ถ้าเราต้องอาศัยอยู่ในโลกที่บทบาทและหน้าที่ของคนในสังคมกำหนดเอาไว้ตายตัว ทุกคนจะทำอย่างไร?
แม้ฟังดูจะเป็นโลกในอุดมคติของใครหลายคนที่มองว่า การมีบทบาทมากำหนดชัดเจนจะช่วยให้การใช้ชีวิตในสังคมเป็นระบบและระเบียบมากขึ้น แต่ถ้าลองเพิ่มเงื่อนไขว่า เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลง ขัดขืน หรือลาออกจากบทบาทเหล่านี้ได้เลย ทุกคนจะยังอยากอยู่ในโลกแบบนี้ต่อไหม
โลกที่ดูมืดมนและชวนให้อึดอัดนี้ คือภาพของ ‘กิลเลียด’ ประเทศสมมติใน The Testaments ซีรีส์แนวดิสโทเปีย (Dystopia) ผสมเรื่องราวก้าวผ่านวัย (coming-of-age) ที่พาผู้ชมไปสำรวจสังคมซึ่งเต็มไปด้วยการจำกัดบทบาทและแบ่งชนชั้นของผู้คนอย่างเข้มงวด ผู้ชายคือผู้กำหนดทิศทางของสังคม ขณะที่ผู้หญิงถูกคาดหวังให้เป็นภรรยาผู้เชื่อฟังและคอยรับใช้สามี
เรื่องราวดำเนินผ่านสายตาของ ‘แอกเนส แมคเคนซี’ รับบทโดย เชส อินฟินิตี้ (Chase Infiniti) เด็กสาววัยแรกรุ่นผู้กำลังเติบโตเข้าสู่วัยที่เหมาะสมพอจะถูกจับคู่เป็นภรรยาของชายสักคน เธอเข้าศึกษาในโรงเรียนกุลสตรีซึ่งไม่ได้มอบความรู้เชิงวิชาการ แต่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ฝึกเด็กผู้หญิงให้กลายเป็นภรรยาที่สมบูรณ์แบบ ผ่านการปลูกฝังในเรื่องต่างๆ อย่าง การห้ามอ่านหรือเขียนหนังสือ ห้ามยิ้มให้ผู้ชาย ห้ามมีเพื่อนสนิท และต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้กฎระเบียบและการควบคุมอย่างเข้มงวดจากสังคมรอบตัว จนกระทั่งเธอได้พบกับ ‘เดซี่’ รับบทโดย ลูซี่ ฮอลลิเดย์ (Lucy Halliday) เด็กหญิงลึกลับผู้กำลังจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอและกิลเลียดไปตลอดกาล

THE TESTAMENTS – “Precious Flowers” – In the halls of Aunt Lydia’s premarital preparatory academy, the finest in Gilead, Agnes is assigned to mentor a new Pearl Girl, and a fragile alliance begins. (Disney/Russ Martin)
CHASE INFINITI
พอนึกดูแล้ว โลกอันแสนบิดเบี้ยวใน The Testaments ก็ไม่ได้ต่างอะไรจาก ‘บ้านตุ๊กตา’ ที่ปรากฏในฉากเปิดของซีรีส์เท่าไหร่นัก บ้านสีหวานแสนสวย ของเล่นขวัญใจเด็กผู้หญิงที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการสวมบทบาทและสร้างเสริมจินตนาการ กลับกลายเป็นภาพที่สะท้อนประเด็นหลักในเรื่องออกมาได้อย่างชัดเจน เพราะภายใต้ความงดงามและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านตุ๊กตานั้น กลับมีสัญญะบางอย่างแฝงเอาไว้อยู่ด้วย
เริ่มต้นเรื่องมากับฉากที่แอกเนสกำลังเพลิดเพลินไปกับบ้านตุ๊กตาที่มีเหล่าตุ๊กตาตัวเล็กๆ สวมใส่ชุดที่มีสีสันแตกต่างกัน อันเป็นการปูพื้นฐานความเข้าใจถึงบทบาทที่ขีดเส้นกำหนดมาชัดเจนแล้ว โดยเริ่มที่สีดำแทนผู้ชาย สีน้ำเงินแทนภรรยาผู้ต้องเชื่อฟังสามีอย่างเคร่ดครัด สีม่วงหรือสีพลัมแทนหญิงสาวในช่วงวัยที่พร้อมมีสามี สีชมพูคือเด็กผู้หญิง และสีเทาหม่นคือคนรับใช้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่เป็นหมัน
การใช้สีเครื่องแต่งกายในการแบ่งแยกผู้คน คือภาพสะท้อนสังคมภายในกิลเลียดที่มีการจัดหมวดหมู่กันเอง โดยทุกคนมีหน้าที่ให้ต้องรับผิดชอบของใครของมัน แต่หากมองในภาพรวมมากขึ้น ก็จะเห็นได้ว่า คนที่ถูกแบ่งสีมีเพียงแค่ผู้หญิงเท่านั้น ไม่ต่างอะไรจากสังคมเราจริงๆ ซึ่งตอกย้ำความจริงที่ว่า ในหลายครั้งผู้ชายจะยังคงเป็นผู้ชาย ส่วนผู้หญิงอาจต้องเป็นทั้ง ภรรยา แม่ ลูกสาว ฯลฯ ตามที่สังคมกำหนดบทบาทเอาไว้
แถมในแง่หนึ่ง บ้านตุ๊กตาเองก็เป็นของเล่นที่สังคมเรารับรู้โดยทั่วกันอยู่แล้ว ว่าเป็นของเล่นสำหรับเด็กผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ทั้งการจำลองบ้าน ห้องครัว หรือการดูแลสมาชิกในบ้านผ่านการสวมบทบาทนี้ จึงอาจไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อความบันเทิง หากยังแฝงไปด้วยการปลูกฝังบทบาทและภาพจำที่สังคมมีต่อผู้หญิงอย่างแนบเนียน ว่าพื้นที่ที่พวกเธอจะมีอำนาจหรือมีสิทธิมีเสียงมากที่สุด คือพื้นที่ภายในบ้าน ในฐานะต่างๆ ที่ถูกกำหนดมาจากสังคม
ฉะนั้นบ้านตุ๊กตาใน The Testaments จึงอาจทำหน้าที่เป็นสัญญะทางสังคมที่ฉายภาพให้เห็นถึงบทบาทและความเป็นหญิง (Femininity) ในหลากหลายมิติภายในสังคม เพราะในโลกความจริง ผู้หญิงจำนวนมากล้วนต้องเผชิญกับระบบบางอย่างที่คอยกดทับ พร้อมขีดเส้นกำหนดบทบาทที่พึงปฏิบัติเอาไว้ เมื่อเป็นเช่นนั้น บ้านตุ๊กตาจึงไม่ใช่เพียงของเล่น หากยังเปรียบเสมือนภาพจำลองของพื้นที่ทางสังคมที่ถูกควบคุมจากเบื้องบน โดยผู้มีอำนาจจัดวางทุกสิ่งภายในโลกใบเล็กนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้ตุ๊กตาอยู่มุมใด ทำหน้าที่อะไร หรือสวมบทบาทแบบไหน ทุกการเคลื่อนไหวล้วนเกิดขึ้นภายใต้การกำกับของผู้คุมเกม ผู้มีสิทธิชี้ชะตาว่าใครควรเป็นอะไร และควรอยู่ตรงไหนในบ้านหลังนั้น เช่นเดียวกันกับโลกของกิลเลียดที่ผู้คนถูกแบ่งบทบาท หน้าที่ และคุณค่าในฐานะมนุษย์ผ่านโครงสร้างอำนาจที่เข้มงวด
สิ่งที่ควบคุมผู้หญิงนั้นอาจไม่ได้หมายถึงแค่คนหนึ่งคนแบบคนเล่นบ้านตุ๊กตา แต่อาจเป็นระบบที่สังคมสร้างขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์แก่คนบางกลุ่มมากกว่า หากเป็นในซีรีส์เราก็จะเห็นได้ชัดว่าระบบนั้นคือ ‘ระบบชายเป็นใหญ่ (Patriarchy)’ ที่กดทับผู้หญิงให้อยู่ล่างสุดของสังคม แถมยังริดรอดสิทธิ์ต่างๆ ของผู้หญิงด้วย อย่างการปลูกฝังเรื่องการเป็นภรรยาที่ดี มากกว่าจะปล่อยให้พวกเธอเรียนอ่านเขียนหรือมีความรู้วิชาการ ทั้งนี้ก็เพื่อให้พวกเธอไม่มีความรู้และไม่สามารถลุกขึ้นต่อต้านระบบอันไม่เป็นธรรมนี้ได้นั่นเอง
ประเด็นเรื่องความเป็นผู้หญิงกับสัญญะเรื่องบ้านตุ๊กตาก็ไม่ใช่สิ่งที่ใหม่ในสังคมเท่าไหร่นัก เพราะย้อนกลับไปเมื่อปี 1879 ก็มี A Doll’s House ของ เฮนริก อิบเซน (Henrik Ibsen) บทละครที่เล่าเรื่องราวชีวิตของ ‘นอร่า เฮลเมอร์’ ตัวละครภรรยาและแม่ของลูก 3 คนที่รู้สึกหน่ายกับชีวิตสมรส ซึ่งนอกจากปัญหาภายในบ้านแล้ว เธอยังต้องเผชิญกับปัญาหากโลกในยุคสมัยนั้นที่ไม่ได้มีพื้นที่มากพอจะเติมเต็มความต้องการของเธอในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่ต่างอะไรกับตุ๊กตาในบ้านตุ๊กตาที่ต้องใช้ชีวิตไปตามที่คนเล่นควบคุม

จาก A Doll’s House ถึง The Testaments ประเด็นที่ยังคงไม่เลือนหายไปคือการที่ผู้หญิงยังคงถูกกำหนดบทบาทเอาไว้แค่ในพื้นที่จำกัด ซึ่งนำไปสู่การที่ผู้หญิงต้องปฏิบัติตามความเป็นปกติของสังคม ไม่เช่นนั้นเธอก็อาจได้รับการลงโทษจากสังคม ตามแนวคิด ‘Panopticism’ ของ มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ซึ่งอธิบายผ่าน Discipline and Punish (1975) ว่ามันคือรูปแบบหนึ่งของการควบคุมทางสังคม ที่ทำให้ผู้คนเริ่มเฝ้าระวังและควบคุมพฤติกรรมของตนเอง อันเป็นผลจากการถูกจับตามองอย่างต่อเนื่อง จนท้ายที่สุดก่อรูปให้เกิดร่างกายและพฤติกรรมที่มีระเบียบ เชื่อง และมีประสิทธิภาพต่อระบบ อย่างไรก็ตาม สายตาแห่งการเฝ้ามอง (panoptic gaze) นี้ไม่จำเป็นต้องปรากฏให้เห็นจริงๆ จึงจะสร้างผลของการควบคุมได้ เพราะสำหรับฟูโกต์ แค่ความรู้สึกที่เหมือนมีใครกำลังเฝ้ามองเราอยู่ตลอดเวลา ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้มนุษย์ระมัดระวังตัว และประพฤติตนราวกับว่ากำลังถูกจับตาดูอยู่แล้ว
หากพูดถึงสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องปรากฏให้เห็น แต่กลับทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับว่ามีใครสักคนกำลังเฝ้ามองอยู่ตลอดเวลา ใน The Testaments สิ่งนั้นอาจหมายถึงหลักคำสอนจากคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งถูกหยิบยกมาใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบสร้างระเบียบสังคมของกิลเลียด เพราะภายในเรื่อง โรงเรียนฝึกกุลสตรีแห่งนี้ล้วนยึดโยงอยู่กับชุดคำสอนทางศาสนาที่ถูกตีความอย่างบิดเบี้ยว จนทุกการกระทำถูกผูกเข้ากับศรัทธาและพระประสงค์ที่ไม่อาจตั้งคำถามได้ ราวกับว่าพระเจ้ากำลังจับจ้องและตัดสินอยู่ตลอดเวลา ตัวอย่างหนึ่งคือช่วงเวลาที่หญิงสาวเริ่มมีประจำเดือน อันเป็นสัญญาณของความพร้อมในการสืบพันธุ์ ซึ่งจะมีการจัดพิธีกรรมเพื่อประกาศการก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้หญิงอย่างเต็มตัว สะท้อนมุมมองที่แม้จะเป็นเรื่องของร่างกายเชิงชีววิทยาก็ยังถูกทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบทางศาสนา
ในความคิดของฟูโกต์ เมื่อผู้คนเชื่อและเชื่องต่อสังคม ก็จะนำไปสู่การควบคุมตัวเอง เพราะอำนาจที่มีประสิทธิภาพที่สุด ไม่ใช่อำนาจที่ใช้กำลังในการดำเนินการ แต่เป็นอำนาจที่ทำให้ผู้คน หันมาควบคุมตัวเองโดยสมัครใจ เหมือนกับในตัวซีรีส์ที่ หากคนเชื่อกันว่ากฎระเบียบที่ถูกเขียนมาคือสิ่งที่เหมาะสมและควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เช่นนั้นแล้วทุกคนก็จะเริ่มปรับตัวเองให้ทำตามจนกลายเป็นปกติของสังคม ซึ่งต่อไปก็อาจไม่จำเป็นต้องมีการควบคุมที่เข้มงวด ผู้คนก็จะควบคุมตัวเองโดยสมัครใจนั่นเอง
พอมองซีรีส์ผ่านมุมมองของฟูโกต์ จึงช่วยให้คนดูอย่างเราเข้าใจชัดเจนขึ้นว่า แม้กฎที่ใช้ควบคุมจะดูไม่สมเหตุสมผล แต่เมื่อมีการจับตามองอย่างเข้มงวด และถูกทำให้เชื่อว่ามันเหมาะสมที่จะเชื่อ ย่อมทำให้คนในสังคมนั้นเชื่องไปตามสิ่งที่ผู้ควบคุมต้องการ ท้ายสุดผู้คนก็จะเริ่มหวาดกลัว และเริ่มทำตามจนเป็นส่วนหนึ่งของมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แล้วหากต้องเติบโตมาในสังคมแบบกิลเลียด ทุกคนจะเลือกก้มหน้าใช้ชีวิตต่อไป หรือลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อสิทธิและอิสรภาพของตัวเองดี?
อ้างอิงจาก