สำหรับคนทั่วไป เบอร์รี่อาจเป็นเพียงชนิดของผลไม้ที่ผู้คนหยิบมาประกอบอาหารรับประทานกัน แต่ในบางพื้นที่ เบอร์รี่อาจมีเบื้องหลังที่สะท้อนถึงรากเหง้าและวัฒนธรรมที่ลุ่มลึกไปมากกว่านั้น
การเก็บเบอร์รี่ ถือเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่อยู่ควบคู่กับชนพื้นเมืองแถบอเมริกาเหนือมาอย่างยาวนาน
เฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มชนพื้นเมืองวาบานากิ (Wabanaki) อาทิ ชาวมีกมา (Mi’kmaq) มาลิซีต (Maliseet) พาสซามาควอดดี (Passamaquoddy) เพโนบสกอต (Penobscot) และอาเบนากิ (Abenaki) ซึ่งมีถิ่นฐานดั้งเดิมครอบคลุมพื้นที่ทางตะวันออกของแคนาดา รวมถึงรัฐนิวแฮมป์เชียร์ เมน และเวอร์มอนต์ในสหรัฐอเมริกา โดยพวกเขามักรวมตัวกันในช่วงปลายฤดูร้อนเพื่อเก็บเบอร์รี่ กิจกรรมนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
ชนพื้นเมืองใช้เบอร์รี่เป็นทั้งอาหารและยาสมุนไพรสำหรับรักษาโรคต่างๆ ซ้ำยังเบอร์รี่ยังมีบทบาททางจิตวิญญาณด้วย โดยพวกเขามองว่า เบอร์รี่เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ ความอุดมสมบูรณ์ และความกตัญญู ตัวอย่างเช่น บลูเบอร์รี่ ซัสคาตูนเบอร์รี่ และโชกเชอร์รี่ มักถูกใช้เป็นเครื่องบูชาผืนดิน วิญญาณ บรรพบุรุษ หรือกระทั่งผู้สร้างในพิธีกรรม อันเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูต่อของขวัญจากธรรมชาติและความเชื่อมโยงกันของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ด้วยเหตุนี้ การเก็บเบอร์รี่จึงไม่ใช่แค่กิจกรรมเพื่อยังชีพเท่านั้น หากยังเป็นกิจกรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาและอารยธรรมความเป็นชนพื้นเมืองไปในเวลาเดียวกันด้วย

แต่ประเพณีอันดีงามหลายๆ อย่างเริ่มเปลี่ยนไป หลังจากที่ชาวยุโรปเริ่มล่าอาณานิคมและเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนที่พวกเขาขนานนามว่า ‘ดินแดนแห่งใหม่’ ความเปลี่ยนแปลงหลายด้านเริ่มมาเยือนถึงชนพื้นเมือง ตั้งแต่สูญเสียผืนดิน ถูกลดทอนสถานะให้กลายเป็นพลเมืองชายขอบ ไปจนถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของพวกเขาถูกมองว่าเป็นสิ่งล้าหลังและด้อยอารยธรรมกว่าค่านิยมแบบตะวันตก
ดูเหมือนว่า คนขาวหรือชาวยุโรปผู้เคยเป็นคนนอก กำลังทำให้ชาวอินเดียนที่อยู่ในผืนแผ่นดินนี้มาเป็นเวลานมนานต้องกลายเป็นคนนอกในสังคมใหม่นี้เสียเอง เช่นเดียวกันกับครอบครัวชาวมีกมาครอบครัวหนึ่งในนิยาย The Berry Pickers ประกอบไปด้วย พ่อ แม่ เบน เม ชาร์ลี โจ และรูที ที่ใช้ชีวิตด้วยการเดินทางตามฤดูกาลเพื่อเก็บเบอร์รี่ในไร่ทางตอนเหนือของรัฐเมน การเก็บเบอร์รี่สำหรับครอบครัวนี้จึงไม่ใช่เพียงอาชีพที่หล่อเลี้ยงปากท้อง แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่สมาชิกทุกคนได้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกัน ท่ามกลางผืนดินที่บรรพบุรุษของพวกเขาผูกพันมาอย่างยาวนานด้วย
ทว่าในฤดูเก็บเบอร์รี่ปี 1962 มีคนแปลกหน้าคนหนึ่ง เก็บหนึ่งชีวิตในครอบครัวของพวกเขาอย่าง ‘รูที’ ไป หญิงผิวขาวแปลกหน้า ผู้แหลกสลายจากการสูญเสียลูกครั้งแล้วครั้งเล่าลักพาตัวเด็กหญิงรูทีวัยเพียง 5 ขวบไป พร้อมโพนทะนาบอกสามีและคนอื่นในครอบครัวว่าเธอคือลูกสาว หนำซ้ำยังเปลี่ยนชื่อเธอจากรูทีเป็น ‘นอร์มา’ เด็กหญิงจึงค่อยๆ เติบโตขึ้นมาท่ามกลางครอบครัวคนขาวที่ดูเหมือนจะมอบให้เธอได้ทุกสิ่งอย่างที่ปรารถนา กระนั้น มีเพียงสิ่งเดียวที่เด็กหญิงอาจยังไม่เคยได้รับ นั่นคือความจริงเกี่ยวกับรากเหง้าที่หล่อหลอมเธอขึ้นมา
การหายตัวไปของรูทีและการปรากฏตัวขึ้นของนอร์มา อาจไม่ใช่แค่เรื่องเด็กหายหรือการลักพาตัวทั่วไป แต่อาจเป็นภาพสะท้อนของประวัติศาสตร์ความอยุติธรรมที่ชาวอินเดียนต้องพบเจอมาตลอด นับตั้งแต่ช่วงเวลาที่เหล่าคนขาวผู้คิดว่าตัวเองสูงส่ง เข้ามากดให้พวกเขากลายเป็นอื่นในสังคม
คนพื้นเมืองและคนขาว สองสีผิวที่ไม่มีวันรวมเป็นหนึ่ง
“หนูผิวคล้ำกว่าทุกคน และหนูคล้ำเหลือเกินช่วงฤดูร้อน มันพิลึกน่ะค่ะ”, น.82
เป็นเราก็คงสงสัยไม่ต่างจากรูที หากปรายตามองรอบๆ แล้วพบว่าครอบครัวของตัวเองทุกคนล้วนมีผิวขาว ต่างจากตัวเธอเองที่มีผิวคล้ำ มิหนำซ้ำยังยิ่งแดงขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ออกแดด รายละเอียดเล็กน้อยนี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอคลาแคลงใจในตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง ยิ่งรูทีพยายามหาคำตอบมากเท่าไหร่ คนในครอบครัวก็ยิ่งพยายามสร้างคำอธิบายขึ้นมาปกปิดความจริงมากขึ้นเท่านั้น อย่างเรื่องสีผิว ครอบครัวก็หลอกว่าเธอสืบเชื้อสายอิตาลีมาจากญาติฝั่งปู่ เป็นผลพวงเกี่ยวกับพันธุกรรมหลบ เธอจึงมีสีผิวคล้ำแตกต่างจากคนอื่นๆ ในครอบครัว
หรือในกรณีคล้ายกันที่รูทีนึกสงสัยว่าภาพถ่ายมากมายในบ้าน ทำไมเธอไม่ยักเห็นรูปของตัวเองในช่วงแรกเกิดจนถึง 5 ขวบเลย ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่า รูทีในวัยนั้น ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวชาวมีกมา ไม่ใช่นอร์มาของพ่อกับแม่ ฉะนั้นจึงไม่มีทางที่จะมีภาพถ่ายของเธอในช่วงวัยนั้นอยู่ในบ้าน ความผิดปกตินี้ทำให้เธอตั้งคำถามต่อครอบครัวอีกครั้ง กระนั้น คำตอบที่ได้ก็ยังคงเป็นคำลวงหลอก ว่าภาพถ่ายเหล่านั้นสูญหายไปตอนไฟไหม้บ้านสมัยที่รูทียังเป็นเด็ก
มองเผินๆ ทั้ง 2 เหตุการณ์อาจเป็นเพียงแค่ฉากการโกหกของพ่อแม่ที่พยายามปกปิดความจริงเกี่ยวกับอดีตของลูกสาวตัวเอง แต่เมื่อมองให้ลึกลงไป คำโกหกเหล่านี้กลับทำหน้าที่มากกว่าแค่ซ่อนความจริง เพราะมันคือความพยายามสร้างตัวตนใหม่ให้รูที เพื่อให้เธอเชื่อว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวคนผิวขาวมาโดยตลอด
สิ่งที่พ่อและแม่ทำต่อรูทีชวนให้นึกถึง หนึ่งในกระบวนการทางสังคมและการเมืองที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับชาติพันธุ์ อย่าง ‘Forced Assimilation’ หรือการกลืนกลายทางวัฒนธรรมโดยบังคับ ซึ่งหมายถึงกระบวนการที่รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจบังคับให้ชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์หรือศาสนา ละทิ้งอัตลักษณ์เดิมของตัวเอง แล้วหันมารับภาษา วัฒนธรรม ค่านิยม ประเพณี วิถีชีวิต ความเชื่อ หรือแม้แต่ศาสนาและอุดมการณ์ของกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่มีอำนาจเหนือกว่าแทน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้คนกลุ่มนั้น ค่อยๆ สูญเสียอัตลักษณ์เดิมจนหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมกระแสหลักแทน
ทั้งนี้ การกลืนกลายทางวัฒนธรรมโดยบังคับสามารถกระทำได้ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การบังคับให้ใช้ภาษาของคนส่วนใหญ่แทนภาษาพื้นเมือง การเปลี่ยนชื่อบุคคลหรือชื่อสถานที่ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของรัฐ การห้ามประกอบพิธีกรรมหรือปฏิบัติตามความเชื่อดั้งเดิม การแยกเด็กออกจากครอบครัวเพื่อไปเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมของคนส่วนใหญ่ หรือการสร้างเรื่องเล่าและอัตลักษณ์ใหม่เพื่อให้ชนกลุ่มน้อยละทิ้งรากเหง้าของตนเอง
และถ้าจะให้ยกตัวอย่างที่สอดคล้องกับเรื่องราวของรูทีมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้น ‘ระบบโรงเรียนประจำสำหรับชาวอินเดียนแดงในแคนาดา’ ซึ่งมีจุดประสงค์สำคัญคือ การกลืนกลายเด็กชนพื้นเมืองให้เข้ากับสังคมของผู้ตั้งถิ่นฐานเชื้อสายยุโรปอย่างสมบูรณ์ ผ่านบังคับให้เรียนภาษา ศาสนา และวิถีการดำเนินชีวิตตามคนขาว หากไม่เชื่อฟังตาม ก็อาจมีบทลงโทษถึงระดับรุนแรง และระบบโรงเรียนประจำนี้เอง ทำให้เด็กชนพื้นเมืองหลายชั่วอายุคนต้องสูญเสียภาษา ความเชื่อ พิธีกรรมทางจิตวิญญาณ ตลอดจนองค์ความรู้ดั้งเดิมของบรรพบุรุษ
ใน The Berry Pickers เองก็ได้มีการพูดระบบโรงเรียนประจำนี้ไว้ด้วยเช่นกัน โดยตัวละครอย่างเบนและเม พี่ของรูที เคยถูกส่งไปเรียนอยู่ระยะหนึ่ง แต่พ่อกับแม่ก็ตัดสินใจเอาตัวทั้งคู่กลับมาเรียนโรงเรียนเดียวกับน้องๆ เพราะมองว่าระบบโรงเรียนประจำนี้อาจทำให้ลูกของตัวเองเสียผู้เสียคนได้ ตามที่พ่อกล่าวเอาไว้ว่า
“ฉันบอกเลยนะว่าไร้สาระฉิบหาย ไม่มีใครมีสิทธิ์พรากลูกๆ ของเราไปแบบนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกคนขาว คุณก็รู้นี่ว่าพวกนั้นเลี้ยงเด็กให้โตมายังไง ทั้งขี้แยทั้งโอดครวญตลอดเวลา พวกเขาไม่มีความสุข แล้วทีนี้ก็ยังพยายามพรากลูกของเราไป”, น.16-17

เมื่อมองวิธีการที่ผู้มีอำนาจทำให้ใครสักคนถูกกลืนกลายทางวัฒนธรรมโดยบังคับ แล้วย้อนกลับมาดูสถานการณ์ที่รูทีต้องเจอในครอบครัวใหม่ ก็พบว่าวิธีการนั้นแทบไม่ต่างกันเลย เพราะระหว่างที่รูทีเติบโตขึ้นมา เธอล้วนถูกทำให้เชื่อว่าเธอคือส่วนหนึ่งของครอบครัว ส่วนหนึ่งของคนขาว ขณะที่รากเหง้าความเป็นชาวมีกมาของเธอค่อยๆ เลือนหายไปผ่านคำโกหกที่ครอบครัวสร้างขึ้นมา จนเธอหลงเชื่อไปตามคำลวงหลอกเหล่านั้น และคิดว่าตัวเองเป็นแบบเดียวกับพวกเขาจริงๆ
“คุณน่ะ คุณผู้หญิง คุณจะใช้บัตรชาวอินเดียนของคุณไหม”
“ขอโทษค่ะ ฉันไม่รู้จักว่าคืออะไรด้วยซ้ำ”
“อ้าว ขอโทษครับ ผมนึกว่าคุณเป็นชาวอินเดียน”
“มีคนบอกฉันว่าต้นตระกูลของฉันเป็นชาวอิตาลี”, น.160
บทสนทนาระหว่างรูที วัย 26 กับพนักงาน ณ ร้านขายของแห่งหนึ่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า เธอเชื่อเป็นอย่างยิ่ง ว่าตัวเองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของคนขาวตามที่เธอเชื่อมาตลอดจริงๆ แม้จะมีเหตุการณ์ที่พอจะช่วยสะกิดเธอให้รับรู้ความจริงถึงต้นกำเนิด ระหว่างที่เรื่องดำเนินไปบ้าง แต่เธอก็ไม่ได้เอะใจ และปักใจเชื่อตามคำที่พ่อกับแม่พร่ำบอกมาเสมอ
ถึงแม้ภาพรวมของเรื่องจะทำให้เหมือนรูทีจะเชื่อเช่นนี้ไปจนวันตาย ทว่าตอนท้ายที่รูทีก็รับรู้ถึงต้นกำเนิดและรากเหง้าตัวเอง เธอก็ไม่ได้ปฏิเสธหรือต่อต้านแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม เธอกลับยิ่งออกแสวงหาความจริงเกี่ยว เพราะเชื่อว่า ภายในตัวของรูทีคงยังมีเศษเสี้ยวของความเป็นชาวมีกมาหลงเหลืออยู่ และเศษเสี้ยวนั้นเองคือสิ่งที่จุดประกายให้เธอกลับมาทำความรู้จักชาติกำเนิดของเธออีกครั้ง
ด้วยสายเลือดและรากเหง้าความเป็นชาวมีกมาที่ไม่เคยเลือนหายไปจากตัวตน ทำให้หลังจากรูทีได้รับรู้ความจริงทั้งหมด เธอไม่ได้เลือกยึดติดกับตัวตนที่ถูกสร้างขึ้น แต่ค่อยๆ โอบรับรากเหง้าและครอบครัวชาวมีกมาที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของเธอ
นับตั้งแต่ที่เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้น จวบจนกระทั่งบทสิ้นสุด ตัวละครอย่าง รูที จึงเป็นเหมือนภาพสะท้อนความเจ็บปวดของชาวอินเดียนหลายคน ผู้ต้องเผชิญกับคนที่พยายามอ้างตัวว่ารุ่มรวยทางอารยธรรมมากกว่า จนทำให้ความเป็นอินเดียนของพวกเขากลายเป็นสิ่งที่ต่ำต้อย ไม่ถูกต้อง และเป็นสิ่งที่สมควรถูกลบเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์
บางทีสิ่งที่ถูกพรากไปจากรูทีอาจไม่ใช่เพียงครอบครัว แต่คือสิทธิในการเติบโตขึ้นมาตามฐานะของตัวเอง และนั่นก็เป็นสิ่งเดียวกับที่ชนพื้นเมืองจำนวนมากในประวัติศาสตร์ถูกพรากไปเช่นกัน
อ้างอิงจาก