ถึงจะไม่ชอบหน้า แต่ยังต้องมาทำงานด้วยกัน
เราอาจมีใครบางคนที่เราไม่ชอบอยู่ในออฟฟิศ คนที่เราคอยหลบเลี่ยงเสมอเวลาที่บังเอิญเจอ หรือคนที่คุยได้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น หากเป็นแค่เพื่อนร่วมออฟฟิศ ความบาดหมางนี้ก็คงไม่ส่งผลกับเรามากเท่าไหร่ แต่ถ้าดันต้องทำงานที่ติดต่อกันบ่อยๆ ความอึดอัดใจก็อาจขยายใหญ่ขึ้นจนส่งผลกับการทำงานได้
การไม่ชอบใครสักคนไม่ใช่เรื่องแปลก ปัญหานี้อาจคลี่คลายได้ง่ายๆ เพียงแค่เรากับเขาไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกัน แต่พอเป็นเรื่องที่ทำงาน วันดีคืนดีก็อาจจะต้องทำงานร่วมกันแบบเลี่ยงไม่ได้ หรือบางครั้งก็เป็นเพื่อนร่วมทีมที่เราเกลียดแสนเกลียดอยู่ในใจ การตัดจบความสัมพันธ์แบบดื้อๆ ไม่คุย ไม่ตอบ ก็อาจไม่ใช่พฤติกรรมของมืออาชีพสักเท่าไหร่ แถมยังอาจถูกมองว่าเป็นคนไม่แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว จนกลายเป็นความรู้สึกกระอักกระอ่วนก่อตัวขึ้นมา ต้องฝืนยิ้มรับทั้งๆ ในใจรู้สึกตรงกันข้าม
เกลียดก็เกลียด แต่งานก็ต้องทำ มีทางไหนที่ช่วยให้เราทำงานแบบไม่ฝืนใจจนเกินไปบ้างไหมนะ

เมื่อที่ทำงานสร้างศัตรูในคราบมิตร
ก่อนอื่นเราอยากชวนมาคลี่คลายความรู้สึกในใจกันก่อนว่ามีสาเหตุอะไรที่ทำให้เราไม่ชอบเพื่อนร่วมงานกันบ้าง
อิลยา โปซิน (Ilya Pozin) นักธุรกิจและนักเขียน อธิบายใน Forbs นิตยสารด้านธุรกิจของอเมริกันไว้ว่ามีหลายพฤติกรรมที่สร้างความรำคาญใจ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นนิสัยที่ทำให้คนอื่นทำงานด้วยยาก เพราะมีแต่ความตึงเครียด และไม่ยืดหยุ่น ไม่ว่าจะเป็นการโยนให้คนอื่นบ่อยๆ จู้จี้กับงานคนอื่นด้วยมาตรฐานส่วนตัวอันสูงลิ่ว ชอบออกคำสั่งแทนที่จะขอความช่วยเหลือ เก็บตัวเงียบ ขาดมารยาท หรือชอบทำลายบรรยากาศด้วยความคิดแง่ลบ
แต่นอกจากพฤติกรรมเหล่านี้แล้ว เรื่องนิสัยก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราไม่ชอบเพื่อนร่วมงานบางคน เพราะลึกลงไปแต่ละคนต่างก็มีนิสัย หรือบุคลิก ที่หล่อหลอมมาจากประสบการณ์คนละแบบ คนที่โฟกัสไปที่เป้าหมาย ก็อาจมีบุคลิกการทำงานแบบหนึ่ง เช่น กล้าเสี่ยง ชอบความตรงไปตรงมา หรือการทำงานรวดเร็ว ในขณะที่อีกคนเชื่อมั่นในวิธีการ ชอบความมั่นคงและถูกต้อง ก็อาจขัดแย้งกับคนแบบแรกได้
แต่ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลไหน ก็ไม่แปลกหากบางครั้งเราจะเผลอไปเกลียดใคร ยิ่งในที่ทำงานที่เอื้อให้เกิดความสัมพันธ์แบบ ‘Frenemy’ หรือมิตรในคราบศัตรูมากกว่าปกติ ชิมุล เมลวานี (Shimul Melwani) รองศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมองค์กร แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา แชเปลฮิลล์ อธิบายว่าเพราะในที่ทำงานเราไม่สามารถเลือกได้กว่าจะคบใครหรือไม่คบใคร แถมยังต้องแข่งขันกันเพื่อเลื่อนตำแหน่งหรือเงินเดือน หลายครั้งเราจึงต้องแสร้งยิ้ม แม้ว่าคนตรงหน้าจะเป็นคนที่เราเกลียดก็ตาม
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากเรายังต้องทำงานกับคนที่เราเกลียดต่อไปละ? แม้ดูเผินๆ เหมือนการเก็บความขุ่นเคืองไว้ในใจ จะช่วยให้เราทำงานสำเร็จในระยะสั้นๆ แต่ในระยะยาวการ ทำงานกับคนที่เกลียดในที่ทำงานอาจสร้างความเครียดให้เรามากขึ้น
ที่ผ่านมามีนักวิจัยพยายามศึกษาว่าเพื่อนแบบ Frenemy ส่งผลกับจิตใจเราอย่างไร จูเลียนน์ โฮลต์-ลุนสตัด (Julianne Holt-Lunstad) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและประสาทวิทยา แห่งมหาวิทยาลัย Brigham Young แบ่งประเภทความสัมพันธ์ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ สนับสนุน (Supportive) หมายถึงเพื่อนที่คอยช่วยเหลือเรา แบบเป็นภัย (Aversive) หมายถึงเพื่อนที่ทำให้เราเสียใจ และแบบกำกวม (Ambivalent) หมายถึงเพื่อนที่ให้ทั้งความช่วยเหลือและทำให้เราเสียใจ ผลปรากฏว่าเพื่อนแบบสุดท้ายสร้างความเครียดให้กับเรา แถมยังส่งผลต่อหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาวด้วย
ซึ่งสาเหตุก็เป็นเพราะความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์นี้ปกติแล้วคนเรามักคาดหวังว่าจะได้รับการยอมรับหรือสนับสนุนจากคนรอบข้าง หากเป็นคนที่เรารู้อยู่แล้วว่าชอบหรือเกลียดเรา เราก็คงคาดเดาได้แน่ๆ ว่าอีกฝ่ายยอมรับเราได้แค่ไหน แต่พอเป็นความสัมพันธ์แบบ Frenemy เรากลับไม่สามารถคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร ทำให้เรารู้สึกระแวงและเครียดตลอดเวลา
ในเมื่อเราเลือกไม่ได้ว่าอยากทำงานกับใครหรือไม่อยากทำงานกับใคร สุดท้ายเราก็ยังคงต้องทนทำงานกับคนที่เกลียดต่อไป แม้ต้องเก็บความอึดอัดเอาไว้ข้างในก็ตาม

ทำงานได้ไหมกับคนที่เราเกลียด
แม้เราจะต้องทำงานกับคนที่เกลียดอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเสแสร้งจนไม่เป็นตัวเองไปตลอด เราเองก็ยังสามารถทำงานกับคนที่เกลียด โดยที่ไม่รู้สึกเหมือนต้องสวมหน้ากากได้เช่นกัน
เมลวานี ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมองค์กรแนะนำทางออกในสถานการณ์นี้ว่ายิ่งเราพยายามทำดีกับอีกฝ่ายมากเท่าไหร่ ทั้งที่ใจเราไม่ต้องการ ความรู้สึกขัดแย้งในตัวเองจะยิ่งเพิ่มขึ้น และทำให้เราเป็นทุกข์ได้ ทางที่ดีเราอาจต้องกลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้งว่าเรากำลังฝืนใจ เพื่อทำให้อีกฝ่ายยอมรับตัวเองอยู่หรือเปล่า หากใช่ให้ลองเว้นระยะห่างออกมา ไม่จำเป็นต้องตัดขาดทันที เพียงแต่ยอมรับว่าเขาไม่ได้ชอบเรา และเลิกคาดหวังว่าจะทำให้อีกฝ่ายยอมรับ วิธีนี้จะช่วยให้เราไม่ต้องพยายามพิสูจน์ตัวเอง หรือฝืนทำดีกับเขามากเกินไป
นอกจากนี้เรายังสามารถกลับมาปรับวิธีวางตัวของเราใหม่ หากเราไม่ชอบพฤติกรรมของอีกฝ่าย แทนที่จะคิดถึงสิ่งที่เขาทำซ้ำๆ บ่นให้เพื่อนฟังครั้งแล้วครั้งเล่า เราอาจลองกลับมาดูว่าเราจะเปลี่ยนท่าทีของเรายังไงเพื่อไม่ให้เขาทำแบบเดิมอีก เช่น ถ้าเขาชอบโยนงานมาให้ แล้วปกติเราเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว ครั้งต่อไปก็อาจจะต้องหาทางบอกให้เขารู้ว่าเราไม่สะดวก หรือลองฟีดแบ็กกลับไปว่าถ้าจะให้ช่วยงาน ก็ควรบอกล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้เรามีเวลาเคลียร์งานของตัวเอง โดยเน้นไปที่สิ่งที่อีกฝ่ายสามารถเปลี่ยนได้เป็นหลัก
แม้อีกฝ่ายจะน่าหงุดหงิดแค่ไหน แต่อย่าปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลนะ ท่องเอาไว้ว่าเรามาทำงาน ถ้างานลุล่วงก็ถือว่าเราทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีแล้ว
อ้างอิงจาก