ถ้าวันหนึ่งไม่มีรองเท้าแก้ว ไม่มีหญิงสาวที่ตอบรับความรักจากเจ้าชาย เรื่องราวของนิทานในวัยเด็กจะจบลงอย่างไร?
กาลครั้งหนึ่ง ‘ซินเดอเรลล่า’ เด็กสาวลูกเศรษฐีจำต้องตกอับกลายมาเป็นคนใช้ให้แม่เลี้ยงและลูกสาวทั้ง 2 คนของแม่เลี้ยง เพราะพ่อแท้ๆ ของเธอแต่งงานใหม่หลังจากแม่ของเธอเสียชีวิตลง แต่แล้ววันหนึ่งเจ้าชายรูปงามก็ประกาศหาคู่ครองด้วยการเชิญชวนสาวๆ ทั่วอาณาจักรมาร่วมงานเต้นรำ หญิงสาวหลายคนที่ใฝ่ฝันอยากมีความรักและอยากแต่งงาน ต่างก็เตรียมความพร้อมทั้งเสื้อผ้าหน้าผม เพื่อหวังว่าเธอจะได้กลายเป็นเจ้าหญิงคนนั้น
ซินเดอเรลล่าเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แม้ตอนแรกเธอจะรู้ตัวว่าไม่สามารถไปร่วมงานเลี้ยงได้ ทว่าก็ได้นางฟ้าแม่ทูนหัวช่วยมาทำให้ความฝันเธอเป็นจริง รองเท้าแก้วคู่สวย รถม้าฟักทอง และเวลาก่อนเที่ยงคืน คงเป็นจุดสำคัญที่เรารู้กันดีว่า เรื่องราวในตอนท้ายนั้นจบลงด้วยการครองรักกันของเจ้าชายและซินเดอเรลล่าอย่างมีความสุข
นั่นคงเป็นเรื่องเล่าในนิทานที่ใครหลายคนคงคุ้นเคยกันไม่น้อย แต่แล้วถ้าวันหนึ่งซินเดอเรลล่าไม่จำเป็นต้องรอคอยความรักจากเจ้าชายล่ะ ถ้าเธอไม่ได้อยากแต่งงานล่ะ นิทานเรื่องนี้จะจบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้งได้ไหมนะ?
ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องราวหวานฉ่ำในนิทาน เมื่อหวนกลับมาในโลกของความเป็นจริงอย่างทุกวันนี้ หลายคนคงจะเห็นกันอยู่บ้างว่า การเป็นโสดมักถูกสังคมรอบข้างตั้งคำถาม ทั้งๆ ที่การเป็นโสดอย่างเต็มใจ โดยไม่ได้สนใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ หรือกระทั่งความสัมพันธ์ทางกาย ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาไม่ได้ผิดแปลกไปจากใครบางคนที่ตั้งใจอยากจะมีรักเลย
ดังนั้น เนื่องในช่วง Pride Month และเป็นโอกาสที่เทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่นแบบออนไลน์ ซึ่งมีหนังและซีรีส์มากมายให้เราได้ดูโดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมกับซับไตเติ้ลหลากหลายภาษา จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 5-19 มิถุนายน 2567 และหนึ่งในหนังที่ The MATTER อยากชวนทุกคนไปดูก็คือ I am what I am นำแสดงโดยโทโกะ มิอุระ (Toko Miura) ซึ่งหนังที่มีความยาว 1 ชั่วโมง 44 นาที 27 วินาทีนี้จะพาคนดูอย่างเราๆ ไปเข้าใจถึงคำถามข้างต้นกันว่า ชีวิตของซินเดอเรลล่าจะเป็นอย่างไร ถ้าวันหนึ่งเธอไม่ปรารถนาจะมีรักอีกต่อไป
*มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของ I am what I am*
“ผู้คนแบบไหนที่คุณโซบาตะรู้สึกปิ๊งเหรอครับ” ประโยคคำถามแรกที่ คาซูมิ โซบาตะ ตัวละครหลักของเรื่องถูกถามระหว่างมื้ออาหาร เธอดูอ้ำอึ้ง และทำตัวไม่ค่อยถูกกับคำถามที่ถูกส่งมา ก่อนที่สถานการณ์ตรงหน้าจะจบลงด้วยการเล่าให้แม่และครอบครัวฟังโดยสรุปว่า เธอไม่ประสบความสำเร็จในการนัดบอด ทั้งๆ ที่ผู้ชายคนหนึ่งเพิ่งมาสารภาพรักกับเธอไปก็ตาม นั่นเลยทำให้แม่ของโซบาตะตัดสินใจหลอกเธอไปพิธีดูตัวเพื่อหาคู่ และนี่เองคงเป็นปัญหาร่วมของใครหลายคน เมื่ออายุใกล้ 30 ครอบครัวก็เริ่มกดดันชีวิตในด้านต่างๆ ตั้งแต่การงาน การเงิน รวมไปถึงความรักและคู่ครอง
“ถ้าลูกไม่แต่งงาน ลูกจะอยู่ยังไง”
แม้จะเป็นประโยคที่คนเป็นแม่ถามโซบาตะในเรื่อง แต่เชื่อว่าหลายคนอาจเคยประสบพบเจอกับคำถามทำนองนี้มาเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น “อายุขนาดนี้แล้ว เมื่อไหร่จะมีแฟน” หรือ “วางแผนจะแต่งงานตอนไหน” คำถามที่นอกจากจะสร้างความกดดันในเชิงสถานะแล้ว หลายครั้งยังอาจกลายเป็นคำถามที่กำลังกดทับตัวตนของใครบางคนไปด้วย
ทว่าแม้จะเป็นการหลอกมาร่วมพิธีดูตัว แต่โซบาตะกลับมีความสุขเพราะได้เพื่อนกลับไป เมื่อพบว่า โช โคกุเระ ฝ่ายตรงข้ามที่มาดูตัวก็ไม่ได้สนใจเรื่องความรัก หรือการแต่งงานเช่นเดียวกับเธอ แถมเธอและชายหนุ่มผู้นั้นยังเคยเจอมาก่อนที่ร้านราเม็ง เมื่อความบังเอิญตามสไตล์พล็อตหนังรักโรแมนติกนี้ถูกเล่าออกไป ผสานกับความเรียบง่ายจากการคุยกันถูกคอของทั้ง 2 ฝ่าย แม่และครอบครัวของเธอจึงเข้าใจว่า ความรักของเธอกำลังเป็นไปได้ด้วยดี
และแล้ววันหนึ่งระหว่างเดินทางกลับบ้าน โซบาตะก็ได้พบกับโยชิโระคุง เพื่อนสมัยเรียนซึ่งอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงมาเชิญชวนให้ไปทำงานในโรงเรียนเนอสเซอรี่ด้วยกัน หลังจากนั้นไม่นานโยชิโระคุงก็เปิดใจบอกกับโซบาตะว่า ตนเองเป็นเกย์ ซึ่งหลังจากคำพูดนั้น โซบาตะก็เพียงแค่แสดงออกอย่างปกติ พร้อมกับบอกขอบคุณและดีใจที่เขาสบายใจจะเล่าให้เธอฟัง
ในช่วงเวลาเดียวกัน เมื่อโซบาตะเริ่มเล่าถึงตัวเธอบ้าง ว่าตั้งแต่สมัยประถม เมื่อมีเด็กผู้ชายมาสารภาพรักกับเธอ เธอมักไม่รู้จะต้องตอบอะไร ทั้งยังรู้สึกสับสนไปหมด แต่โยชิโระคุงกลับสรุปไปในทันทีว่า นั่นคงเป็นธรรมดาสำหรับเด็กวัยนั้น โซบาตะจึงได้แต่ยิ้มรับและเออออไป พร้อมทิ้งท้ายเชิงบ่นกับตัวเองว่าเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่พูดไปเธอกำลังจะสื่อถึงอะไร…
“ตราบใดที่ยังมีลมหายใจก็คงหนีไม่พ้นเรื่องความรัก”
เมื่อย้อนกลับไปมองถึงประโยคข้างต้นที่โยชิโระคุงเคยพูดไว้กับโซบาตะ ประกอบกับการตีความสิ่งที่โซบาตะพยายามจะเล่า ทำให้เห็นชัดว่าตัวตนของเธอดูจะเป็นเรื่องที่แม้กระทั่งเพื่อนก็ยังไม่เข้าใจ เช่นเดียวกันกับโชที่เคยบอกกับโซบาตะไว้ตั้งแต่แรกว่า เขาไม่สนใจความรักและเรื่องแต่งงาน แต่ท้ายที่สุดความรู้สึกของคนเราคงห้ามกันไม่ได้ เมื่อโชสารภาพกับโซบาตะตรงๆ ว่าเขาชอบเธอในฐานะผู้หญิงหาใช่เพื่อนแบบเดิมไม่
โซบาตะจึงอธิบายคำสารภาพนั้นไปว่า เธอไม่มีความรู้สึกรักและสนใจเรื่องเซ็กซ์กับใครเลย เธอเป็น ‘Asexual’ ก่อนจะได้รับคำตอบจากเพื่อนที่เธอสนิทใจด้วยอย่างโชว่า เธอไม่จำเป็นต้องฝืนโกหกแบบนี้ก็ได้ และนั่นเองที่สะท้อนให้เราเห็นว่ายังมีคนที่ไม่เข้าใจ และมองไม่เห็นตัวตนของ Asexual หรือกระทั่ง Aromantic อยู่
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนน่าจะเคยเห็นหรือรู้มาบ้างว่า Asexual คืออะไร และทำไมคำนี้มักจะมาคู่กับ Aromantic แต่สำหรับใครที่อยากเข้าใจถึงรสนิยมทางเพศที่ปรากฏอยู่ในสังคมนี้ถ่องแท้ วันนี้เราจะพาทุกคนย้อนกลับไปยังบทสัมภาษณ์ปาร์คเกอร์—ภารวี อากาศน่วม ผู้ก่อตั้งเพจ Aro/Ace-clusionist: Aromantic & Asexual Exist ที่เคยอธิบายไว้กับ The MATTER ในปี 2022 ว่า “…Aromantic คือไม่มีแรงดึงดูดทางใจกับคนอื่น หรือจะมีได้แต่น้อยมาก หรือไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานที่สังคมวางไว้ ส่วน Asexual ก็คือไม่มีแรงดึงดูดทางเพศกับคนอื่น…” และแน่นอนว่าคนคนหนึ่งสามารถเป็น Aromantic หรือเป็น Asexual อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ หรือคนคนหนึ่งจะนิยามว่าตนเองเป็นทั้ง Aromantic และ Asexual ไปพร้อมๆ กันก็ได้เช่นกัน
หลังจากนั้นความรู้สึกอึดอัดจากการถูกปฏิเสธตัวตนของโซบาตะก็ได้ถูกบรรเทาลง เมื่อเธอได้พบกับโยนากะ เพื่อนสาวสมัยเรียนที่มีมาช่วยเธอทำละครกระดาษแบบดิจิทัลเพื่อให้เด็กๆ ในเนอสเซอรี่ได้ดู แม้แรกเริ่มโซบาตะตั้งใจจะทำเรื่อง ‘ซินเดอเรลล่า’ ตามฉบับคลาสสิกที่เราทุกคนรู้จัก แต่ระหว่างขั้นตอนการเตรียมงาน โยนากะกลับได้วิพากษ์ถึงเรื่องราวในนิทานว่ามันถูกเขียนจากมุมมองผู้ชาย “…เรื่องความสุขชั่วนิรันดร์ เป้าหมายผู้หญิงคือมีแค่ความรักงั้นเหรอ ชีวิตมีเรื่องอื่นอีกมากมายหลังจากนั้นนะ…” และนั่นเองที่โซบาตะรู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดของโยกานะ ก่อนเธอจะตัดสินใจเปิดใจว่า เธอเองก็ไม่สนใจเรื่องความรักหรือการแต่งงานเหมือนกัน แต่คนรอบข้างกลับคอยกดดันให้เธอมีบ้างเหมือน ‘คนอื่นๆ’
“ฉันอยากบอกทุกคนจริงๆ นะ จริงๆ แล้วฉันน่ะไม่มีความรู้สึกด้านความรัก
หรือทางเพศใดๆ เลย ไม่มีใครเชื่อฉันสักคน แต่ว่ามันเป็นเรื่องจริงนะ”
และแล้วตัวตนที่โซบาตะเป็น ความมีอยู่จริงนี้ถูกเข้าใจโดยโยกานะ ละครกระดาษแบบดิจิทัลเรื่องซินเดอเรลล่าจึงถูกจัดขึ้นด้วยเรื่องเล่าฉบับโซบาตะ เป็นนิทานเวอร์ชั่นที่ซินเดอเรลล่ารู้สึกขุ่นหมองใจกับจดหมายที่เจ้าชายส่งถึงทุกคนในอาณาจักรเพื่อหาคู่ ทั้งตัวซินเดอเรลล่าเองก็ยังสงสัยว่า เหตุใดทุกคนถึงอยากแต่งงานกับเจ้าชาย เฝ้าสงสัยในตัวเองว่าทำไมเธอนั้นช่างแตกต่าง ทำไมเธอถึงไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ ที่อยากเต้นรำกับเจ้าชายผู้นั้น แทนที่เธอจะดีใจเมื่อถูกเจ้าชายของแต่งงาน แต่เธอกลับรู้สึกแน่นอก กลัวที่จะใช้ชีวิตต่อไปแบบต้องคอยหลบซ่อนตัวตนที่แท้จริง และจบลงที่ซินเดอเรลล่ากล่าวปฏิเสธความรักและการแต่งงานของเจ้าชายไปอย่างหนักแน่น
ละครกระดาษดิจิทัลของโซบาตะเรื่องดังกล่าวจึงสร้างความไม่พอใจให้กับเหล่าผู้ใหญ่ เพราะเขามองว่าเรื่องความหลากหลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ หากแต่เรื่อง ‘ค่านิยมผิดแปลก’ ดังกล่าวไม่ควรถูกเอามาสอนเด็กๆ เพราะเด็กควรได้เรียนรู้ค่านิยมพื้นฐานก่อนเรื่องพวกนี้ไปซะงั้น
ทำไมตัวตนที่มีอยู่จริงในสังคมถึงกลายเป็นเพียงค่านิยมผิดแปลกล่ะ? ทำไมเรื่องเหล่านี้ถึงไม่ถูกนับว่าเป็นค่านิยมพื้นฐานกันนะ?
แน่นอนว่าการไม่เป็นไปตามบรรทัดฐาน หรือค่านิยม (ที่ใครก็ไม่รู้) กำหนดเอาไว้ นำไปสู่การตั้งคำถามของคนรอบข้าง โดยเฉพาะในครอบครัวต่อโซบาตะในฐานะหญิงสาวว่า ที่เธอไม่มีความรักกับผู้ชายคนไหนเลยเพราะเป็นเลสเบี้ยนหรือเปล่า ในที่สุดโซบาตะจึงตัดสินใจบอกกับทุกคนในครอบครัวออกมาตรงๆ ว่า
“ฉันไม่ต้องการความรัก ฉันไม่มีความรู้สึกรักเลยด้วยซ้ำ
ฉันใช้ชีวิตคนเดียวได้ ไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวเลย และไม่คิดสงสารตัวเองด้วย
อาจฟังดูแปลก แต่นี่ล่ะคือตัวฉัน ช่วยไม่ได้สินะ”
นี่คือความในใจของคนคนหนึ่งที่เรียกตนเองว่าเป็น Asexual แม้จะไม่สามารถเหมารวมว่าทุกคนจะรู้สึกเฉกเช่นโซบาตะได้ แต่คำพูดที่ถูกเปล่งออกมาน่าจะสะท้อนให้เราเห็นภาพบางอย่างว่า ผู้ที่นิยามตนเองว่าเป็น Aromantic หรือ Asexual คือคนปกติไม่ใช่ผู้ที่มีความผิดแปลกอะไรไปจากสังคม พวกเขาสามารถใช้ชีวิตปกติได้เหมือนคนธรรมดาทั่วไป พวกเขามีความสุข พวกเขาสามารถรู้สึกเติมเต็มชีวิตได้ด้วยเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย ก็ในเมื่อชีวิตนี้ไม่ได้มีแค่ ‘ความรัก’ และ ‘เซ็กซ์’ อย่างที่สังคมรอบข้างพยายามกรอกหูเรานี่นา
และการไม่มีแรงดึงดูดทางใจและ/หรือทางเพศ หรือมีแต่น้อย หรือไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานของสังคม ก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะรู้สึกยินดีไปกับคนอื่นๆ ไม่ได้ พวกเขายังแสดงความรัก แสดงความรู้สึกต่างๆ เหล่านั้นออกมาได้อย่างปกติ
วันนี้คงไม่ใช่แค่โซบาตะที่ได้พบว่า ยังมีคนที่คิดและรู้สึกแบบเดียวกับเธอ แต่เราเชื่อว่าทุกคนในสังคมจะมองเห็นถึงตัวตนของเธอ จะเข้าใจในตัวตนของพวกเขา
รับรู้ว่าพวกเขาไม่ได้โดดเดี่ยว และพวกเขามีอยู่จริงบนโลกใบนี้