‘ชาติ’ สำหรับทุกคนคืออะไร?
คือสีแดงบนผืนธงชาติ แผ่นดินที่มีเส้นเขตแดน ผู้คนเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน ไม่ว่าจะนิยามด้วยคำไหน ก็ล้วนแต่เป็นชาติได้ทั้งสิ้น หากใครจะหยิบยกเอาข้อใดมาเป็นสารัตถะ ชาติจึงมิอาจจำเป็นต้องยึดถือเอาตามคนหมู่มาก ทว่าเป็นสิ่งที่คนเชื่อว่านี่คือชาติ มันก็จึงเป็นชาติอย่างที่ทุกคนเชื่อ
เมื่อความเป็นชาติหนึ่งเดียวที่เคยเชื่อถูกทำลายลง เราในฐานะปุถุชนผู้เป็นส่วนหนึ่งของชาติจะทำอย่างไรต่อไป นั่นคือสิ่งที่ ‘โต’ ตัวละครชาวบ้านสามัญ จาก คนดีศรีอยุธยา ของ ศักดิชัย บำรุงพงศ์ หรือที่เรารู้จักในนามปากกา เสนีย์ เสาวพงศ์ ต้องเผชิญ โต เป็นเพียงคนธรรมดาผู้ระเห็จหนีมาจากกรุงเก่าที่แตกพ่ายในสมัยเสียกรุงครั้งที่ 2 รวมกลุ่มเป็นพี่ใหญ่ให้กับน้อยและเล็ก เหล่าชายฉกรรจ์ที่ต่างมีชะตากรรมร่วมกัน ไร้บารมีใดๆ ให้พึ่งพิง แม้ใจจะอยากให้กรุงศรีอยุธยากลับมารุ่งเรืองดังอดีต แต่ก็ใช่จะทำได้โดยง่าย เพราะมีกันอยู่แค่ 3 คน โตและอีกสองคนจึงแยกย้ายกันรวบรวมไพร่พลชาวบ้าน ไม่ใช่แค่จะสู้ข้าศึกกลับ แต่เพราะการจะมีความสามัคคีบังเกิดขึ้นได้ ย่อมต้องมีผู้คนจำนวนมากพอรวมสร้างมันขึ้นมา

อยุธยาไม่ใช่อาณาจักร แต่คือผู้คน
“จักเลี้ยงชีพเคร่าครีครอ อยู่เท่าเพียงพอ
ชีพิตก็ยากยังฉงน” – สมุทรโฆษ
โต เริ่มต้นการเดินทางพร้อมพี่น้องผู้มาจากคนละท้องมารดา ด้วยการจับพลัดจับผลูไปเจอถิ่นของนายทองขาว ซึ่งที่รวมชายชาตินักรบหลายสิบคนอยู่รวมกัน แต่ด้วยความซื่อและจริงใจของพวกโต ทำให้การเจอกันครั้งนี้คือใบเบิกทางช่วยให้พวกเขาได้รับผลตอบแทนที่มีค่ามหาศาลในอนาคต แม้จะไม่ใกล้ แต่ก็ไม่ไกลเกินรอ
ถัดมาโตและพี่น้องเจอเข้ากับ พยอม หญิงที่เหมือนจะเป็นชาวบ้านธรรมดา พยอมกลายมาเป็นเพื่อนร่วมเดินทางอีกคน จนกระทั่งทั้ง 4 มาเจอเข้ากับบ้านของ ยายเจิม ผู้อาศัยอยู่กับหลานสาวเพียงลำพัง บ้านซอมซ่อของยายเจิมจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างกลุ่มชาวบ้าน โดยมีเพียงเป้าหมายเล็กๆ ณ ตอนนั้นว่า อยากให้ชาวบ้านอยู่รวมเป็นชุมชนมากกว่าจะเร่ร่อนอยู่ใครอยู่มั้ง เพราะในยามที่บ้านเมืองระส่ำระส่ายด้วยไฟสงครามที่ยังไม่สิ้นดี ก็มีพวกคนใหญ่คนโตที่ตั้งตัวเป็นชุมนุมแยกตัวเป็นอิสระไม่ขึ้นตรงกับใคร ซ้ำยังมีภัยจากพวกโจรที่ออกปล้นสะดมชาวบ้านตาสีตาสาอีก เมื่อเสือและจระเข้ต่างรายล้อมเข้ามาเช่นนี้ การอยู่รวมกันไว้จึงอาจปลอดภัยที่สุด
หลังจากนั้น ก็เริ่มมีผู้คนมาอาศัยอยู่จนบ้านที่แต่เดิมเงียบเหงาเริ่มคึกคักขึ้นมา โตในฐานะพี่ใหญ่ที่พอมีฝีไม้ลายมือในการต่อสู้อยู่บ้าง ก็ได้เริ่มหัดมวยและดาบให้แก่ชาวบ้านคนอื่นๆ เพื่อใช้ป้องกันโจร
“ผู้คนแบ่งแยกกันเป็นก๊กเป็นเหล่า ข่มเหงแย่งชิงกันเอง เราจึงจำเป็นต้องอยู่กันเป็นหมู่เหล่า ไม่ใช่เพื่อจะไปแย่งชิงกับใครหรือไปข่มเหงใคร ปล้นใคร แต่เพื่อที่จะได้อยู่รอด ได้ทำมาหากินโดยไม่ถูกรบกวนข่มเหง”, น.49
คำพูดที่โตพูดกับชาวบ้านนี้เป็นเหมือนการช่วยตอกย้ำให้เห็นถึงการสร้างเรื่องราวของพวกตนขึ้นมาใหม่ ในวันที่กรุงศรีอยุธยาบ้านเมืองที่เคยเป็นหนึ่งเดียวและเป็นหลักสำคัญแก่ประชาชนทั้งหลายพังทลายลง ผู้คนที่หลงเหลือไม่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยจึงต้องลุกขึ้นมาร่วมมือกันก่อร่างสร้างตัวกันขึ้นมาใหม่ ประวัติศาสตร์กว่า 400 ปีที่ถูกทำลายไป จึงเหลือไว้เพียงเศษซากและความทรงจำ
แม้ศักดิชัยจะเอ่ยแต่ต้นแล้วว่าตัวเขาเองไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ เป็นเพียงคนที่พยายามขุดรากเหง้าของเรื่องราวในอดีตนี้ด้วยจินตนาการที่มีอย่างจำกัด ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า คนดีศรีอยุธยา ทำหน้าที่เป็นเหมือนนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ในอีกแง่มุมหนึ่งที่เราไม่เคยได้เห็นกันมาก่อน เฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมองผ่านมุมมองของชาวบ้านสามัญธรรมดาอย่าง โต ผู้ไม่มีแม้กระทั่งเสื่อสักผืนหรือหมอนสักใบ นี่จึงไม่ต่างอะไรจากการได้เห็นประวัติศาสตร์ผ่านมุมมองของคนระดับล่างของสังคม ซึ่งช่วยให้เราได้เห็นอีกแง่มุมที่แตกต่างออกไปจากสิ่งที่เรารับรู้มาแต่เดิม
การเล่าเรื่องในมุมมองเช่นนี้ คือส่วนหนึ่งของการเล่าประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า ‘ประวัติศาสตร์สังคม (Social History)’ หรือ ประวัติศาสตร์จากมุมมองของคนธรรมดา อันเป็นสาขาหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ศึกษาประสบการณ์ชีวิตของผู้คนในอดีต แล้วนำมาประกอบสร้างเป็นภาพของวิถีชีวิตในอดีตที่ไม่ได้ถูกกำหนดโดยชนชั้นนำเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ของผู้คนธรรมดาที่มีตัวตน มีความรู้สึก และมีข้อจำกัดของตัวเอง
การได้มองภาพความธรรมดาสามัญของชาวบ้านทั่วๆ ไปนี่แหละ ที่จะทำให้คนรุ่นใหม่มองย้อนประวัติศาสตร์กลับไปแล้วเห็นอะไรมากกว่าประวัติศาสตร์ตามขนบแบบเดิมๆ ที่จะเล่าถึงแค่เรื่องราววีรบุรุษและความมหัศจรรย์ของชนชั้นนำ เหมือนกับที่ ราฟาเอล ซามูเอล (Raphael Samuel) นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ เคยนำเสนอเอาไว้ว่า ประวัติศาสตร์สังคมเป็นการหันไปให้ความสนใจกับชีวิตจริงๆ มากกว่าเรื่องราวนามธรรมมากมายที่เรารับรู้กันในหน้าประวัติศาสตร์กระแสหลัก ทั้งยังสนใจคนธรรมดากับรายละเอียดเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน มากกว่าเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ที่ถูกยกขึ้นมาเชิดชู
ผู้คนธรรมดาไม่เคยถูกบันทึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์เท่าไหร่นัก จะมีก็มีเพียงน้อยนิด เพื่อให้สามัญชนได้รู้ว่าพวกเขายังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อยู่ แต่ไม่ใช่ผู้ดำเนินเรื่องราวทั้งหมด การนำเสนอประวัติศาสตร์จึงเป็นพื้นที่ที่เราในฐานะคนรุ่นใหม่จะได้รู้จักคนธรรมดาเหล่านี้มากขึ้น เฉกเช่นเดียวกับตัวละครอย่างโตผู้เป็นเพียงชาวบ้านทั่วไปคนหนึ่ง ไม่ได้มียศถาบรรดาศักดิ์ ไม่ได้เป็นขุนน้ำขุนนางที่จะมีบารมีมากพอจะเป็นผู้ที่จะขึ้นมาเป็นบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์
“แม้จะเป็นเวลาคับขันของศึกสงคราม ท่ามกลางความย่อยยับและความตาย ชีวิตใหม่ก็มีโอกาสเกิดมาสืบเชื้อสายเหมือนตาน้ำที่มีน้ำขับอยู่ตลอดปีตลอดชาติไม่ขาดหาย” น.122
นี่คือหนึ่งในประโยคที่พอจะยกมาให้เห็นได้ชัดเจนที่สุดว่า ความธรรมดานั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร นั่นเพราะเวลาคับขันอย่างสงคราม หากเป็นประวัติศาสตร์กระแสหลักจากทั่วทั้งโลก ก็อาจมีการหันเหความสนใจไปที่การที่ใครสักคนก้าวขึ้นมาเป็นบุคคลคนนั้น ผู้ที่เป็นหัวใจสำคัญในการยับยั้งสงครามและแสวงหาสันติสุขให้แก่ปุถุชนทั่วไป แต่ความเป็นจริง ผู้คนทั่วไปต่างก็ยังคงต้องใช้ชีวิต ไม่ได้มีจิตมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะลุกขึ้นมาจับดาบจับปืนแล้วไปเป็นวีรบุรุษแก่คนหมู่มากเสมอไป ในเวลาที่ไฟสงครามยังคุกกรุ่น ความตายเฝ้ารอรับคนจากทุกหย่อมหญ้า ชาวบ้านก็อาจทำได้แค่ใช่ชีวิตแบบปกติวิสัย เมื่อท้องก็ต้องคลอด วนเวียนอยู่เช่นนี้ ไม่ได้หวือหวาพอจะบันทึกลงหน้าประวัติศาสตร์ เพราะคงไม่มีใครอยากจะรับรู้วิถีชีวิตของพวกเขาสักเท่าไหร่
การที่โตได้โลดแล่นในหน้าหนังสือนี้จึงเป็นภาพสะท้อนของการมีอยู่ของชาวบ้านสามัญธรรมดา พวกเขาใช้ชีวิต และพวกเขาก็จะใช้ต่อไป แม้สถานการณ์จะไม่แน่ไม่นอน เมื่อพวกเขาลุกขึ้นมาจับดาบหัดมวย ก็ไม่ใช่เพราะพวกอยากจะเป็นวีรบุรุษ แต่หากพวกเขาต้องการแสดงพลังความสามัคคีในฐานะสามัญชนคนหนึ่งที่ต้องอาศัยการร่วมมือกัน ซึ่งอาจไม่ใช่เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่อย่างการสร้างตำนานให้ใครได้รับรู้ ทว่าโตและชาวบ้านเพียงต้องการปกป้องกันและกันในยามบ้านเมืองคับขันเช่นนี้เท่านั้นเอง

‘ชาติ’ ในสายตาของโต
“ชูแผ่นดินให้หงาย
ทายแผ่นฟ้าบให้ขว้ำ” – ลิลิตยวนพ่าย
เวลาพูดถึงคำว่า ‘ชาติ’ นิยามความหมายของมันถูกผูกโยงอยู่กับความยิ่งใหญ่เชิงอุดมการณ์ ชาติจึงเป็นอะไรที่ฟังแล้ว เรามักนึกถึงผู้คนจำนวนมากๆ อาศัยอยู่รวมกันเป็นปึกแผ่นบนผืนดินเดียวกัน มีสถาบันแบ่งสัดส่วนชัดเจน อาศัยการปลูกฝังการรับรู้และสร้างความเป็นเอกภาพของผู้คน ถ้าจะบอกว่านี่แหละคือสิ่งที่ถูกต้องก็ไม่ได้ผิด แต่แท้จริงแล้ว ชาติของทุกคนมีหน้าตาเป็นแบบนี้จริงไหม และชาติสามารถเป็นหน่วยที่เล็กลงกว่านี้ได้หรือเปล่า?
สำหรับโต ชาติอาจนิยามต่างไปจากนั้น เพราะถ้าพิจารณาจากภาพรวมทั้งหมดของเรื่องโตไม่ใช่คนที่จะให้ความสำคัญกับอุดมการณ์หรือแนวคิดที่สลักซับซ้อนใดๆ อีกทั้งตัวเขายังมุ่งความสนใจไปที่การใช้ชีวิตแบบชุมชนมากกว่าจะให้ความสำคัญกับใครคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษด้วย
“เมื่อมาอยู่ด้วยกันที่นี่แล้ว ข้าคิดเอาเองด้วยความรู้น้อยๆ ว่า ถ้าทุกคนจะสละชาติกำเนิดและฐานะดั้งเดิมเสียทั้งหมด ถือว่ามาตั้งต้นกันใหม่เหมือนๆ กันทุกคน แต่ไม่ใช่ถือเคร่งเหมือนพระที่ท่านถือพรรษาเป็นสิ่งวัดอาวุโส เราเคารพนับถือกันตามวัยวุฒิ ผู้ใหญ่ก็ผู้ใหญ่ เด็กก็เป็นเด็ก จะเรียกขานคารวะกันตามวัย แต่ในส่วนอื่นแล้วถือว่าเท่าเทียมเสมอหน้ากัน ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร”, น.49
ประโยคที่โตพูดกับชาวบ้านที่มาอยู่ร่วมกันนี้ สะท้อนถึงความคิดของเจ้าตัวที่ไม่ได้มองว่าใครเป็นใคร มีเชื้อชาติอะไร เคยอาศัยอยู่ที่ใดมา เพราะไม่ว่าชาติที่แต่ละคนเคยยึดถือจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ในยามที่สถานการณ์บ้านเมืองไร้ซึ่งความสงบสุขเช่นนี้ ชาติจึงอาจไม่ได้มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ หรือไม่ได้สร้างขึ้นมาจากอุดมการณ์ใดๆ ที่เข้าใจ หากเป็นผู้คน ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ล้วนเป็นชาติของกันและกันทั้งนั้น
ชาติจะเป็นอย่างไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีความศักดิ์สิทธิ์หรือใหญ่ยิ่งแต่อย่างใด เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน (Benedict Anderson) นักวิชาการด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ผู้นำเสนอแนวคิด ‘ชุมชนจินตกรรม (Imagined Communities)’ อันเป็นแนวคิดสำคัญสำหรับการทำความเข้าใจเรื่องชาติ โดยแอนเดอร์สันเสนอว่า ชาติ คือชุมชนที่เราต่างจินตนาการขึ้นร่วมกับคนอีกนับล้านผ่านความผูกพันที่มีร่วมกัน ทั้งที่เราอาจไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้าคร่าตากันมาก่อนเลย ทว่าเรากลับพร้อมเสียสละหรือทำอะไรบางอย่างนร่วมกันภายใต้ชื่อเรียกเดียวกัน
สำหรับโตแล้ว ชาติของเขาจึงไม่ใช่แบบที่หน้าประวัติศาสตร์กระแสหลักนิยามขึ้นมา หากก่อกำเนิดขึ้นมาจาก ‘สำนึกร่วมในชะตากรรม’ ของชาวบ้านสามัญธรรมดา ที่ถูกทอดทิ้งให้เผชิญกับความทุกข์ยากลำบากภายใต้สถานการณ์ที่คับขัน การที่ชาวบ้านจากต่างถิ่นยอมรับต่อกติกาที่โตเสนอเอาไว้ ไม่ใช่เพราะโตมีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ แต่เพราะพวกเขาทุกคนจินตนาการเห็นภาพอนาคตร่วมกัน
ชาติจึงไม่ได้จำเป็นต้องเป็นอะไรที่ใหญ่โต เพียงแค่กลุ่มของชาวบ้านและความเป็นชุมชนอันเป็นหน่วยเล็กๆ เมื่อเทียบกับชาติที่หลายคนรับรู้ ก็สามารถนิยามคำชาติได้แล้ว มิหนำซ้ำ การที่แค่เรามีจิตสำนึกต่อชะตากรรมของผู้แพ้สงครามร่วมกันก็อาจถือเป็นชาติแล้ว สอดคล้องไปกับแนวคิด ‘ชาตินิยมแบบธรรมดา (Banal Nationalism)’ ของ ไมเคิล บิลลิก (Michael Billig) ผู้มองว่า ความเป็นชาติไม่ได้ถูกหล่อเลี้ยงผ่านเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่หรือสงครามที่ดุเดือดเพียงอย่างเดียว แต่สามารถผลิตซ้ำได้ผ่านสัญลักษณ์ที่ดูแสนธรรมดาที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวัน หรือกระทั่งความรู้สึกร่วมบางอย่างของผู้คน
โตและกลุ่มชาวบ้าน ชาตินิยมหรือความเป็นชาติอันหนึ่งอันเดียวกันไม่ได้มาจากอุดมการณ์ที่ถูกส่งต่อมาจากชนชั้นปกครอง แต่มันแฝงมากับความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันทั่วไป การที่พวกเขาลงแรงก่อร่างสร้างชุมชน ตั้งค่าย แบ่งปันข้าวปลาอาหารท่ามกลางความยากแค้น หรือกระทั่งการที่โตและน้องอีกสองคนลุกขึ้นมาสอนวิชาป้องกันตัวแก่คนแปลกหน้าทั้งหลาย ก็ถือเป็นการสร้างความเป็นชาติขึ้นมาแล้ว
เมื่อใครได้อ่านไปถึงหน้าสุดท้ายของหนังสือ ก็คงเห็นถึงความเป็นชาติในสายตาของตัวละครอย่างโตกันได้อย่างชัดเจน ชาติไม่ใช่อะไรที่ลึกซึ้ง ชาติไม่ใช่อุดมการณ์ความคิดที่ซับซ้อน หากแต่ชาติคือความธรรมดา ซึ่งสร้างขึ้นมาผ่านความเชื่อโดยชาวบ้าน ความสามัคคีคือสิ่งที่พวกเขาเลือกจะใช้มายึดโยงความเป็นชาติ ทั้งยังเป็นเชือกเส้นสำคัญที่ร้อยเรียงให้อยู่ร่วมกันได้แม้จะต่างที่มาที่ไป
โตจึงเป็นสามัญชนผู้เป็นคนดีศรีอยุธยา ไม่ใช่วีรบุรุษแห่งศรีอยุธยาแต่อย่างใด
อ้างอิงจาก