เป็นอีกปีที่ทีมชาติไทยพลาดตั๋วไปบอลโลกอย่างน่าเสียดาย เมื่อการคัดเลือกรอบที่สองฝั่งเอเชีย ไทยมีคะแนนเสมอกันกับจีนแต่กลับไม่ได้ไปต่อเพราะกติกามินิลีก (Head-to-Head)
แต่สังเกตกันไหมว่าปีนี้มีประเทศชื่อแปลกตา 2 แห่งเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย หนึ่งคือกูราเซา (Curaçao) ประเทศบนเกาะทะเลแคริบเบียนซึ่งมีประชากรไม่ถึงสองแสนคน และสองคือเคปเวิร์ด (Cape Verde) ประเทศเกาะอีกแห่งนอกชายฝั่งแอฟริกาตะวันตกที่สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเข้ารอบเป็นครั้งแรก สองประเทศนี้เล็กกว่าไทยมากๆ จนชวนให้สงสัยว่าพวกเขามีเคล็ดลับอะไรจึงสามารถส่งทีมฟุตบอลเข้าไปแข่งขันในสนามบอลโลกได้สำเร็จ
ในฐานะนักการเงินที่ไม่คุ้นเคยกับแวดวงกีฬาใดๆ ผู้เขียนก็จนปัญหาจะให้คำตอบ จนกระทั่งได้มาเจอกับบทความชิ้นหนึ่งที่ชื่อว่า How to win the World Cup ในหนังสือพิมพ์ The Economist จึงได้เจอกับทางสว่างเพราะความจริงแล้วเราก็สามารถหาคำตอบด้วยวิธีสุดยอดเนิร์ดสถิติอย่างสมการเส้นตรงที่เรียบง่ายโดยการใช้คะแนนทีมชาติตามระบบ Elo ที่คิดค้นโดย ดร. อาร์พาด อีโล (Dr. Arpad Elo) และใช้กันอย่างแพร่หลายในแวดวงหมากรุก คะแนนดังกล่าวจะคำนึงถึงความเก่งกาจของคู่แข่งจึงน่าเชื่อถือกว่าการจัดลำดับตามผลการแข่งขัน เพราะบางทีมอาจดวงดีจับสลากไปเจอกับสายอ่อน หรือแมตช์นั้นผู้รักษาประตูเกิดองค์ประทับจนเหนียวสุดๆ
เอาล่ะครับ มาดูกันดีกว่าว่าปัจจัยไหนจะพาประเทศไทยไปให้ถึงบอลโลก!
รวยกว่าย่อมเก่งกว่า!
แน่นอนว่าประเทศที่ร่ำรวยย่อมมีงบประมาณสนับสนุนทั้งสโมสร สนามกีฬา และที่สำคัญคือโค้ชอย่างมหาศาล ประเทศไทยถือเป็นประเทศรายได้ปานกลางค่อนไปทางสูง ซึ่งถ้าเทียบกับค่าความสามารถของทีมไทยตาม Elo ก็นับว่าไม่แย่ แต่จะเห็นว่ายังห่างไกลจากกลุ่มผู้นำที่มีรายได้ใกล้เคียงกันอย่างบราซิลหรืออาร์เจนตินา ที่น่าสนใจคือกลุ่มประเทศร่ำรวยมหาศาลอย่างกลุ่มตะวันออกกลางหรือสิงคโปร์เองก็ห่างไกลจากผู้นำกลุ่ม สะท้อนให้เห็นว่าเงินเป็นเรื่องสำคัญ แต่หากไม่นำมาลงทุนอย่างจริงจังหรือตัดสินใจแบบผิดที่ผิดทางก็พังได้เช่นกัน

กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่า Elo เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 และจีดีพีต่อหัว (พันดอลลาร์สหรัฐฯ) ในรูป Log จากฐานข้อมูลธนาคารโลก
ประชากรเยอะกว่าก็ตัวเลือกมากกว่า!
ถึงอย่างนั้นรวยอย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะการมีประชากรจำนวนมากกว่าก็เท่ากับมีโอกาสที่จะได้พบนักกีฬาเปี่ยมพรสวรรค์มากกว่าเช่นกัน ประเทศไทยมีประชากรราว 70 ล้านคนซึ่งมากกว่าประเทศแนวหน้าของแวดวงฟุตบอลในสหภาพยุโรป แบบจำลองทางสถิติบอกเราว่าจำนวนประชากรสร้างข้อได้เปรียบก็จริง แต่ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนและอินเดียที่มีประชากรนับพันล้านคนก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ดังนั้นประชากรจำนวนมหาศาลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องมีระบบบางอย่างที่ให้เหล่านักกีฬาเปี่ยมพรสวรรค์ได้เปล่งประกาย

กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่า Elo เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 และจำนวนประชากร (ล้านคน) ในรูป Log จากฐานข้อมูลธนาคารโลก
สูงกว่าได้เปรียบ!
แม้ว่าความมั่งคั่งกับจำนวนประชากรของไทยอาจจะพอถูไถ แต่หากเจาะจงไปในเรื่องความสูงนั้น ชายไทยเสียเปรียบอย่างชัดเจน จากสถิติพบว่าชายไทยสูงเฉลี่ยประมาณ 170 เซนติเมตร ขณะที่ประเทศแนวหน้ากีฬาฟุตบอลมักจะมีส่วนสูงเฉลี่ยมากกว่า 175 เซนติเมตร ส่วนสูงนี้เองที่ทำให้เรารวมถึงประเทศในแถบเอเชียเสียเปรียบเมื่อต้องแย่งลูกกลางอากาศรวมถึงความเร็วในการวิ่ง ข่าวร้ายสำหรับประเทศไทยที่ตั้งเป้าว่าในปีนี้ชายไทยอายุ 19 ปีจะต้องสูงอย่างน้อย 175 เซนติเมตร แต่ในความเป็นจริงความสูงเฉลี่ยกลับอยู่ที่ 167 เซนติเมตรเท่านั้น! หากไทยเรายังไม่จริงจังกับโภชนาการเด็ก ฝันที่จะได้ไปบอลโลกก็อาจยิ่งขยับไปไกลเกินเอื้อม

กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่า Elo เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 และส่วนสูงของประชากรชายเฉลี่ย (เซนติเมตร) จาก World Population Review
หัวใจอาจอยู่ที่ภูมิศาสตร์!
สำหรับคอบอลคงไม่แปลกใจนักหากการวิเคราะห์ทางสถิติจะสรุปว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อค่า Elo ของแต่ละประเทศมากที่สุดคือที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ หากแบ่งตามสมาพันธ์ฟุตบอลแล้ว กลุ่มประเทศแถบอเมริกาใต้ที่อยู่ภายใต้สมาพันธ์ CONMEBOL (ค่า Elo เฉลี่ย 1841) และกลุ่มสหภาพยุโรปที่อยู่ภายใต้สมาพันธ์ UEFA (ค่า Elo เฉลี่ย 1656) ทิ้งห่างกลุ่มอื่นๆ ไปแบบไม่เห็นฝุ่น ขณะที่สมาพันธ์ฟุตบอลเอเชียหรือ AFC ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิกอยู่นั้นค่าเฉลี่ย Elo อยู่ที่ 1244 เกือบท้ายตาราง แม้ไทยจะเป็นผู้นำในกลุ่มดังกล่าวแต่ก็ยังนับว่าห่างชั้นจากสมาพันธ์แถวหน้าของโลก
ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์นี้ไม่ได้สะท้อนเชื้อชาติหรือสภาพอากาศ แต่ฉายให้เห็นภาพความเข้มข้นของวัฒนธรรมกีฬาฟุตบอลว่าหยั่งรากลึกเพียงใด และกลุ่มประเทศเหล่านั้นให้ความสำคัญกับกีฬาชนิดนี้มากน้อยขนาดไหน ความนิยมย่อมนำพามาซึ่งการแข่งขันที่เข้มข้นและเม็ดเงินลงทุนมูลค่ามหาศาล จึงไม่น่าแปลกใจนักที่ประเทศเหล่านี้จะมีโครงสร้างด้านกีฬาฟุตบอลที่แข็งแกร่ง รวมถึงทุนมนุษย์อย่างจำนวนโค้ชที่ผ่านการรับรองจากสมาพันธ์จำนวนมาก

แผนภาพแสดงค่า Elo เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 เฉลี่ยแบ่งตามสมาพันธ์ฟุตบอลแต่ละภูมิภาค
แล้วทำอย่างไร ทีมไทยถึงจะได้ไปบอลโลก
โจทย์นี้ยากพอๆ กับคำถามที่ว่าทำอย่างไรให้ประเทศไทยดิ้นหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางแล้วก้าวสู่ประเทศรายได้สูงเสียที แต่โชคดีที่หลายๆ ประเทศเองก็พยายามเหมือนกับเรา ผู้เขียนเลยขอหยิบบางประเทศที่ทำสำเร็จมาเป็นกรณีศึกษา
ประเทศแรกยึดแนวทางช้าๆ ได้พร้าเล่มงามด้วยการตั้ง ‘วิสัยทัศน์ 100 ปี’ ตั้งแต่ปี 1992 วางรากฐานระบบสโมสร จัดตั้งศูนย์ฝึกเยาวชน รวมถึงการศึกษาและนำเข้าเทคนิคจากเวทีโลกมาใช้อย่างมุ่งมั่น ระบบทั้งหมดนี้ผลักดันให้ญี่ปุ่นสามารถเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรกในปี 1998 และไม่เคยพลาดโอกาสสักครั้งนับแต่นั้นเป็นต้นมา พร้อมแสดงฝีมืออย่างโดดเด่นด้วยการเอาชนะทั้งเยอรมนีและสเปนมาแล้ว

ขณะที่อีกหลายประเทศเลือกใช้ ‘ทางลัด’ ด้วยการนำเข้าเหล่านักเตะพลัดถิ่น (diaspora) ที่เติบโตและฝึกฝนในต่างแดนแต่มีสิทธิ์เล่นให้ทีมชาติอื่นได้ผ่านการพิสูจน์เชื้อสายหรือรากเหง้าของบรรพบุรุษ นี่คือกลยุทธ์สำคัญที่พาทั้งประเทศกูราเซา (นักเตะพลัดถิ่น 96 เปอร์เซ็นต์) และเคปเวิร์ด (นักเตะพลัดถิ่น 62 เปอร์เซ็นต์) มีโอกาสโลดแล่นในเวทีฟุตบอลโลก เทรนด์นี้นับว่าน่าจับตามองอย่างยิ่งเพราะนับว่าสัดส่วนนักเตะพลัดถิ่นมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ฟีฟ่าเองก็ยังมีรายงานระบุว่าทีมที่มีนักเตะที่เกิดในต่างแดนจะมีโอกาสทะลุเข้ารอบที่ลึกกว่า
หลายประเทศในแถบอาเซียนเองก็เดินหน้าดึงดูดนักเตะพลัดถิ่นมาร่วมทีม โดยสองชาติที่นับว่าน่าสนใจคืออินโดนีเซียที่ทำผลงานในรอบนี้ได้โดดเด่นจนค่า Elo กระโดดขึ้นมาอย่างรวดเร็วจากการนำเข้านักเตะจำนวนมากจากประเทศชั้นนำด้านฟุตบอลอย่างเนเธอร์แลนด์ หรือเวียดนามเองที่เลือกใช้วิธีผสมผสานทั้งการพัฒนานักเตะในประเทศและนำเข้านักเตะพลัดถิ่นที่เป็นดาวเด่นจากต่างประเทศ โดยทั้งสองประเทศนี้เริ่มมีค่า Elo ขยับเข้าใกล้จนหายใจรดต้นคอประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งนับว่าน่าสนุกไม่น้อยเพราะแรงกระตุ้นดังกล่าวอาจทำให้แวดวงฟุตบอลไทยคึกคักยิ่งขึ้นตามสไตล์ ‘เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้’
อ่านถึงตรงนี้ ผมว่าพวกเรากระทำความเนิร์ดกันมาแบบพอหอมปากหอมคอ สุดท้ายแล้วฟุตบอลก็ยังเป็นเกมของลูกบอลกลมๆ ที่อะไรก็เกิดขึ้นได้ ตัวเลข สถิติ และกรณีศึกษาก็อาจบอกเราได้บ้างว่าควรต้องทำอะไร แต่การลงมือทำจริงย่อมไม่ง่ายเหมือนเขียนในบทความ เอาเป็นว่าปีนี้ขอให้ทุกท่านเชียร์ทีมที่รักกันอย่างสนุกสนาน แล้วอีก 4 ปีค่อยมาร่วมลุ้นกันว่าเราจะได้มีโอกาสเชียร์ทีมไทยในเวทีบอลโลกกันหรือเปล่า
อ้างอิงจาก