เวลาเลิกรากับใครสักที เราก็เหมือนตาสว่าง เริ่มมองเห็นข้อเสียในตัวอีกฝ่ายเต็มไปหมด
ย้อนกลับไปตอนเพิ่งเริ่มคบกัน ทุกอย่างระหว่างเราดูหวานชื่นมื่น โลกนี้เต็มไปด้วยความสดใส ไม่ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร ก็ถูกไปเสียหมดไม่มีเคยมีอะไรให้ติ แต่พอถึงเวลาเลิกกันที ข้อเสียที่ไม่เคยมองเห็นก็เริ่มผุดขึ้นมา จนถึงขั้นนั่งไล่เลียงออกมาได้เป็นสิบยี่สิบข้อว่าอีกฝ่ายนั้นแย่อย่างไรบ้าง
เหมือนกับตัวละคร ‘แอนดี้’ จาก Good Material ของ ดอลลี อัลเดอร์ตัน (Dolly Alderton) ที่เพิ่งโดน ‘เจน’ คนรักเก่า บอกเลิกมาแบบแผลยังไม่ทันตกสะเก็ด แอนดี้ถึงกับนั่งลิสต์ออกมาได้เป็นข้อๆ ได้ว่าทำไมการไม่มีเจนในชีวิตถึงเป็นเรื่องที่ดี ตัวอย่างเหตุผลก็เช่น เจนมาสายเสมอเมื่อเป็นนัดของแอนดี้ แต่ไม่เคยสายกับเรื่องงานเลย เจนดูภูมิใจที่มาจากครอบครัวขนาดใหญ่ (จนอาจใหญ่เกินไปด้วยซ้ำ) เจนไม่ยอมเผื่อเวลาไปสนามบิน เจนร้องไห้น้อยมากตลอด 3 ปี 10 เดือน 29 วันที่อยู่ด้วยกัน แม้กระทั่งตอนเลิกกัน เธอก็ไม่ร้องไห้ เจนชอบคุยในโรงภาพยนตร์ และข้อเสียอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งล้วนทำให้แอนดี้รู้สึกโชคดีที่ไม่ได้คบกับผู้หญิงคนนี้ต่อ
ฟังดูแล้วเหมือนแอนดี้กำลังจะกลับมามีกราฟชีวิตที่พุ่งทยานสู่จุดสูงสุดของชีวิต ทว่าความเป็นจริงการเลิกราครั้งนี้กลับตอกย้ำความเหลวแหลกของแอนดี้ให้ชัดเจนขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า จากผู้ชายที่ดู (เหมือน) จะประสบความสำเร็จ กลับแทบไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่างเลย
เพราะเจนหรือเปล่าที่ทำให้ชีวิตแอนดี้พังไม่เป็นท่าแบบนี้?

ชีวิตผู้ชายคนหนึ่ง
หากถามว่าชีวิตของแอนดี้ไม่เป็นโล้เป็นพายแค่ไหน ก็อาจถึงขั้นที่ว่าหยิบจับอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ ตัวเขาในวัย 35 ปี ไม่มีเงินมากพอจะซื้อหรือเช่าบ้านเป็นของตัวเอง ทำได้เพียงเปลี่ยนที่พักไปมาระหว่างบ้านแม่กับบ้านเพื่อนสนิทที่อาศัยอยู่กับภรรยาและลูก ส่วนชีวิตการงานในฐานะนักแสดงตลกยืนเดี่ยวก็ใช่ว่าจะรุ่ง เพราะเขาต้องเฝ้ารอโชคชะตามอบโอกาสสำคัญมาให้ เรื่องความรักก็อย่างที่ทุกคนเห็น เจนบอกเลิกเขาอย่างไร้เยื้อใย แต่แอนดี้กลับเชื่อว่า เรื่องราวของพวกเขายังไม่ถึงจุดสิ้นสุด และอาจมีโอกาสอะไรบางอย่างที่ทำให้เจนนึกเสียดายผู้ชายอย่างเขา
นอกจากพยายามใช้ชีวิตอันแสนจับจดของตัวเองแล้ว แอนดี้ยังเสียเวลากึ่งหนึ่งไปกับการเฝ้าติดตามอดีตแฟนสาวบนโซเชียลมีเดียอย่างใกล้ชิด เพื่อหาเหตุผลที่แท้จริงว่า ทำไมกันหนอเจนถึงเลิกกับเขา
ถึงตรงนี้ หลายคนอาจตัดสินผู้ชายอย่างแอนดี้ไปแล้วว่า เขาคือตัวแทนของพวกผู้ชายขี้แพ้ตามสูตรสำเร็จ แต่หากแอนดี้เป็นพวกขี้แพ้ แปลว่าเขากำลังแพ้ให้กับอะไรกันแน่?
เป็นไปได้หรือไม่ ถ้าเราจะขอตอบว่า แอนดี้อาจกำลังพ่ายแพ้ต่อระบบสังคมที่หล่อหลอมตัวตนเขา หากอ้างอิงจากแนวคิดเรื่อง ‘การสวมบทบาททางเพศ (gender performativity) ของ จูดิต บัธเลอร์ (Judith Butler) นักปรัชญาเพศวิถีและนักวิชาการด้านเพศศึกษาชาวอเมริกัน ซึ่งอธิบายเอาไว้ว่า การที่ผู้ชายคนหนึ่งทั้งรู้สึกและถูกทำให้รู้สึกว่าล้มเหลวในชีวิต อาจไม่ใช่เพราะเขาไร้ความสามารถหรือเป็นผู้ชายโหลยโท่ย แต่เขาอาจล้มเหลวในการแสดงบทบาท ‘ความเป็นชาย’ ตามที่สังคมคาดหวังให้เป็นต่างหาก
ในหลายๆ สังคมมักปลูกฝังให้ผู้ชายเชื่อว่า พวกเขาไม่ควรแสดงความอ่อนแอหรือเปิดเผยด้านที่ล้มเหลวให้ใครเห็น ผู้ชายที่ดีต้องเป็นผู้นำ มั่นคง และประสบความสำเร็จ จึงจะนับว่าเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ และแอนดี้เองก็เติบโตมากับชุดความเชื่อเช่นนั้น เขาไม่เคยกล้าเผชิญหน้ากับความจริงว่า การที่เจนเลือกเดินจากไป ทำให้เขาเกิดตั้งคำถามถึงความล้มเหลวในชีวิตของตัวเอง ทั้งยังไม่อาจยอมรับอย่างตรงไปตรงมาได้ว่า เขาเสียใจเพียงใดกับการสูญเสียความสัมพันธ์เกือบ 4 ปีครั้งนี้
ช่วงแรกหลังเลิกรา แม้แอนดี้กับเจนจะยังพูดคุยกันถึงเรื่องราวชีวิตและการก้าวต่อไปข้างหน้า แต่แอนดี้ก็พยายามวางท่าทีราวกับว่าเขาไม่สนใจและไม่ได้เก็บเรื่องของเธอมาใส่ใจอีกแล้ว ทั้งที่ความเป็นจริงกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง เพราะตลอดทั้งเรื่อง แอนดี้ไม่เคยหยุดพูดหรือนึกถึงอดีตแฟนสาวเลยแม้แต่น้อย ทั้งพยายามตามส่องตามดูความเคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดีย กระทั่งเวลาไปเจอกับกลุ่มเพื่อนผู้ชาย ประเด็นเรื่องการเลิกรา ก็ยังคงเป็นหัวข้อที่เจ้าตัวหยิบมาพูดในวงสนทนาอยู่เสมอ ในขณะที่เจนค่อยๆ ก้าวพ้นความสัมพันธ์ครั้งอดีตนี้ไปเรื่อยๆ
“แอนดี้ พวกเราลองเลิกตื่นตูมเกินไปดีไหม? ฉันรู้ว่าเรื่องนี้มันแย่มากสำหรับคุณ และมันก็แย่สำหรับฉันเหมือนกัน แต่คนเราก็เลิกรากันตลอดเวลา”, น.9
คงเป็นเรื่องจริงที่ว่าในความสัมพันธ์ของมนุษย์เรา การเลิกราเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่ไม่ใช่ทุกคนจะรับมือกับสิ่งนี้ได้ ยิ่งกับชายหนุ่มผู้เติบโตมาท่ามกลางสังคมที่บอกว่า การมีความสัมพันธ์ที่มั่นคงคือความสำเร็จหนึ่งของชีวิตด้วยแล้ว การโดนบอกเลิกจากฝ่ายหญิงก่อน จึงไม่ต่างอะไรจากการเตะขาเก้าอี้ของอีกฝ่ายให้ล้มคว่ำ อัตตาที่เคยสูงลิ่ว ก็ย่อมพังทลายลงมาไม่เหลือชิ้นดี
การถูกบอกเลิกในวัย 35 ปี สำหรับแอนดี้ ไม่ใช่แค่ความอกหักเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการสูญเสียหลักฐานชิ้นสำคัญที่เคยช่วยยืนยันกับตัวเองว่า อย่างน้อยชีวิตของเขาก็ยังไปได้ดีในบางด้าน เมื่อความสัมพันธ์จบลง แอนดี้จึงต้องเผชิญกับความเหงา และยังต้องกลับมามองเห็นชีวิตตัวเองไม่เป็นชิ้นเป็นอีกด้วย ทั้งต้องไปนอนบนโซฟาบ้านเพื่อน ทั้งต้องมองเห็นเพื่อนสนิทมีชีวิตครอบครัวสมบูรณ์แบบตามมาตรฐานที่เขาเชื่อ สิ่งเหล่านี้ผลักให้แอนดี้ใช้เวลาตลอดทั้งเรื่องไปกับการพยายามแสวงหาจุดยึดเหนี่ยวใหม่ๆ ให้ชีวิต เช่น การเริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนใหม่ การมองหาบ้านราคาถูกเพื่ออยู่อาศัย รวมถึงการพูดถึงชีวิตตัวเองด้วยท่าทีตลกเฮฮา เพราะเขาเชื่อว่า ทั้งหมดนี้จะช่วยพาตัวเองกลับไปอยู่ในจุดที่รู้สึกว่าสมบูรณ์แบบได้อีกครั้ง
เหตุการณ์ทั้งหมดในเรื่อง ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อเย้ยหยันความเป็นชายแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม ดอลลี อัลเดอร์ตัน ผู้หญิงที่เติบโตมาในกรอบการแสดงออกทางเพศไม่ต่างกับแอนดี้ กำลังชวนให้เราเห็นว่า ผู้ชายเองก็เป็นอีกเพศหนึ่งที่กำลังติดหล่มอยู่กับความคาดหวังเรื่องบทบาททางเพศได้เช่นเดียวกัน

แอนดี้ก็แค่ผู้ชายคนหนึ่ง
“แอนดี้อารมณ์แปรปรวนทุกครั้งที่เห็นเพื่อนนักแสดงตลกของเขาประสบความสำเร็จ แอนดี้ปฏิเสธการไปหานักบำบัดเสมอ แอนดี้มักคิดว่าอาชีพเขาสำคัญกว่าของฉัน เพราะอาชีพเขามีความเป็นศิลปะ ส่วนของฉันก็แค่งานบริษัท…”, น.298
เหตุผลที่เจนจดเอาไว้ว่าเธอโชคดีแค่ไหนที่เลิกรากับแอนดี้ และแน่นอนยังมีอีกหลายข้อมาก
เมื่อการแสดงออกยึดโยงกับเรื่องเพศ พฤติกรรมบางอย่างของแอนดี้ที่เจนจดไว้ในลิสต์นี้ จึงอาจไม่ใช่สิ่งที่แอนดี้ประสงค์จะทำแต่แรก แต่เป็นเพราะสังคมหล่อหลอมให้เขาเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่สมควรทำมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องการแสดงอารมณ์ ที่สังคมไม่อนุญาตให้ผู้ชายแสดงท่าทีอ่อนไหว หรือแสดงเปราะบางออกมา
‘แอนดี้ปฏิเสธการไปหานักบำบัดเสมอ’ ในช่วงแรกเจนแนะนำให้แอนดี้ลองทำตามที่นักบำบัดของเธอแนะนำ แต่แอนดี้ปฏิเสธหัวชนฝาและมองว่าวิธีเหล่านี้ไร้สาระ นี่ถือเป็นภาพสะท้อนอย่างดีที่ทำให้เราเห็นว่า เขาก้มหัวยอมรับต่อความเป็นชายที่สังคมตีกรอบขนาดไหน ผู้ชายถูกปลูกฝั่งว่าความอ่อนแอคือขั้วตรงข้ามของความเป็นชาย และการไปหานักบำบัด ก็คือการแสดงออกว่าตัวเองกำลังอยู่ภายใต้ความเปราะบาง
นอกจากนี้ ยังมีอีกข้อหนึ่งที่เจนจดบันทึกเอาไว้ และทำให้ผู้อ่านอย่างเราเห็นถึงความโหดร้ายของโลกที่ตีกรอบมาตรฐานความเป็นชาย คือ ‘กลุ่มเพื่อนของแอนดี้นั้นไร้ประโยชน์สิ้นดี แม้พวกเขาจะนิสัยดี แต่พวกเขาไม่ทำอะไรเลย นอกจากดื่มจนเมาและคุยเรื่องคนอื่น บางครั้งฉันจึงรู้สึกว่า ฉันเป็นเพียงคนเดียวที่แอนดี้จะปลดปล่อยอารมณ์แท้จริงของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งมันทำให้ฉันรู้สึกกดดันมากๆ’, น.298 เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า แอนดี้พ่ายแพ้ต่อกรอบความเป็นชายในสังคมมากแค่ไหน อยู่ภายนอกกับกลุ่มเพื่อนเขาจำต้องทำตัวให้เหมาะสมกับการเป็นผู้ชาย สำหรับแอนดี้แล้ว เจนเป็นพื้นที่เดียวที่เขาสามารถเปิดเผยด้านที่หลบซ่อนจากสังคมออกมาได้อย่างสบายใจ แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เจนรู้สึกไม่สบายใจ
ท้ายสุดแล้ว แอนดี้อาจไม่ใช่ผู้ชายเหลวแหลกไปเสียทุกด้าน แต่เขาเป็นแค่ผลลัพธ์หนึ่งของการตีตราทางสังคม ที่ไม่มีพื้นที่ให้ผู้ชายสามารถแสดงออกในรูปแบบอื่นนอกเหนือจากมาตรฐานที่สังคมตั้งไว้
“ทำไมการที่ผมไม่ได้อยู่กับเจนถึงเป็นเรื่องดี: เพราะเธอไม่ได้อยากอยู่กับผมอีกต่อไปแล้วต่างหาก”
อ้างอิงจาก