ทุกคนคาดหวังอะไรจากความสัมพันธ์ของตัวเองบ้าง?
เป็นเรื่องธรรมดาเวลาเรากำลังเริ่มต้นความสัมพันธ์กับใครสักคน เรามักจะมีความคาดหวังต่อทั้งความสัมพันธ์และตัวอีกฝ่ายในหลากหลายเรื่อง แต่ในบางความสัมพันธ์ ก็อาจมีขอบเขตหรือข้อจำกัดบางอย่างมากำหนดให้เราไม่สามารถคาดหวังได้อย่างเต็มที่
เหมือนกับ ‘คอลลิน’ (รับบทโดย แฮรี่ เมลลิง (Harry Melling)) เกย์หนุ่มผู้มีอุปนิสัยเก็บตัว อาศัยอยู่กับพ่อแม่ และทำงานจิปาถะไปวันๆ จากภาพยนตร์เรื่อง Pillion (2025) ที่บังเอิญก้าวเข้าไปมีความสัมพันธ์กับ ‘เรย์’ (รับบทโดย อเลกซานเดอร์ สการ์สการ์ด (Alexander Skarsgård)) ไบค์เกอร์หนุ่มสุดฮ็อต ผู้นำพาหนุ่มน้อยผู้ไร้เดียงสา เข้าสู่ความสัมพันธ์แบบ BDSM โดยที่ตัวของคอลลินมีหน้าที่เพียงแค่ปฏิบัติตามคำสั่งของอีกฝ่ายอย่างเคร่งครัด เมื่อถึงจุดหนึ่งคอลลินก็ได้เข้าร่วมกับแก๊งไบค์เกอร์ของเรย์อย่างเต็มตัว นี่คือครั้งแรกที่เจ้าตัวได้เข้าสู่โลกของ BDSM อย่างเต็มตัว และมันกำลังจะกลายเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่จะนำไปสู่การตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์ของทั้งคู่ในอนาคต

หลายคนเมื่อได้อ่านเรื่องย่อของหนัง ก็อาจสงสัยว่า ‘BDSM’ มันคือความสัมพันธ์รูปแบบใดกัน ซึ่งหากใครอยากอ่านรายละเอียดของ BDSM สามารถอ่านได้ที่ ด้วยรักและปลอกคอ : สำรวจและเรียนรู้โลกของ BDSM ไปกับ ‘Love and Leashes’ทั้งนี้ เราเองก็จะขออธิบายเอาไว้คร่าวๆ ตรงนี้ไว้เช่นกัน โดย BDSM คือประเภทของความสัมพันธ์ที่มุ่งเน้นการกระตุ้นอารมณ์ให้กับคู่รัก ผ่านกิจกรรมที่สร้างอารมณ์ทางเพศให้กับทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะครอบคลุมอยู่ใน ทั้ง 4 คำนี้ ได้แก่
B-Bondage พันธนาการ
D-Discipline กฎระเบียบและการลงโทษ
S-Sadism ความสุขจาการทำร้ายคนอื่น
M-Masochism ความสุขจาการถูกคนอื่นทำร้าย
ด้วยภาพความความสัมพันธ์แบบ BDSM ที่สะท้อนถึงการกระตุ้นและความรุนแรง ก็อาจต้องมีการสร้างเงื่อนไขที่อาศัยความเข้าใจและการตกลงซึ่งกันและกันไม่น้อย จึงน่าชวนตั้งคำถามต่อว่า ‘ความยินยอม (Consent)’ ตลอดจนข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายในความสัมพันธ์รูปแบบนี้มีความสำคัญมากแค่ไหนกัน? และหากวันใดวันหนึ่งที่ความต้องการของเราเปลี่ยนไป จะกระทบอะไรต่อความสัมพันธ์นี้ด้วยหรือเปล่า?
*เนื้อหาต่อไปนี้เปิดเผยข้อมูลสำคัญภาพยนตร์ Pillion’
เมื่อเราเป็นมือใหม่ในความสัมพันธ์แบบ BDSM
คงพูดได้เต็มปากประมาณหนึ่งว่า ความสัมพันธ์แบบ BDSM คงไม่ใช่ความสัมพันธ์ทั่วไปและเหมาะสมสำหรับทุกคนขนาดจะให้ใครก็ตามสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งได้ทันทีทันใด ด้วยความที่ BDSM เป็นทางเลือกหนึ่งในความสัมพันธ์ มันจึงต้องมีคนที่เป็นหน้าใหม่ในความสัมพันธ์เข้ามาอยู่ในจุดนี้เสมอ
คอลลินได้ย่างก้าวเข้ามาสู่ความสัมพันธ์แบบ BDSM เป็นครั้งแรก ซึ่งตัวหนังแสดงออกชัดเจนถึงความอิหลักอิเหลื่อของเจ้าตัวที่ต้องมาพบเจอกับสิ่งไม่คาดคิดมาก่อนในความสัมพันธ์ ทั้งการต้องทำอาหาร ทำความสะอาด หรือกระทั่งการซื้อของให้อีกฝ่าย เมื่อถึงเวลานอน ก็ต้องนอนบนพื้นไม่ใช่บนเตียงร่วมกับเรย์ และไม่ว่าเขาจะสั่งให้ทำอะไร เจ้าตัวก็ต้องเชื่อฟัง ราวกับเป็นสุนัขรับใช้ผู้ต้องซื่อสัตย์ของเจ้านาย ซึ่งอ้างอิงไปกับบทบาทในความสัมพันธ์รูปแบบนี้ ที่แบ่งออกเป็นผู้ที่ทำตามคำสั่งหรือซับ (submissive) และผู้ควบคุมหรือดอม (dominant) อันเป็นจุดสำคัญที่ขีดเส้นแยกทั้งคู่ให้ชัดเจนมากขึ้น
จากตรงนี้ จึงสะท้อนภาพปัญหาแรกในความสัมพันธ์ระหว่างคอลลินกับเรย์ออกมาได้อย่างชัดเจน ในฐานะที่หนุ่มน้อยผู้เพิ่งเคยมีประสบการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก การไม่เข้าใจถึงรูปแบบความสัมพันธ์นี้อย่างถ่องแท้ ทำให้เกิดเป็นรอยแยกเล็กๆ ในความสัมพันธ์ ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามและความไม่พอใจของเจ้าตัวในอนาคต

แม้คอลลินจะมองว่าระหว่างเขากับเรย์จะเป็นกึ่งการเรียนรู้ไปในตัว แต่ก็ต้องยอมรับว่า เมื่อไม่เข้าใจถึงรูปแบบและลักษณะของความสัมพันธ์นี้แต่แรก ก็ย่อมเกิดคำถามต่อกิจกรรมและพฤติกรรมของคู่ตัวเอง เหมือนในช่วงแรกของเรื่องที่คอลลินตั้งคำถามต่อสิ่งที่เรย์สั่งให้เขาทำ อย่างการต้องเข้าครัวทำกับข้าวให้อีกฝ่าย แต่ไม่ได้รับสิทธิให้นั่งทานร่วมโต๊ะกัน ในฐานะผู้ที่เพิ่งเข้ามาในความสัมพันธ์นี้ก็อาจสงสัยว่า คนจะรักกันทำไมถึงแสดงออกด้วยวิธีนี้
แต่จะให้โทษต่อความเป็นมือใหม่ของคอลลินไปทุกเรื่องก็คงไม่ถูกนัก เพราะแท้จริงแล้ว ก่อนที่ทั้งคู่จะเข้ามาอยู่ในความสัมพันธ์ร่วมกัน ก็ไม่ได้มีการทำข้อตกลงหรือสร้างความยินยอมใดๆ ให้ชัดเจนตั้งแต่แรก เห็นจะมีเพียงเรย์เท่านั้นที่รู้อยู่แก่ใจว่าเขากำลังมองหาสิ่งใดความสัมพันธ์ครั้งนี้
พอไม่ได้มีข้อตกลงกันแต่แรก ก็ทำให้คอลลินไม่ได้เข้าใจและรู้ตัวเองว่าต้องทำอะไร แม้จะสามารถปรับตัวได้ในภายหลัง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เริ่มรู้ถึงความต้องการของตัวเอง ก็อาจนำไปสู่การกวนน้ำให้ขุ่นได้ในอนาคต
เมื่อมีความต้องการมากขึ้นในความสัมพันธ์แบบ BDSM
เหมือนกับที่ตั้งคำถามไปในตอนแรกว่า ทุกคนคาดหวังอะไรในความสัมพันธ์ของตนเองบ้าง เพราะเป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง ที่เวลาเริ่มต้นความสัมพันธ์กับใครไปเรื่อยๆ แล้ว เราจะมีความคาดหวังในบางเรื่องมากขึ้นไปอีก หรือกระทั่งเปลี่ยนแปลงความคาดหวังต่ออีกฝ่ายไปจากเดิม เพราะหน้างานก็อาจมีหลายสิ่งที่ไม่เหมือนจากตอนพบกันครั้งแรก
ฉากที่คิดว่ามอบจุดเปลี่ยนสำคัญให้กับความสัมพันธ์ระหว่างคอลลินกับเรย์ คือช่วงที่ทั้งคู่ร่วมออกทริปกับเหล่าเพื่อนนักบิดของเรย์ หนุ่มน้อยได้พบกับคู่รักอื่นๆ ในกลุ่ม และหนึ่งในนั้นก็ได้พูดถึงการจูบ ซึ่งมีใจความโดยรวมเป็นการตัดพ้อที่หากไม่ได้มีการจูบกับคู่ของตัวเองบ้าง ก็คงไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ดีแน่ๆ
คอลลินได้นึกย้อนไปถึงช่วงเวลาที่ผ่านมากับเรย์ และได้พบความจริงว่า เขาไม่เคยได้จูบอีกฝ่ายเลยแม้แต่ครั้งเดียว จึงเริ่มก่อเป็นความต้องการเล็กๆ ที่คาดหวังให้อีกฝ่ายยอมทำเพื่อตัวเขาบ้าง
แต่สิ่งที่ตอกย้ำถึงภาพความต้องการของเจ้าตัวที่เริ่มเปลี่ยนไปจริงๆ เห็นจะเป็นการที่เรย์หันมาดูแลและเอาใจใส่เขามากขึ้น ภายหลังจากที่คอลลินได้รับบาดเจ็บจากตอนทำครัว เป็นครั้งแรกที่หนุ่มน้อยได้ขึ้นมานอนบนเตียงกับเรย์ แถมยังถูกอีกฝ่ายกอดขณะหลับโดยไม่รู้ตัวด้วย เหตุการณ์นี้จึงเป็นการกระตุ้นให้คอลลินได้รับรู้ว่า ตัวเขาต้องการอะไรจากความสัมพันธ์ครั้งนี้บ้าง

สำหรับเรย์ ผู้รู้ตัวเองว่าต้องการอะไรในความสัมพันธ์ครั้งนี้ คงไม่ยอมอ่อนข้อต่อข้อเรียกร้องของคอลลินเป็นธรรมดา เพราะเขามองว่าความต้องการของอีกฝ่ายอยู่นอกเหนือข้อตกลงตั้งแต่แรก (แม้จะเป็นข้อตกลงที่เจ้าตัวรับรู้อยู่ฝ่ายเดียวก็ตาม) ซึ่งการไม่โอนอ่อนต่อฝ่ายที่เรียกร้อง กลายเป็นอีกหนึ่งจุดที่สร้างแรงกระเพื่อมในความสัมพันธ์ของทั้งคู่
พอมาถึงตรงนี้ ก็คงน่าตั้งคำถามต่อว่า หากเป็นความสัมพันธ์แบบ BDSM ที่มีการสร้างข้อตกลงชัดเจนตั้งแต่ต้น แล้วเมื่อความคาดหวังหรือความต้องการของเราเปลี่ยน เราจะสามารถปรับข้อตกลงหรืออัปเดตความต้องการของกันและกันได้ตลอดเวลาหรือไม่?
Consent สำคัญแค่ไหน ในความสัมพันธ์แบบ BDSM
Pillion ไม่ได้นำเสนอความซับซ้อนของความสัมพันธ์แบบ BDSM แต่กำลังพาผู้ชมอย่างเราไปทำความเข้าใจถึงความเป็นจริงและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในความสัมพันธ์รูปแบบนี้ เฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการสร้างความยินยอมและข้อตกลงระหว่างสองฝ่าย
แน่นอนว่า เราอาจไม่จำเป็นต้องลองมีความสัมพันธ์แบบ BDSM ก่อน ก็น่าจะเห็นถึงความสำคัญของการมีข้อตกลงร่วมกันให้ชัดเจนในความสัมพันธ์ ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นเหมือนเครื่องมือที่เข้ามาตอกย้ำให้ผู้ชมเห็นถึงภาพของการ ‘จะ’ เป็นความสัมพันธ์แบบ BDSM ที่สมบูรณ์ได้นั้น จำเป็นต้องมีสิ่งใดบ้าง ซึ่งสิ่งแรกสุดที่ควรมี ก็คือความยินยอมที่ชัดเจนก่อนที่ความสัมพันธ์จะดำเนินไปข้างหน้า
“การยินยอมไม่ใช่แค่สิ่งสำคัญในความสัมพันธ์แบบ BDSM หากแต่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่างหาก”
ทั้งนี้ การเริ่มต้นและเรียนรู้กับความสัมพันธ์รูปแบบนี้ไม่ใช่เรื่องผิดอย่างใด แต่การจะเรียนรู้อะไร ก็จำเป็นต้องรับรู้ด้วยเช่นกันว่า ความสัมพันธ์ครั้งนี้จะพาเราไปพบเจอหรือเผชิญต่อสิ่งใดในอนาคตบ้าง เหมือนเวลาเราเข้าคลาสเรียน เราก็คงไม่อยากนั่งฟังอาจารย์สอนไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ว่าเป้าหมายของวิชานี้คืออะไรกันแน่
และเมื่อต่างฝ่ายมีความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไป ก็ควรจะสามารถทำข้อตกลงกันใหม่ หรือปรับเปลี่ยนให้แต่ละฝ่ายอยู่ร่วมกันในความสัมพันธ์ได้ ซึ่งความยืดหยุ่นในข้อตกลงนี้ ก็จะช่วยให้ใครก็ตามที่รู้สึกไม่ถูกใจต่อความเปลี่ยนแปลงนี้ สามารถตัดสินใจไปต่อหรือยุติกับความสัมพันธ์ได้ โดยไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกเสียเปรียบ
ท้ายสุดแล้ว เราทุกคนต่างก็มีความใหม่ในแต่ละความสัมพันธ์อยู่เสมอ ยิ่งเป็นความสัมพันธ์แบบ BDSM ที่บางคนก็อาจไม่คุ้นชิน ก็จึงสมควรอย่างยิ่งที่เราจะสามารถเรียนรู้กันได้ โดยที่ต้องมีข้อตกลงและกำหนดขอบเขตกันให้ชัดเจน
หัวใจสำคัญของทุกความสัมพันธ์ คือการที่ต่างฝ่ายต่างต้องมีความเข้าในตัวกันและกัน ตลอดจนรับรู้ร่วมกันว่า แต่ละคนคาดหวังอะไรจากความสัมพันธ์ครั้งนี้