบที่พวกเธอมองไม่เห็นเท่านั้นเอง
ความเกลียดชังกันเองระหว่างผู้หญิงเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ตอนที่เธอไปเจอกับจูเลียตา หรือกระทั่งครั้งที่รามีไปพบกับลุยซา ก็ได้มีการเข้าปะทะกันไม่ต่างจากตอนเจอจูเลียตา ซ้ำครั้งนี้ยังหนักหน่วงจนถึงขั้นที่ทั้งคู่ถูกจับเข้าซังเต ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผู้หญิงภายในเรื่องเริ่มที่จะมองเห็นปัญหาที่พวกเธอต่างก็มีร่วมกัน ขณะอยู่ในห้องขัง พวกเธอทั้งคู่ทำได้เพียงกุมมือกันและกันไว้แน่น ราวกับฉากสงครามบ้าดีเดือดก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้นมา
ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงมาจากระบบปิตาธิปไตยที่สร้างผู้ชายให้เป็นใหญ่ และผลักให้ผู้หญิงกลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของสังคม ที่ต้องทะเลาะและแย่งชิงกัน เพื่อที่จะพาตัวเองขึ้นไปอยู่ใกล้จุดที่ผู้ชายอันเป็นจุดที่สูงสุดของระบบให้มากที่สุด จนผู้หญิงทุกคนอาจหลงลืมไปว่า ตัวพวกเธอก็ล้วนมีคุณค่าและสามารถเป็นจุดสูงสุดในตัวเองได้โดยไม่ต้องพึงพาความเป็นชาย
นั่นจึงเป็นเหตุผลให้รามีเลือกวิธีที่ต่างออกไป แทนที่จะตบตีแย่งชิงหรือแสดงอำนาจให้ภรรยาคนอื่นรู้ว่าเธอคือลำดับที่ 1 จากทั้งหมด เธอกลับเลือกที่จะเป็นพันธมิตรกับภรรยาทั้งหมดของโตนี เพราะเธอรู้ดีว่าโตนีไม่ใช่ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ และไม่สามารถตอบแทนการทำหน้าที่ของบรรดาภรรยาทั้งหมดของเขาได้อย่างเต็มที่ ตามที่จูเลียตาเคยเล่าว่า โตนีมาแค่ให้เงินกับอาหารแล้วก็จากไป ดังนั้นรามีจึงอยากทำให้โตนีรู้ว่า ทั้งเธอและผู้หญิงที่เหลือไม่ได้มีหน้าที่ให้เขาได้ฝากเมล็ดพันธุ์เพื่อเพิ่มพูนทายาทให้เต็มบ้านเมืองเพียงอย่างเดียว แต่พวกเธอทุกคนต่างก็มีสิ่งที่ตัวเองต้องการ
งานวันเกิดครบ 50 ปี ของโตนี คือจุดผลิกพลันครั้งใหญ่ของ รามี และภรรยาอีก 4 คน รามีจัดแจงให้พวกเธอทุกคนเข้ามาเซอร์ไพรส์โตนีพร้อมกับบรรดาลูกๆ ทุกคน โตนีประหลาดใจที่เห็นผู้หญิงทุกคนอยู่ตรงหน้าอย่างพร้อมเพรียง
“ในวันนี้ฉันไม่อยากให้ครอบครัวใหญ่นี้ต้องถูกซ่อนเร้นอีกต่อไป ในวันนี้ฉันอยากให้ทุกคนเป็นสักขีพยานว่าหัวใจของผู้ชายคนนี้อุดมสมบูรณ์เหมือนปุ๋ยอินทรีย์ โตนีเป็นผู้ชายที่รักชีวิต และด้วยเหตุนี้เองเขาจึงเพิ่มจำนวนมัน เขาไม่เกรงกลัว แต่ชักดาบและแสดงตัวตนผ่านผู้หญิง 5 คนและลูกๆ 16 คน”, น.122
รามีประกาศกร้าวในวันเกิดต่อหน้าผู้หญิงทุกคนและประชาชนที่มาร่วมงาน นี่จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า เธอได้ก้าวข้ามผ่านเส้นแบ่งทางวัฒนธรรมที่เคยขีดกำหนดขอบเขตของผู้หญิงในสังคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
วันหนึ่ง รามีบอกกับทุกคนให้สามารถมาขอขนมปังกันได้ยามที่ทุกคนขาดแคลน มาปลุกโตนีตอนกลางคืน ถ้าเขาอยู่ที่นี้เวลาที่ลูกๆ มีไข้ หรือแม้กระทั่งตอนที่อาจารย์ขอให้ผู้ปกครองไปพบ ก็เข้าแถวเข้ามาหากันได้เลย แถมเธอยังเน้นย้ำอีกว่า ผู้หญิงทุกคนเป็นภรรยาของเขาและลูกๆ ของทุกคนก็ล้วนเป็นพี่น้องกับลูกๆ ของเธอเช่นกัน
นอกจากนี้พวกเธอทั้งหมดยังค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ใช่แค่รอขอเศษเงินจากโตนีไปวันๆ อีกต่อไป รามีเริ่มแนะนำให้พวกเธอมีอาชีพเป็นของตัวเองไม่ใช่แค่เลี้ยงปากท้อง แต่หากวันหนึ่งโตนีจากไป พวกเธอจะได้อยู่รอดต่อไปได้ ภาพของการร่วมแรงร่วมใจกันของเหล่าภรรยาจึงเป็นภาพที่ตอกย้ำให้เห็นว่า เมื่อผู้หญิงรู้ตัวแล้วว่าระบบที่อาศัยอยู่ภายใต้นี้ ไม่ได้มอบคุณค่าและความเป็นธรรมให้แก่พวกเธอได้เพียงพอ การยืนหยัดเพื่อตัวเองโดยไม่จำเป็นพึงพิงผู้ชาย เป็นอีกหนึ่งทางออกที่ช่วยให้พวกเธอก้าวไปสู่อนาคตที่สดใสกว่าได้
ท้ายสุดแล้ว พวกเธออาจเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่เข้ามาอยู่ในเกมที่เรียกว่า ‘พหุสมรส’ อย่างไม่ทันรู้ตัว ระบบวัฒนธรรมที่ครอบงำสังคมทำให้พวกเธอไม่รู้ว่าตัวเองมีคุณค่ามากกว่าแค่การเป็นภรรยา ถึงอย่างนั้น ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับตัวรามีและผู้หญิงทุกคนอาจไม่ได้มาจากระบบหลายผัวหลายเมียเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นสิ่งที่ใหญ่กว่า อย่าง ระบบชายเป็นใหญ่ ที่เอื้อให้ระบบพหุสมรสดำเนินไปอย่างชอบธรรมได้ แม้จะชอบธรรมแค่ฝ่ายชายเพียงฝ่ายเดียวก็ตาม
“พวกคุณเป็นภรรยาผม”
“ภรรยาอะไรกัน โตนี เราไม่ใช่ผู้หญิงของใคร เป็นผู้หญิงตัวคนเดียวที่แบกไม้กางเขนไว้บนหลัง” , น.158
บทสนทนาที่สะท้อนให้เห็นว่ารามีเริ่มต้นจากผู้หญิงที่นิยามตัวเองผ่านสถานะภรรยา รามีก็เริ่มมองตัวเองเปลี่ยนไป กลายเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงที่ทำเพื่อผู้หญิงอีกหลายคนที่ตกอยู่ในบ่วงกรรมนี้เช่นเดียวกับเธอ
รามีไม่ได้แย่งสามีกลับมาได้ แต่สิ่งที่เธอทวงคืนกลับมาได้ คือ คุณค่าของในตัวเองต่างหาก
อ้างอิงจาก