เข้าฤดูกาลของงานหนังสืออีกครั้ง เราพูดถึงการอ่าน พูดถึงหลักของการเขียน พูดถึงธรรมเนียมและความธรรมดาของงานหนังสือ
แต่ประเด็นสำคัญหนึ่งเรื่องหนังสือ คือหนังสือสำหรับคนรักหนังสือแล้ว สิ่งนี้เป็นของมีค่า เป็นสินทรัพย์ที่มีความหมายมากกว่าไปแค่มูลค่าในตัวเอง ดังนั้น ปัญหาสำคัญของหนังสือโดยคนรักหนังสือ คือการหายไปของหนังสือเล่มหนึ่ง ปัญหาทั่วไปอย่างหนึ่งคือการยืมไปแล้วไม่คืน และอีกด้านคือการถูกลักขโมยไป
สำหรับความรักหนังสือในโลกปัจจุบัน ยุคสมัยที่จริงๆ หนังสือเข้าถึงได้มาก ผลิตในระดับอุตสาหกรรม ความรักหนังสือยังอาจทำให้ผู้คนหมางใจกันได้ แล้วถ้าเรามองย้อนไปในอดีต ในยุคที่หนังสือคือสิ่งล้ำค่า และมักจะอยู่ในพื้นที่อารามของคริสตศาสนา
หนังสือแต่ละเล่มถูกวางไว้บนแท่น อาลักษณ์หรือพระผู้เคร่งขรึม จะค่อยๆ คัดลอกหนังสือด้วยลายมือและการจัดวางถ้อยคำอย่างประณีตงดงาม หนังสือแต่ละเล่ม เพียงกระดาษ เวลาที่ถูกใช้ไป และเข้าเล่มด้วยวัสดุสูงค่า หนังสือทุกเล่มมีค่ายิ่งกว่าทองคำหรืออัญมณีใด การหยิมยืมหนังสือ และการลักขโมย คืออาชญากรรมอันยิ่งใหญ่
ต้อนรับช่วงเวลาของคนรักหนังสือ The MATTER ชวนย้อนกลับไปดูธรรมเนียมสำคัญจากยุคกลาง คือการ ‘สาปหนังสือ’ การจารึกคำสาปไว้ในหนังสือเพื่อป้องการขโมย หรือการทำลาย ไปจนถึงการยืมแล้วไม่ยอมคืน
หนังสือในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ปวดหลัง
หนังสือ รวมถึงงานเขียน มักเป็นข้อเขียนในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นจารึกจากราชสำนัก ไปจนถึงตำราเอกสารต่างๆ ธรรมเนียมการสาปแช่งเพื่อปกป้องสวัสดิภาพของหนังสือหรือข้อเขียนต่างๆ สืบย้อนไปถือว่าพบได้ในงานเขียนยุคแรกๆ เก่าแก่ที่สุดคือพบบนจารึกบนแผ่นดินเหนียวในสมัยบาบิโลน เก่าแก่ราวศตวรรษที่ 7 คือมาพร้อมกับวัฒนธรรมการเขียนยุคแรกเริ่มของมนุษย์เลยก็ว่าได้
ประเด็นเรื่องคำสาปบนหน้าหนังสือ คือการสาปเพื่อปกป้องหนังสือเล่มนั้นๆ เอาไว้ มาจากหนังสือเก่าแก่ชื่อ Anathema!: Medieval Scribes and the History of Book Curses เขียนขึ้นในปี 1983 ศึกษาวัฒนธรรมการคัดลอกหนังสือและจารึกในยุคกลาง ซึ่งมักมีการปกป้องหนังสือด้วยการลงคำสาปแช่งเอาไว้
คำสาปหนังสือที่เก่าแก่ที่สุด พบในชุดจารึกจากสมัยกษัตริย์อาชูร์-อูบัลลิต (Ashurbanipal) ในห้องสมุดหลวงส่วนพระองค์ คือน่าจะเป็นการที่กษัตริย์อาชูร์-อูบัลลิต ทรงให้รวบรวมความรู้ต่างๆ แล้วจารึกลงในแผ่นดินเหนียว พร้อมนำมาจัดเก็บ จัดการไว้เป็นห้องสมุดที่รวบรวมความรู้ ด้วยว่าในจารึกที่มีถ้อยคำสาป มีการพูดถึงว่า จารึกเหล่านี้ไม่เคยมีการบันทึกเรียนรู้ไว้มาก่อน
ดังนั้น การที่ทรงทำการชำระ บันทึก งานเขียนและความรู้ขึ้นไว้เป็นห้องสมุดหลวง คือภารกิจอันมีค่า ถือเป็นผลงานและทรัพย์สมบัติของพระองค์ ในแผ่นจารึกเบิกเนื้อหา จึงมีการลงคำสาปไว้ คืออ้างนามของเทพเจ้าสององค์คือ Ashur และ Belir คือเทพเจ้าผู้ปกปักษ์นครและเทพสูงสูงตามลำดับ ให้เป็นสักขีพยาน โดยในจารึกบอกว่าพระราชาทรงรวบรวมเรียงนะ ก่อนจะลงท้ายว่า จารึกแผ่นดินเหนียวเหล่านี้ ถ้าใครเอาไป หรือพยายามสมอ้าง เขียนชื่อตนเองลงไปคู่กับพระนามของกษัตริย์ ขอให้ทวยเทพทั้งสองจนลงโทษด้วยความพิโรธ และสาปแช่งนามของเขาไปจนชั่วลูกชั่วหลาน
เรียกว่าสาปกันหนักพอสมควร แต่อีกด้าน เราก็พอเห็นว่า สิ่งที่กษัตริย์อาชูร์ ทำ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งในจารึกนั้นก็บอกว่าสิ่งที่ทรงทำคือการรวบรวมความรู้ทั้งหลาย เป็นสิ่งที่กษัตริย์องค์ก่อนๆ ไม่เคยได้เห็น และไม่เคยมีการจดบันทึกไว้มาก่อน

ในแง่กระบวนการในการจดบันทึกเอง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องหลังขดหลังแข็ง ธรรมเนียมเรื่องการสาปมาพร้อมกับวัฒนธรรมหนังสือในสมัยกลาง ในยุคนั้นมีพระหรือบาทหลวงที่เป็นผู้รู้หนังสือ อารามต่างๆ เป็นพื้นที่เก็บรวบรวมและทำหน้าที่คัดหนังสือต่างๆ ไว้เป็นสมบัติ ซึ่งหนังสือส่วนใหญ่เป็นคัมภีร์ทางศาสนา เป็นของศักดิ์สิทธิ์
การคัดหนังสือของนักบวชสมัยกลางเป็นเรื่องยุ่งยาก หนังสือถูกคัดต้องถูกวางไว้บนแท่น ใช้แสงสว่างตามธรรมชาติเท่านั้น เพราะเทียนอาจทำให้เกิดเพลิงไหม้หนังสือและลามไปทั้งสมุดได้ มีข้อเขียนของพระที่คัดหนังสือว่า สิ่งแลกมาของบาทหลวงคือ สายดาที่อาจดับมือลง หลังก็ค้อมลง ลำไส้ซี่โครงถูกกดทับ ปวดไปจนถึงไต และล้าไปทั่วสรรพางค์กาย
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ในการคัดลอกหนังสือและการครอบครองหนังสือแต่ละเล่ม ผู้คัดลอก รวมถึงอารามผู้เป็นเจ้าของหนังสือนั้นๆ จะต้องทำการปกป้องหนังสือของตนด้วยวัจนะศักดิ์สิทธิ์และคำขู่จากพระผู้เป็นเจ้า
Anathema! ขอพระองค์ทรงชิงชัง และความเจ็บปวดสารพัน
ดังกล่าวว่าวัฒนธรรมคำแช่งในหนังสือมาจากสมัยกลาง ส่วนใหญ่มักเป็นการแสดงความเป็นเจ้าของว่าหนังสือเล่มนี้เป็นของอารามนี้ๆ นะ ส่วนการแช่งมักจะแช่งว่าถ้าใครเอาไปหรือสมอ้าง ลบชื่ออารามออก จะต้องคำแช่ง ซึ่งคำแช่งคลาสสิกเป็นคำจากชื่อหนังสือคือ Anathema
คำว่า Anathema แปลตรงตัวหมายถึงการถูกเกลียดชัง ชิงชังอย่างรุนแรง ในกรณีของศาสนจักรหมายถึงการที่ถูกพระผู้เป็นเจ้าสาป มีความหมายเทียบเคียงกับการถูกขับออกจากศาสนา Excommunication คือถูกทอดทิ้งตัดขาดออกจากศาสนาไปเลย
เช่นในหนังสือเล่มหนึ่งจากอารามเซนต์อัลบันส์ก็มีข้อความนำว่า หนังสือเล่มนี้เป็นของอารามเซนต์อัลบันส์ ใครก็ตามที่ขโมยหรือเปลี่ยนชื่อเจ้าของขอให้ถูกสาปแช่ง (be anathema) บางเล่มจากอารามอื่นๆ ก็อาจจะขอสาปแรงขึ้นด้วยการเชิญพระผู้เป็นเจ้ามาเป็นสักขีพยานก่อน ด้วยการจารึกว่า ‘anathema-maranatha’ วลี maranatha เป็นถ้อยคำเก่าแก่หมายความว่า Our Lord, come! คือนอกจากจะกล่าวถึงการเสด็จมา ซึ่งในธรรมเนียมศาสจักรในยุคนั้นเป็นวลีที่ขับเน้นและใช้ร่วมกับการขับไล่ผู้ถูกสาปแช่งให้พ้นจากศาสนจักร คือทำให้คำสาปเข้มข้นยิ่งขึ้น

นอกจากการสาปว่าจะถูกพระเจ้าทอดทิ้ง ถูกขับออกจากศาสนาซึ่งเป็นคำสาปที่ยิ่งใหญ่รุนแรงมาก ในหลายคำสาปปกป้องหนังสือยังพบการสาปที่เข้มข้นและมุ่งหมายความเจ็บปวดและหายนะอีกหลายรูปแบบ เช่น ‘ขอให้คนที่เอาหนังสือไป ตายลง ให้ถูกทอดในกระทะ ให้ป่วยและเป็นไข้ ให้ถูกบดขยี้ด้วยกงล้อ และถูกแขวนคอ’ บางก็แช่งว่า ‘ให้คนที่ลักหนังสือไปถูกแขวนคอ ให้กามาจิกลูกตาออกจากเบ้า ในความเจ็บปวดต้องร่ำร้อง ในทุกการร่ำร้องให้คนึงเสมอว่าเจ้าสมควรแก่หายนะนี้แล้ว(เพราะขโมยหนังสือไป)’
บางเล่มสาปแรงกว่านั้นอีกว่า ‘ใครที่ขโมยไป รวมถึงยืมไปแล้วไม่คืน ขอให้หนังสือนี้กลายเป็นงูใหญ่และรัดคนที่เอาไปนั้น ขอให้อัมพาตและแขนขาระเบิด และขอให้หนอนหนังสือเคี้ยวกินเครื่องในซึ่งให้คนผู้นั้นไม่ตาย จนกระทั่งสุดท้ายถูกไฟนรกเผาไปจนนิรันดร์’ คือเรียกได้ว่า แช่งกันจนตายก็ไม่ได้ ต้องทรมานในนรกอย่างไม่มีวันสิ้นสุด
ในหนังสือบางเล่ม พบการให้สัตย์สาบานว่า ถ้ายืมหนังสือไปแล้วจะต้องนำมาคืน ในบางเล่มสาปคนที่จับผิดเนื้อหาจากหนังสือเล่มนั้น คือสาปกันสารพัด
สิ่งที่น่าสนใจคือ คำสาปเหล่านี้น่าจะถือกันค่อนข้างจริงจัง เพราะพบหนังสือบางเล่มมีการเขียนแก้ เช่น พบลายมือของบิชอปรูปหนึ่งเขียนข้อความไว้ใต้คำสาปที่บอกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นของนักบวชหญิงแห่งสะพานโรเบิร์ต (คือน่าจะหมายถึงเจ้าของเป็นแม่ชีที่อารามแห่งหนึ่ง) ว่า ‘ข้าพเจ้า จอห์น บิชอปแห่งเอ็กซ์เตอร์ (bishop of Exeter) ไม่รู้ว่าอารามนั้นคือที่ไหน แต่ ข้าพเจ้ามิได้ขโมยหนังสือเล่มนี้มา แต่ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย’
ธรรมเนียมการจารึกคำสาปไว้ในหน้าหนังสือ ค่อนๆ ลดน้อยถอยลงจนหายไป หลังจากการมีการคิดค้นการพิมพ์ขึ้นโดยกูร์เต็นเบิร์ก หนังสือเริ่มแพร่หลายและเข้าถึงได้ กลายเป็นสินค้าที่ผลิตได้เป็นจำนวนมาก แต่ในยุคหลังเองก็ยังมีคำสาปที่เขียนขึ้นทีเล่นทีจริงไว้ในหนังสือต่างๆ มีการเขียนปริศนาคำทาย เขียนชื่อจ้าของ และการอวยพร ถ้านำหนังสือดังกล่าวกลับมาคืน
ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมหนังสือซึ่งสัมพันธ์กับช่วงเวลาที่หนังสือเป็นตัวบทล้ำค่าและเป็นข้อเขียนในร่มเงาสำคัญโดยเฉพาะในพื้นที่ทางศาสนา เป็นงานเขียนศักดิ์สิทธิ์ซึ่งน่าจะถือได้ว่ามีพระผู้เป็นเจ้าสอดส่องดูแลและใช้เพื่อเชื่อมโยงกับพระองค์
สำหรับทุกวันนี้ เชื่อว่า คนรักหนังสือหลายคนก็คงลอบสาปแช่งคนที่เอาหนังสือไป โดยเฉพาะปัญหาการยืมหนังสือไปแล้วไม่คืน ซึ่งดูจะเป็นปัญหาหลักซึ่งมีมาตั้งแต่อย่างน้อยก็ในสมัยกลาง ที่ต้องขนาดมีการให้กล่าวสัตย์สาบานว่ายืมแล้วจะต้องนำมาคืนด้วย
อ้างอิงจาก