“ไม่มีใครวาดภาพแสงจันทร์ได้อย่างเขา”
ประโยคจั่วหัวในคลิปสั้นไวรัล แสดงภาพวาดเมืองเปียกชื้นฝน คลุ้งหมอกควัน จุดเด่นของภาพไม่ใช่ความสมจริงของเมืองระดับภาพวาดเสมือนจริง แต่เป็นแสงจันทร์อาบไล้เมืองสีหม่นได้สมจริงราวกับภาพถ่าย ภาพชุดนี้ฟื้นคืนชีพอีกครั้งจากไวรัลบนโลกออนไลน์ ปลุกแสงจันทร์ในปี 1880 กลับมาสาดส่องอีกครั้งบนหน้าจอดิจิทัล

ภาพวาดชุดนี้จากฝีมือ ‘จอห์น แอตกินสัน กริมชอว์’ (John Atkinson Grimshaw) หากจะเริ่มเล่าถึงภาพวาดแสงจันทร์ เราไม่อาจตัดตอนเล่าเพียงชีวิตในแวดวงศิลปินของผู้เริ่มชีวิตศิลปินเมื่อวัยกลางคนได้ แต่ต้องเล่าตั้งแต่จุดเริ่มต้นของชีวิตถึงจะเข้าใจแสงจันทร์นั้นอย่างถ่องแท้
กริมชอว์เกิดในปี 1836 ที่เมืองลีดส์ ประเทศอังกฤษ หากจะเทียบเหตุการณ์สำคัญให้พอนึกภาพตามได้ ขณะนั้นเป็นช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรก โรงงานมากมายต้องการแรงงาน เช่นเดียวกับเส้นทางรถไฟที่กำลังแผ่ขยายไปทั่วทั้งประเทศ เมืองลีดส์ในยุคนั้นก็กำลังเป็นเมืองอุตสาหกรรมเช่นกัน บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยควัน โรงงาน และท่าเรือ สภาพแวดล้อมเหล่านี้เป็นภาพที่กริมชอว์เห็นบ้านเกิดของตนตั้งแต่เล็กตลอดจนทั้งชีวิต และองค์ประกอบเหล่านี้ได้กลายมาเป็นเอกลักษณ์ในผลงานสร้างชื่อให้เขา
ชีวิตศิลปินของเขาไม่ได้เริ่มต้นในโรงเรียนศิลปะ หรือโรงเรียนเฉพาะทางใดๆ แต่เริ่มต้นจากงานเสมียนของ The Great Northern Railway บริษัทรถไฟของอังกฤษที่มีโปรเจ็กต์สร้างเส้นทางรถไฟจากลอนดอนไปยังยอร์ก ทำงานได้สักพักก็แต่งงานกับภรรยา ใช้ชีวิตวัยหนุ่มเหมือนกับชนชั้นกลาง (ค่อนทางล่าง)
เขาเป็นเสมียนด้วยหน้าที่ ใจเขาก็ยังใฝ่ฝันว่าสักวันจะได้หาเลี้ยงชีพในฐานะศิลปินดูสักครั้ง จึงได้แต่ใช้การวาดภาพเป็นงานอดิเรก
ชีวิตยังไม่เอื้ออำนวย เขาและภรรยายังอาศัยในบ้านหลังเล็กๆ ที่บ้านเกิด ช่วงหลังเลิกงานเขามักใช้เวลาเดินเล่นกับภรรยาไปตามถนนที่มืดมิด ต้นไม้ใหญ่ริมทางแถบชานเมืองลีดส์ ทิวทัศน์ยามค่ำคืนจึงประทับลงในความทรงจำแล้วถ่ายทอดเป็นภาพวาด

ความหลงใหลในศิลปะไม่เคยจางหาย มีแต่จะทวีคูณยิ่งขึ้นทุกวัน กริมชอว์ในวัย 24 ตัดสินใจออกจากงานเสมียนบริษัทรถไฟ มาเป็นศิลปินเต็มตัวโดยที่ยังไม่รู้เช่นกันว่ามันจะไปได้ดีแค่ไหน แน่นอนว่าครอบครัวของเขาจะไม่เห็นด้วยกับเส้นทางนี้ แต่แรงสนับสนุนจากภรรยาช่วยให้เขามีกำลังใจ ฝึกซ้อมเป็นศิลปินที่สร้างตัวตนขึ้นมาจากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง จนได้รับการอุปถัมภ์จากสมาคมปรัชญาและวรรณกรรมลีดส์ ในตอนนั้นภาพของเขายังไม่ใช่ทิวทัศน์ที่เราคุ้นตา มักเป็นจัดแสดงภาพนิ่งสิ่งของทั่วไป ผลไม้ และดอกไม้ แต่นั่นก็เพียงพอที่จะสร้างชื่อเสียงให้เขาในฐานะศิลปินเต็มตัว
ด้วยฝันใฝ่ ด้วยใจรัก กริมชอวเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวได้จากการวาดรูป เขาและภรรยาย้ายจากบ้านหลังน้อยไปสู่คฤหาสน์เก่าแก่แต่ยังคงความโอ่อ่า รูปแบบผลงานของเขาก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน จากเดิมที่เขานิยมชมชอบการวาดภาพแบบ Pre-Raphaelite ถ่ายทอดธรรมชาติอย่างสมจริง เขาเริ่มหันเหไปสู่ภาพทิวทัศน์ยามค่ำคืนของเมืองทางตอนเหนือ เติมแต่งเอกลักษณ์ทีละอันพันละน้อย เมืองในหมอก ไฟถนนขมุกขมัว ถนนเปียกฝนทิ้งร่องรอยแอ่งน้ำ สะท้อนแสงจันทร์รำไร เกิดเป็นผลงานสร้างชื่ออย่าง Reflections on the Thames (1880) และ Nightfall on the Thames (1880) ถ่ายทอดบรรยากาศเงียบเหงาและเฉาชื้นของเมืองอุตสาหกรรมในยุควิคตอเรียนได้เป็นอย่างดี

แม้จะประสบความสำเร็จในฐานะศิลปิน ลูกค้า ผู้อุปภัมถ์ต่างชื่นชอบผลงานของเขา แต่ศิลปินด้วยกันบางส่วน เกิดข้อกังขาในเทคนิคที่เขาใช้กล้องรูเข็มฉายภาพลงบนผ้าใบก่อนวาด ว่าสิ่งนี้มันนับว่าล้ำสมัยก็ได้ แต่อีกแง่ก็ถูกกังขาว่าโกงหรือเปล่า นักวิจารณ์หลายคนเชื่อว่าเขาใช้เทคนิคนี้เพื่อทุ่นแรงในการวาดภาพ เนื่องจากเขาไม่ได้เรียนศิลปะตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน มีเพียงพรแสวงขับเคลื่อนเท่านั้น จึงอาจบกพร่องทักษะบางอย่างไปบ้าง จำต้องหาอะไรเข้ามาทดแทน
กริมชอว์เริ่มชีวิตศิลปินช้ากว่าคนอื่นเสียหน่อย ทำให้เขาขยันขันแข็งผลิตผลงานและชื่อเสียงตลอดเท่าที่ยังมีแรงไหว จนเขามีผลงานมากพอจะทิ้งไว้เป็นมรดกให้คนข้างหลัง เมื่อเขาจากไปในวัยเพียง 57 ปีในเมืองเดิมที่เขาเกิด เติบโต และใช้มาทั้งชีวิต
แสงจันทร์อันน่าหลงใหลของกริมชอว์ สะท้อนจากยุควิคตอเรียนถึงยุคปัจจุบัน แสงนุ่มละมุนนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงฉากเดียว แต่ประทับลงไปในความทรงจำตลอดทั้งช่วงชีวิตในลีดส์
อ้างอิงจาก