ผลการเลือกตั้งปี 2569 และการทำงานของ กกต. ถือเป็นการสะท้อนความอ่อนแอของระบบประชาธิปไตยของประเทศไทยไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไทยกลายเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ฝ่ายอนุรักษนิยมกลับมามีพลังและเดินหน้าหันขวาตามประเทศอื่นๆ ทั่วโลก หากรวมกับการจัดการเลือกตั้งที่ดูยังไงๆ ก็ไม่เคารพสิทธิของประชาชน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็อาจทำให้ใครหลายคนหมดหวัง หรือถึงขั้นนึกว่าประชาธิปไตยในไทยอาจจะไม่มีทางกลับมาแข็งแรงได้อีก
ถึงอย่างนั้นในภาวะที่ประชาชนถูกลิดรอนสิทธิผ่านการเลือกตั้ง การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความถูกต้องก็ยังมีให้เห็น ชัดเจนที่สุดคือการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ของชาวชลบุรี เขต 1 ที่ไม่ยอมอ่อนข้อต่อความผิดปกติที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้ง จนทำให้คนทั้งประเทศหันมาให้ความสนใจและเกิดเป็นแฮชแท็ก #นับใหม่ทั้งประเทศ
หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ ความเป็นประชาธิปไตยที่เสื่อมถอยลงและการหันขวา ในมุมหนึ่งก็อาจบ่งบอกถึงวัฏจักรอุดมการณ์ทางการเมืองที่มีการสลับสับเปลี่ยน เช่นว่าเมื่อประชาธิปไตยเคยรุ่งเรืองแล้ว สักวันก็จะมีเหตุให้หมดความเชื่อถือ ก่อนเปลี่ยนไปเป็นเผด็จการหรือระบอบอื่น และมีความพยายามต่อสู้ให้กลับมาเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง การที่ระบอบการเมืองมีวิวัฒนาการและเสื่อมถอยไปตามขั้นตอนนี้คือแกนหลักที่มหากาพย์ภาพยนตร์ Star Wars มักพูดถึง อีกทั้งคอยสื่อสารกับคนดูตลอดว่า ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาที่มืดมนแค่ไหน จงมีหวังอยู่เสมอ
แน่นอนว่า หนังและซีรีส์ Star Wars ไม่ได้บอกว่าสิ่งที่เรื่องกำลังสะท้อนอยู่นั้นเคยเกิดขึ้นจริงๆ ในประวัติศาสตร์ หรือไม่ได้ทำนายว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในโลกจริง แต่อย่างน้อยที่สุด Star Wars ก็ช่วยขมวดวัฏจักรการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองได้อย่างเห็นภาพ ดังนั้น ในสภาวะที่การเมืองไทยและการเมืองโลกได้เปลี่ยนผ่านไปสู่จุดยืนใหม่ เราจึงอยากชวนมาย้อนดูเรื่องราวในจักรวาล Star Wars ที่หลายครั้งซ้อนทับกับเหตุการณ์การเมืองในโลกความเป็นจริง

การพ่ายแพ้ของประชาธิปไตยและชัยชนะของเผด็จการ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กาแล็กซีอันไกลโพ้น… ใน Episode I – III การเมืองของ Star Wars เปิดฉากด้วยระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐกาแล็กติก (Galactic Republic) ซึ่งเป็นตัวแทนของความมั่นคงทางประชาธิปไตยที่ยาวนานนับพันปี ระบอบนี้ถูกออกแบบมาให้มีความพหุนิยมสูง (pluralistic) และโอบรับความหลากหลายของประชากรต่างเผ่าพันธุ์ ตัวแทนจากดวงดาวมากมายมีสิทธิก้าวเข้ามามีที่นั่งในวุฒิสภากาแล็กติก
แต่จุดเด่นของระบอบสาธารณรัฐได้กลายเป็นข้อบกพร่องที่นำไปสู่การบ่อนทำลายจากภายในเสียเอง การมีวุฒิสมาชิกที่มากมายเกินไป รวมถึงการแทรกแซงทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มบรรษัททำให้สถาบันนิติบัญญัติกลายเป็นอัมพาต สภาไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างดาวนาบูและสหพันธ์พาณิชย์ (Trade Federation) ได้ทันท่วงที นอกจากนี้สถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มดาวเคราห์แกนกลาง (Core Worlds) เช่นดาวคอรัสซังต์ในสาธารณรัฐยังสะท้อนถึงการกระจายทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียม นำไปสู่การต้องการถอนตัวจากสาธารณรัฐและความขัดแย้งในกลุ่มดาวชายขอบที่กลายเป็นเชื้อไฟให้แก่ขบวนการแบ่งแยก (Separatist) ในเวลาต่อมา
ใครที่เคยดู Star Wars ไตรภาคปฐมบทมาแล้วจะรู้ว่า จริงๆ แล้วสงครามระหว่างสาธารณรัฐและขบวนการแบ่งแยกเป็นความขัดแย้งที่จัดฉากขึ้นโดย ‘ดาร์ธ ซิเดียส’ หรือสมุหนายกพัลพาทีน เพื่อหวังจะสร้างความชอบธรรมในใช้อำนาจฉุกเฉินสร้างกองทัพโคลนขึ้นมา และรวมศูนย์อำนาจบัญชาการไว้ที่สมุหนายก คล้ายกับการสร้าง ‘สภาวะยกเว้น’ (State of Exception) เปิดโอกาสให้ผู้นำสามารถตัดสินใจระงับใช้กฎหมายในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อพัลพาทีนมีภาพลักษณ์ของผู้นำที่แข็งแกร่งด้วยอำนาจทางการทหารและกฎหมายเบ็ดเสร็จ การพยายามล้มอำนาจของพัลพาทีนโดยสภาเจไดจึงยิ่งกลายเป็นชนวนเหตุที่ถูกใช้เพื่อล้มกระบวนการประชาธิปไตย แต่ก่อตั้งจักรวรรดิกาแลกติก (Galactic Empire) ที่ 1 ด้วยแรงสนับสนุนที่ท่วมท้น
“เสรีภาพจบลงเช่นนี้เอง ด้วยเสียงปรบมือกึกก้อง”
— แพดเม่ อมิดาลา
การปกครองด้วยความกลัวของจักรวรรดิ
หลังการล่มสลายของสาธารณรัฐกาแล็กติก ภาพของจักรวรรดิกาแลกติกคือตัวแทนของการปกครองระบอบเผด็จการอย่างชัดเจน ทั้งการยกย่องจักรพรรดิพัลพาทีนในฐานะผู้ปกครองที่เสมือนพระเจ้าซึ่งมีอำนาจสมบูรณ์ โมเดลเศรษฐกิจแบบทุนนิยมโดยรัฐ (State capitalism) บริษัทต่างๆ ที่รับใช้ผลประโยชน์ของรัฐมากกว่าตลาดเสรี ทุกองคาพยพล้วนมีอยู่เพื่อรับใช้จักรพรรดิและจักรวรรดิ
มิติที่สำคัญของจักรวรรดิกาแลกติกคือการปกครองด้วยความกลัว ดาวมณะ (Death Star) อาวุธที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อควบคุมและสร้างความกลัว ดาวมณะสามารถทำลายล้างดวงดาวที่แข็งข้อให้หายไปในทันที เป็นเทคโนโลยีเพื่อใช้ในการกดขี่ประชากรทั่วทั้งกาแล็กซี ความน่าเกรงกลัวของจักรวรรดิยังได้รับแรงเสริมจากลัทธิทาร์กิน (Tarkin Doctrine) หลักความเชื่อที่ผู้บัญชาการคนสำคัญยึดมั่นและส่งต่อให้กับกองกำลังขนาดใหญ่ ซึ่งทำหน้าที่รักษาความสงบ ไปจนถึงกำจัดผู้เห็นต่างทางการเมือง

การปกครองของจักรวรรดิไม่ได้เพียงขยายไปยังผู้จงรักภักดี ความชั่วร้ายประการหนึ่งของระบอบเผด็จการคือการเปลี่ยนให้คนธรรมดาสามัญในระบบสามารถทำเรื่องโหดร้ายได้โดยไร้เจตนา หรือที่ banality of evil กรอบคิดที่นำเสนอโดยนักปรัชญา ฮันนาห์ อาเรนต์ (Hannah Arendt) เพื่ออธิบายข้าราชการระดับสูงของนาซีที่ดูเป็นคนธรรมดาทั่วไป แต่กลับมีส่วนในการฆ่าล้างคนยิวจำนวนมหาศาล (อ่านบทความได้ที่)
ในซีรีส์ Andor (2022–2025) ก็ถ่ายทอดเหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้ ดำเนินการอย่างเงียบเชียบและซับซ้อนในการปกปิดความจริง กัดเซาะความยุติธรรม กดข่มเจตจำนงเสรี โฆษณาชวนเชื่อแทรกซึมไปในทุกมิติของข้าราชการและประชากร ปัจเจกบุคคลยอมรับอุดมการณ์อำนาจนิยมเข้ามาในเนื้อตัว นิยามตนเองว่าเป็นเครื่องมือของรัฐ ปรารถนาความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากกว่าจะเห็นความรุนแรง ความเชื่อนี้ซึมลึกกระทั่งคนคนนั้นก็ไม่อาจรู้ตัว
การสู้กลับของประชาธิปไตย
Episode IV – VI คือช่วงที่เล่าถึงการต่อสู้เพื่อฟื้นคือประชาธิปไตยของฝ่ายกบฏ (Rebel Alliance) กลุ่มคนที่ต่อต้านการกดขี่ของจักรวรรดิ ฝ่ายกบฏเริ่มจากการรวมตัวกลุ่มคนที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกัน เช่น ขบวนการลับของ ‘เบล ออร์กานา’ และเครือข่ายของ ‘ลูเธน ราเอล’ โดยได้รับการสนับสนุนทางจาก ‘มอน มอธมา’ ยุทธวิธีที่ฝ่ายกบฏใช้ถือว่ามีประสิทธิภาพและเข้ากับสถานการณ์ พวกเขาใช้วิธีการแบบกองโจรจัดตั้งฐานทัพขนาดเล็กทั่วกาแล็กซีแทนที่จะทำสงครามเต็มรูปแบบ รวมถึงเปิดโปงความชั่วร้าย (เช่น การใช้ดาวมณะทำลายล้างดาวอัลเดอราน) ของจักรวรรดิ
ภารกิจที่พลิกให้ฝ่ายกบฏกลับมามีแต้มต่อคือแผนทำลายดาวมรณะ ที่ได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มต่อต้านเล็กๆ ชื่อ Rogue One ที่อาสาทำภารกิจเสี่ยงตายนำแบบแปลนซึ่งเปิดเผยจุดอ่อนของดาวมรณะมามอบให้กับฝ่ายกบฏ ส่งไม้ต่อให้ ‘ลุค สกายวอล์คเกอร์’ ยิงตอร์ปิโดทำลายดาวมรณะได้สำเร็จ
จุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดของระบอบเผด็จการคือการผูกติดอำนาจอยู่กับบุคคลเพียงคนเดียว การกำจัดจักรพรรดิพัลพาทีนจึงเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่นำไปสู่จุดจบของจักรวรรดิกาแล็กติก สงครามภายในเกิดขึ้นเมื่อไม่มีใครสืบทอดอำนาจ (แม้แต่ดาร์ธเวเดอร์เอง) ผู้บัญชาการต่างหันมารบกันเอง ฝ่ายกบฏอาศัยจังหวะนี้ในการเปลี่ยนสถานะจักรวรรดิจาก ‘ผู้ปกครอง/รัฐบาล’ ให้เป็นเพียง ‘เศษซากที่เหลือรอด’ (Remnant) ผ่านการลงนามข้อตกลง (The Galactic Concordance) ให้ยุติการเกณฑ์พลทหารสตอร์มทรูปเปอร์และจำกัดให้อยู่ในพื้นที่ที่กำหนด ก่อตั้งสาธารณรัฐใหม่ (New Republic) โดยการย้ายเมืองหลวงออกจากดาวคอรัสซังต์ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัยใหม่ คืนอำนาจการปกครองตนเองในแก่ระบบดาวต่างๆ

การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยอีกครั้ง
สาธารณรัฐใหม่กำเนิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะคืนอำนาจให้สภาและประชาชน ตัวแทนวุฒิสมาชิกจากดวงดาวต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการเมืองระดับกาแล็กซีอีกครั้ง การเรียนรู้จากประวัติศาสตร์การเมืองก่อนหน้าส่งผลให้มีการลดอำนาจของตำแหน่งสมุหนายกลง คิดค้นนโยบายหมุนเวียนดาวเมืองหลวงซึ่งเป็นที่ตั้งของสภา แตกต่างจากยุคก่อนที่ยึดติดกับศูนย์กลางเดิมอย่างดาวคอรัสซังต์ และยังมีการผลักดันกฎหมายลดขนาดกองทัพ นำงบประมาณที่ได้ไปฟื้นฟูเศรษฐกิจและช่วยเหลือดวงดาวที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม
อย่างไรก็ตาม Star Wars ฉายให้เห็นว่าการเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยไม่เคยเป็นเรื่องง่าย หลายปีต่อมาสภาเกิดความแตกแยกและแบ่งเป็นสองฝ่าย การต่อสู้ทางความคิดเกิดขึ้นระหว่าง ฝ่ายประชานิยม (Populists) ที่เชื่อว่าดวงดาวควรมีอิสระจากรัฐบาลกลาง นำโดย เลอา ออร์กานา และฝ่ายรวมศูนย์อำนาจ (Centrists) ที่เชื่อว่าควรมีรัฐบาลกลางและกองทัพเพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยสมาชิกบางคนในกลุ่มนี้แอบให้การสนับสนุนปฐมภาคี (First Order) กลุ่มทหารนิยมที่สืบทอดอุดมการณ์จักรวรรดิ
ความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายนำไปสู่ภาวะอัมพาตทางการเมือง เปิดโอกาสให้ปฐมภาคีใช้ฐานทัพสตาร์คิลเลอร์ (Starkiller Base) ทำลายล้างระบบดาวโฮสเนียน (Hosnian System) ที่ตั้งของวุฒิสภาในขณะนั้น เหตุการณ์ที่ตามมาจึงคือภาวะสุญญากาศ หลายดวงดาวหันมาปกครองและสร้างกองกำลังของตนเอง ปฐมภาคีเถลิงอำนาจและไล่รุกรานกาแล็กซี โดยต้องต่อสู้กับกองกำลังฝ่ายต่อต้าน (Resistance) ที่เป็นเหมือนตัวแทนของการเคลื่อนไหวภาคประชาชน
จุดที่น่าสนใจของจักรวาล Star Wars นอกจากความเป็นไซไฟ การต่อสู้ด้วยไลท์เซเบอร์เท่ๆ ของเจได คือการเมืองที่แฝงอยู่ในเนื้อเรื่อง Star Wars ทำให้เรามองเห็นภาพใหญ่ของการต่อสู้ทางการเมืองที่มีวันรุ่งเรืองและล่มสลาย ได้เห็นแผนอันแยบยลไปจนถึงความชั่วร้ายของระบอบเผด็จการ อีกทั้งบอกถึงข้อบกพร่องของระบอบประชาธิปไตย ที่สุดท้ายอาจพาสังคมไปสู่ระบอบเผด็จการอีกครั้ง
แต่ไม่ว่าเผด็จการจะขึ้นสู่อำนาจกี่ครั้ง ฝั่งประชาธิปไตยจะต้องต่อสู้กลับกี่หน Star Wars จะย้ำกับคนดูให้มีความหวัง ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนไหนในกาแล็กซีอันไกลโพ้น
อ้างอิงจาก