“ไอ้เรามันก็หน้าตาดีใช่ย่อยนะเนี่ย”
เสียงพูดกับตัวเองดังลั่นอยู่ในหัว ขณะกำลังส่องกระจกพิจารณาใบหน้าตัวเองอย่างละเอียดถี่ถ้วน สังเกตคิ้วที่เรียงกันเป็นเส้น ดวงตากลมโต จมูกที่โดดเด่นเป็นสัน และถึงแม้จะไม่ชอบริมฝีปากตัวเองบ้าง แต่อย่างไรเสีย ภาพรวมก็ถือว่าดูดีใช่ได้
ทุกวันนี้การจะเห็นหน้าตาของตัวเองเป็นเรื่องง่ายแสนง่าย แค่หากระจกเงาสักบานมาส่อง ก็เห็นแล้วว่าหน้าตาของตัวเองเป็นแบบไหน แล้วเปลี่ยนไปในแต่ละวันอย่างไรบ้าง
ลองนึกในมุมกลับกัน หากวันนี้เราตื่นขึ้นมาในห้องที่ไร้กระจก ไม่มีแม้แต่วัตถุที่พอจะเป็นเงาสะท้อนให้เราเห็นหน้าตัวเองได้จะวุ่นวายแค่ไหนกัน เพราะกิจวัตรประจำวันของหลายคน ก็คงมีบ้างที่ตั้งแต่เช้าจรดเย็นจะต้องหากระจกส่อง เพื่อเช็คใบหน้าหรือเสื้อผ้าเสริมสร้างความมั่นใจอยู่ตลอด
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะส่องใบหน้าตัวเองด้วยเหตุผลอะไร ก็ดูเหมือนจะมีเส้นใยความสัมพันธ์บางอย่างที่เชื่อมระหว่างเรากับใบหน้าเข้าไว้ด้วยกันอยู่ The MATTER จึงอยากชวนทุกคนย้อนสำรวจว่า ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มนุษย์มีความสัมพันธ์กับใบหน้าของตัวเองอย่างไร และความหมายการใช้งานของ ‘ใบหน้า’ เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว

ทำความรู้จักใบหน้าของเรา
มีใครสงสัยมั้ย อารยธรรมมนุษย์หลายพันปีก่อนที่ยังไม่มีกระจกใช้กัน มนุษย์ใช้อะไรในการสำรวจหน้าตาตัวเองกัน? แน่นอนว่าพวกเขาคงต้องมองหาวัตถุอะไรสักอย่างที่สามารถสะท้อนเงาได้ คนสมัยก่อนจึงใช้สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุด อย่าง หินขัดเงา โลหะ สำริด และเงิน ซึ่งมักถูกนำมาทำเป็นอาวุธและข้าวของเครื่องใช้อยู่แล้ว ฉะนั้น จะเจียดสักก้อนสองก้อนมาใช้ส่องดูหน้าคร่าตาตัวเองบ้างคงพอจะได้
ด้วยความที่วัตถุสะท้อนเงาไม่ได้มอบภาพที่คมชัดมากนัก ดังนั้น หากจะบอกว่ามนุษย์ในช่วงก่อนประวัติศาสตร์อาจยังไม่ได้รู้จักใบหน้าตัวเองแบบ 100% ก็คงไม่ผิดเท่าไหร่นัก
นอกจากวัตถุสะท้อนเงาที่พอจะทำให้มนุษย์เริ่มสนใจใบหน้าของตัวเองแล้ว นับตั้งแต่อดีต มนุษย์ผูกผันกับศิลปะมาโดยตลอด นับเป็นหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่ทำให้มนุษย์เริ่มหมกมุ่นกับใบหน้า ซึ่งศิลปะส่วนใหญ่ก็ล้วนวนเวียนอยู่กับเรื่องรอบตัวเรา และใบหน้าก็คือหนึ่งในนั้น
เมื่ออารยธรรมเริ่มมีความซับซ้อนขึ้น ไม่ใช่แค่การออกไปล่าสัตว์หรือทำการเกษตร มนุษย์ก็เริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงในหลากหลายด้าน รวมถึงการใช้งานใบหน้าของพวกเขาเองด้วยเช่นกัน อย่าง ชาวเมโสโปเตเมียหรืออียิปต์โบราณมนุษย์เริ่มสร้างรูปเหมือนของกษัตริย์ นักบวช และเทพเจ้า โดยเน้นรายละเอียดบนใบหน้าสื่อถึงอำนาจ ความศักดิ์สิทธิ์ และสถานะทางสังคม ก่อนที่ในอารยธรรมกรีกและโรมัน ใบหน้าจะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยผู้นำหรือผู้ปกครองจะใส่ใบหน้าตัวเองลงในรูปปั้นหรือเหรียญเพื่อเผยแพร่ไปทั่วอาณาจักร
ทั้งนี้ มนุษย์ ศิลปะ และใบหน้า มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกันมากขึ้น ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) หรือราวๆ ศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา ศิลปินเริ่มมีการพัฒนาภาพเหมือน (Portraiture) ขึ้นมา เพื่อถ่ายทอดใบหน้าของผู้คนในยุคสมัยนั้น และในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยายังได้รับอิทธิพลจากแนวคิดมนุษยนิยม (Humanism) อันเป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าและความเป็นมนุษย์ ส่งผลให้ใบหน้ากลายเป็นภาพสะท้อนถึงอัตลักษณ์ บุคลิก และตัวตนของแต่ละบุคคล โดยการพยายามจับอารมณ์ ความรู้สึก ตลอดจนบุคลิกรวมเอาไว้ในภาพเดียว
เมื่อว่าด้วยเรื่องศิลปะ ก็ย่อมต้องมีเรื่องของความสวยความงามเข้ามาเอี่ยว ผู้คนเองก็เริ่มมีทัศนคติบางอย่างเกี่ยวกับใบหน้า ซึ่งสะท้อนออกมาผ่านภาพเหมือนด้วยเช่นกัน อย่าง ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ภาพเหมือนของผู้หญิง มักจะวาดให้หน้าผากกว้างเป็นพิเศษ เนื่องจาก การมีหน้าผากกว้างถือเป็นสัญลักษณ์ของความงาม โดยมักถอนขนบริเวณหน้าผากและคิ้ว เผื่อให้หน้าผากดูใหญ่ขึ้นด้วย
ถึงแม้มาตรฐานความงาม (Beauty Standard) จะมีอยู่มาตั้งแต่ตอนที่มนุษย์เริ่มนิยามเรื่องความสวยความงาม แต่การให้ความสนใจกับใบหน้าตัวเองมากขึ้นนี้ ก็ย่อมทำให้มาตรฐานความงามกลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับทุกสัดส่วนของร่างกาย และมาตรฐานนี้ก็จะกระทำต่อความสัมพันธ์ระหว่างเรากับใบหน้าเพิ่มขึ้นตามไปในแต่ละยุคสมัย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราวๆ ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา เทคโนโลยีการผลิตกระจกเริ่มพัฒนาขึ้น และค่อยๆ แพร่หลายเข้าสู่บ้านเรือนของผู้คน ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับใบหน้าเริ่มเปลี่ยนไป เพราะเราสามารถเห็นใบหน้าของตัวเองได้ชัดขึ้น ทั้ง ร่องรอย รายละเอียด หรือกระทั่งตำหนิต่างๆ จึงเริ่มทำให้มนุษย์รับรู้ถึงความเป็นจริงบนใบหน้า อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนใบหน้าของตัวเอง และนำไปสู่การสร้างคุณค่าบางอย่างต่อไปในอนาคต
ถึงอย่างนั้น กระจกก็ทำให้เราเห็นหน้าตาตัวเองได้แค่ตอนที่เราส่อง แต่ ‘ภาพถ่าย’ กลับสามารถบันทึกหน้าตาของเรา ณ ช่วงเวลานั้น เก็บไว้ไปได้อีกนานเท่านาน เมื่อเทคโนโลยีการถ่ายภาพถูกพัฒนาขึ้นมา ก็นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในความสัมพันธ์ของมนุษย์กับใบหน้า เพราะใบหน้าไม่ได้เป็นเพียงภาพสะท้อนที่หายไปเมื่อเราละสายตาจากกระจกอีก แต่กลายเป็นภาพที่สามารถเก็บรักษา ผลิตซ้ำ และส่งต่อให้ผู้อื่นได้
ด้วยเหตุนี้ใบหน้าจึงเริ่มไม่ใช่เรื่องเฉพาะของบุคคล จึงไม่ผิดนัก หากจะบอกว่าการถือกำเนิดขึ้นของภาพถ่ายคือจุดเริ่มต้นของการทำให้ใบหน้าของเรากลายเป็นสาธารณะอย่างแท้จริง
แล้วยิ่งในศตวรรษที่ 20 ยุคสมัยที่สื่อมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของผู้คน ใบหน้าก็กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำหรับประกอบสร้างอิทธิพลขึ้นมาอย่าง เหล่าคนดังหรือผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ที่ใช้การแสดงออกทางสีหน้าด้วยท่าทางบางอย่าง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ ตลอดจนสื่อสารข้อความออกไปหาผู้ที่ได้เห็นใบหน้านั้น
หน้าที่ของใบหน้าเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง เมื่อโลกเริ่มเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์คือหัวใจสำคัญของทุกสิ่ง จากเดิมที่ใบหน้าเป็นแค่เครื่องมือ ‘แสดง’ ตัวตน เริ่มกลับกลายเป็นเครื่องมือ ‘ยืนยัน’ ตัวตน ในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ เช่น การแสกนหน้าเข้าโทรศัพท์ของตัวเอง การเช็กอินที่สนามบิน ตลอดจนการเข้ารับบริการต่างๆ
ทว่าการมาอยู่ของเทคโนโลยีนี้ กลับมาสู่การตั้งคำถามถึงด้านจริยธรรมอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัว (Privacy) และ การเฝ้าระวัง (Surveillance) เนื่องจากรัฐบาลและบริษัทเอกชนต่างมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลชีวเมตริกซ์ (Biometric Data) หมายถึง ข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจวัด ลักษณะเด่นทางกายภาพ หรือทางพฤติกรรม ของแต่ละบุคคล ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำใคร ไม่สามารถปลอมแปลงหรือลอกเลียนแบบได้ง่าย เพื่อใช้ในการระบุและยืนยันตัวตน ซึ่งนำไปสู่ข้อถกเถียงว่า เทคโนโลยีนี้ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับชีวิต หรือกำลังทำให้ใบหน้าของเรากลายเป็นข้อมูลที่ถูกติดตามและควบคุมได้มากขึ้นกันแน่
นับตั้งแต่อดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับใบหน้าของตัวเองมาตลอด เพียงแต่วิธีการใช้งานใบหน้าของเราเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและสังคมรอบข้าง จากสิ่งที่เคยเป็นแค่ส่วนหนึ่งบนร่างกาย สู่การสะท้อนตัวตนบางอย่าง ตลอดจนเป็นสิ่งที่ทำให้คนอื่นรับรู้ว่าเราเป็นเราจริงหรือไม่

สิ่งที่ทุนนิยมกระทำกับใบหน้าเรา
เมื่อใบหน้าที่เคยเป็นเพียงเรื่องส่วนตัวค่อยๆ กลายเป็นสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของผู้คนมากขึ้น ก็เริ่มถูกใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินคุณค่า ตัวตน และภาพลักษณ์ของแต่ละบุคคลไปพร้อมกัน
เหมือนที่กล่าวไปข้างต้นว่า มาตรฐานความงามเป็นสิ่งที่อยู่ควบคู่กับมนุษย์มาโดยตลอด นับตั้งแต่ที่นิยามเรื่องความงามถูกนำมาใช้ในสังคม มาตรฐานนี้ถูกใช้สำหรับสร้างหรือลดทอนคุณค่าของผู้คนมาโดยตลอด เพียงแค่เปลี่ยนแปลงเส้นมาตรฐานไปตามยุคสมัยเท่านั้น เพราะเมื่อเราเริ่มมองเห็นใบหน้าของตัวเอง ก็ทำให้เกิดการประเมินคุณค่าส่วนบุคคล แถมยิ่งได้เห็นคนอื่นๆ ในสังคมด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้เกิดการเปรียบเทียบ จนเกิดการสร้างคุณค่าผ่านใบหน้าของมนุษย์มากขึ้น
หนึ่งในหลักฐานชิ้นสำคัญที่บ่งชี้ให้เรารู้ว่า มาตรฐานความงามเติบโตขึ้นมาพร้อมกับการประเมินคุณค่าของมนุษย์ผ่านใบหน้า คือการเฟื่องฟูขึ้นเรื่อยๆ ของอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ซึ่งแม้เครื่องสำอางจะมีมาอย่างยาวนานนับพันปีแล้ว แต่การผลิตเชิงพาณิชย์ครั้งใหญ่ ก็เริ่มเกิดขึ้นหลังจากที่กระจกเริ่มเข้าสู่ครัวเรือนได้ไม่นานนี้เอง ตัวอย่างที่คงจะเห็นชัดเจนถึงความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมนี้ คงจะเป็น เมื่อ ยูจีน ริมเมล (Eugène Rimmel) นักธุรกิจชาวอังกฤษ ผู้ผลิตมาสคาราแบบจำหน่ายเชิงพาณิชย์จำนวนมากครั้งแรกที่เปิดให้ผู้คนได้ซื้อผ่านแคตตาล็อกทางไปรษณีย์ รวมถึงเครื่องสำอางแบรนด์ดังที่มีชื่อมาจนถึงปัจจุบัน อย่าง ‘เกอร์แลง’ (Guerlain) ที่เกิดขึ้นมาจาก ปีแอร์ ฟรองซัวส์ ปาสคาล เกอร์แลง (Pierre-François-Pascal Guerlain) ในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่มีทั้งกระจกและภาพถ่ายเกิดขึ้นแล้วด้วยเช่นกัน โดย ปิแอร์ เกอร์แลง และแบรนด์ ประสบความสำเร็จจนถึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดหาเครื่องสำอางแก่ จักรพรรดินีเออเชนี (Eugénie de Montijo) พระมเหสีของ จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 (Napoleon III) เลยทีเดียว
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ได้มีเพียงอุตสาหกรรมความงามเท่านั้น แต่รวมถึงวิธีคิดที่ผู้คนมีต่อใบหน้าของตัวเองด้วย เพราะเมื่อเครื่องสำอาง ศัลยกรรม และหัตถการ กลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่ายขึ้น ใบหน้าจึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งที่สามารถปรับแต่ง พัฒนา และเปลี่ยนแปลงได้อยู่เสมอ
ภายใต้ ‘ระบบทุนนิยม’ ซึ่งเป็นระบบแนวคิดทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองสำคัญที่ครอบคลุมโลกส่วนใหญ่อยู่ในเวลานี้ ความสัมพันธ์ระหว่างความงาม ใบหน้า และการประเมินคุณค่าตัวเอง ยิ่งแนบแน่นกันมากขึ้น เพราะระบบทุนนิยมมักสร้างความต้องการใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ เมื่อใบหน้ากลายเป็นสิ่งที่สามารถทำให้ดีขึ้นได้ ตลาดก็พร้อมจะนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการนานาชนิดเพื่อผลักดันให้ผู้คนไล่ตามใบหน้าในอุดมคติที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ในขณะเดียวกัน ระบบทุนนิยมเองก็ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นสินค้าที่ดำเนินไปตามกลไกลตลาด ซึ่งใบหน้าของมนุษย์ก็ดูเหมือนจะตกเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้ด้วย เห็นได้ชัดเจนจาก การเติบโตขึ้นอุตสาหกรรมความงามทั้งที่เรายกมาเป็นตัวอย่างก่อนหน้านี้ หรือแม้แต่ภาพของอุตสาหกรรมในปัจจุบันที่มักนำเสนอทางเลือกในการปรับปรุงใบหน้าให้เข้าใกล้มาตรฐานความงามที่สังคมยอมรับมากขึ้น
จึงอาจกล่าวได้ว่า มาตรฐานความงามที่เติบโตขึ้นภายใต้ระบบทุนนิยมมีส่วนทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกไม่พึงพอใจกับใบหน้าที่ตัวเองมี เพราะเมื่อมนุษย์เริ่มมองเห็นและประเมินคุณค่าของตัวเองผ่านใบหน้าแล้ว การประเมินนั้นก็ดูเหมือนจะไม่เคยหยุดลง อีกทั้งระบบทุนนิยมยังนำเสนอสินค้าและบริการที่สัญญาว่าจะช่วยให้เราเข้าใกล้มาตรฐานความงามมากขึ้น จนเกิดเป็นวัฏจักรที่ผู้คนพยายามปรับเปลี่ยนใบหน้าของตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อไล่ตามอุดมคติที่เลื่อนไหลไปตามมาตรฐานของสังคมอยู่เสมอ
แม้ทุกวันนี้ ทุนนิยมจะกระทำต่อใบหน้าเราเสมือนเป็นสินค้าชิ้นหนึ่ง แต่ก็เป็นหลักฐานที่บอกเราได้ว่า มนุษย์ใช้งานใบหน้าของตัวเองอย่างไรนับตั้งแต่อดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แถมยังช่วยยืนยันได้อีกว่า มนุษย์ไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่สร้างความสัมพันธ์กับใบหน้าตัวเอง หากยังมีสังคมโดยรอบที่ช่วยกำหนดกรอบความสัมพันธ์นี้ไปพร้อมกันด้วย
อ้างอิงจาก