“น้องฝากส่งงานให้พี่หน่อย ตอนนี้เลย พี่จะทำต่อให้เสร็จคืนนี้”
ทุกคนเคยมีเพื่อนร่วมงานที่ขยันเกินเหตุไหม ทำงานดึกดื่นแทบทุกวัน ถ้าเขาอยากโปรดักทีฟเองคนเดียว เราก็คงไม่ว่าอะไร แต่ความขยันเขาดันซวยมาถึงเราด้วยนี่สิ ทั้งมาเร่งเร้าให้เราส่งงานให้ตอนกลางคืน หรือโทรมาคุยเรื่องงานตอนเราใกล้จะนอน อยากบอกให้เพื่อนร่วมงานคนนั้นให้รู้จังว่า ตอนนี้มันเลิกงานแล้ว!
ใครที่มีเพื่อนร่วมงานขยัน แถมชอบเผื่อแผ่ความขยันมาให้เรา ก็คงเคยประสบกับปัญหานี้ ลองย้อนมามองตัวเอง เราก็ไม่ได้ขี้เกียจหรือทำงานแย่ แต่อีกฝ่ายต่างหากที่ขยันทำงานเกินไป และพอมีคนทำเกินไป 300% ไอ้เราที่ทำ 100% ก็เลยโดนเปรียบเทียบไปโดยปริยาย
แล้วการทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานขยัน 300% แบบนี้มันไม่ดีต่อตัวเราขนาดไหนกัน?

เพื่อนร่วมงานขยัน อาจทำให้เราเครียด
มองเผินๆ การมีเพื่อนร่วมงานขยันคงเป็นเรื่องดีไม่น้อย เพราะมันช่วยให้งานเดินไปข้างหน้าได้เร็ว แถมงานเสร็จไวขึ้น แต่ถ้าเขาหยุดไว้แค่ตัวเองก็คงดี เพราะในความเป็นจริง มีเพื่อนร่วมงานแสนขยันอีกหลายคน อยากพยายามเปลี่ยนให้คนรอบข้างขยันตามไปด้วย โดยที่พวกเขาเหล่านั้นอาจไม่ได้อยากขยันเท่าด้วยซ้ำ
การต้องทำงานกับคนที่ขยันเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อเราในฐานะเพื่อนร่วมงานได้ด้วยเช่นกัน โดยงานศึกษาเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันคนที่เสพติดงานมากเกินไป จาก Journal of Behavioral Addictions เก็บข้อมูลจากพนักงานกว่า 33,000 คน ใน 85 วัฒนธรรมทั่วโลก พบว่า การทำงานกับคนประเภทนี้ มีแนวโน้มจะทำให้เราประสบปัญหาสุขภาพจิตในที่ทำงานสูงขึ้น เฉพาะยิ่งกับภาวะเครียดจากงาน แถมคนที่ทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่รายล้อมไปด้วยคนทำงานหนักเกินไป ยังมีแนวโน้มที่จะมีความพึงพอใจในงานลดลงอีกด้วย
แค่งานกองใหญ่ที่วางอยู่ตรงหน้าก็ทำให้เราเครียดมากพออยู่แล้ว ยิ่งต้องทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานประเภทนี้เข้าไปอีก ความเครียดก็ยิ่งทวีคูณขึ้น เพราะสิ่งที่เรากำลังเผชิญไม่ใช่แค่ปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น แต่คือมาตรฐานการทำงานที่ค่อยๆ ถูกยกระดับโดยไม่รู้ตัว เช่น เมื่ออีกฝ่ายทักมาคุยเรื่องงานตอนดึก เราอาจจำใจต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตอบ ทั้งที่จริงๆ ควรเป็นเวลาพักผ่อน และเมื่อเราตอบไปครั้งหนึ่ง มันก็มักจะนำไปสู่ครั้งถัดๆ ไป จนสุดท้ายการทำงานนอกเวลาค่อยๆ กลายเป็นเรื่องปกติ ทิ้งเราไว้กับความเครียดสะสมจากการที่เราแทบไม่มีช่วงเวลาได้หยุดพักอย่างแท้จริง
พอเราทำงานตามมาตรฐานของเขา ก็จะเข้าสู่อีกผลกระทบตามที่งานศึกษาข้างต้นได้กล่าวเอาไว้ว่า การทำงานร่วมกับคนที่บ้างานเกินไป ก็อาจทำให้เราบ้างานตามไปด้วย อย่างในกรณีเดียวกัน หากเราต้องตอบข้อความเรื่องงานเขาตลอดจนเป็นปกติ เราก็จะรู้สึกเหมือนตัวเองต้องทำงานให้เสร็จ พฤติกรรมที่เราทำเล็กน้อยแค่นี้นี่แหละ ที่เปลี่ยนตัวเราไปโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเรากลายเป็นคนบ้างาน ต้องทำให้ทันมาตรฐานของอีกฝ่าย ก็อาจทำให้เราเป็นคนโปรดักทีฟที่เป็นพิษ (Toxic Productivity) โดยไม่รู้ตัว โดยภาวะนี้คือ ภาวะที่เรารู้สึกว่าตัวเองต้องมีประสิทธิภาพตลอดเวลา จนไม่สามารถปล่อยให้ตัวเองพักได้อย่างสบายใจ ต่อให้ไม่มีงานเร่งด่วน ก็ยังรู้สึกผิดถ้าไม่ได้ทำอะไรบางอย่างให้เกิดประโยชน์ กลายเป็นว่าการพักผ่อนถูกมองว่าเป็นความขี้เกียจ และคุณค่าของตัวเองถูกผูกไว้กับปริมาณงานที่ทำได้มากแค่ไหน ในระยะยาว ภาวะแบบนี้อาจทำให้เราเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ สูญเสียสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน และที่สำคัญคือเริ่มมองไม่ออกแล้วว่าเราทำงานเพราะอยากทำหรือทำเพราะรู้สึกว่าต้องทำตลอดเวลากันแน่
เมื่ออีกฝ่ายขยันเกินไป ก็เหมือนเป็นแรงกดดันที่เราต้องทำตาม เพราะหากไม่ทำตาม เราก็อาจถูกคนอื่นในที่ทำงาน หัวหน้างานมองว่าไม่ขยัน หรือทำให้เพื่อนไม่พอใจที่เราไม่สามารถทำงานสอดประสานไปกับเขาได้ในกรณีที่ต้องทำงานร่วมกัน ทั้งๆ ที่เราก็ทำงานตามไทม์ไลน์ได้ไม่มีบกพร่อก แค่ไม่ได้ทำเป็นบ้าเป็นหลัง อยู่โอทีดึกดื่น เสาร์อาทิตย์ยังไม่พักผ่อนเหมือนเพื่อนก็เท่านั้น

แล้วเราจะรับมือกับเพื่อนร่วมงานแบบนี้ได้ไงบ้าง
หากใครคิดว่า วิธีของเราจะช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเพื่อนร่วมงานได้ ก็ขอเบรกเอาไว้เสียก่อนเลย เพราะเราในฐานะเพื่อนร่วมงานอีกฝ่าย ก็คงไม่ได้มีหน้าที่หรืออำนาจใดๆ จะไปสั่งการให้ฝ่ายตรงข้ามปรับตัวให้สอดคล้องกับเราหรอก
ฉะนั้นแล้ว เมโลดี ไวลด์ดิง (Melody Wilding) โค้ชด้านการบริหาร จึงขอมาแนะนำวิธีที่เราในฐานะเพื่อนร่วมงานสามารถนำไปประยุกต์ใช้ เมื่อต้องทำงานกับคนที่ขยันเกินไป ดังนี้
อย่าเอาพฤติกรรมของคนอื่นมาโยงกับตัวเรา
เวลาเราเห็นใครทำงานหนักเกินไป บางคนก็อาจเผลอโยงมาเกี่ยวกับตัวเองโดยไม่รู้ตัว เช่น เราต้องทำงานให้ได้ขยันเท่าเขา หรือโปรดักทีฟมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเราอาจมองว่าสิ่งเรานี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง จนเผลอทำให้เรารู้สึกกดดันโดยไม่รู้ตัว เมโลดี ไวลด์ดิง แนะนำให้เรามองว่าสิ่งที่เขาทำอยู่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตัวเรา เขาอยากขยันก็ปล่อยเขาทำไป การไม่เอาพฤติกรรมคนอื่นมากดดันตัวเอง อาจช่วยลดความเครียดจากการทำงานร่วมกับเขาได้
ไม่ควรยกย่องการทำงานหนักเกินไป
ถ้าเขาตั้งใจทำงานและผลสำเร็จออกมาด้วยดีก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่หากต้องอดหลับอดนอน หรือนั่งทำงานทั้งวันทั้งคืน เพื่องานชิ้นนี้ การชมหรือยกย่องอีกฝ่ายในเรื่องของความทุ่มเท ก็อาจยิ่งตอกย้ำให้พฤติกรรมแบบนี้ถูกมองว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำ และวันหนึ่งเขาก็อาจจะนำไปพฤติกรรมนี้ไปใช้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น รวมถึงตัวเราต่อก็ได้
ยึดมั่นในมาตรฐานของตัวเอง
ถ้าเขาขยันก็ปล่อยเขาขยันไป เมโลดี ไวลด์ดิง แนะนำว่าเราไม่ควรหยิบเอามาตรฐานของเขามาชี้วัดตัวเรา หากเราทำงานเต็มร้อยแล้ว เราก็ควรยินดีกับตัวเองที่สามารถทำในส่วนนั้นได้ แต่หากอีกฝ่ายพยายามยัดเยียดมาตรฐานนั้นแก่เรา ก็ลองรับมือด้วยการไม่ทำตามความต้องการอีกฝ่าย เช่น ไม่รับสายตอนดึก ไม่ตอบแชตเรื่องงาน หรือแม้แต่ปิดแจ้งเตือนจากอีกฝ่ายไปเลยหลังเลิกงาน เพื่อให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่าเราสามารถทำงานด้วยได้ แต่ไม่สามารถทำงานบนมาตรฐานเดียวกับเขาได้
สื่อสารขอบเขตของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา
สิ่งสำคัญที่ เมโลดี ไวลด์ดิง เน้นยำที่สุดคือการกล้าปฏิเสธเพื่อนร่วมงานให้เป็น หากอีกฝ่ายร้องขออะไรที่เกิดขอบเขตการทำงานหรือไม่สมเหตุสมผลในมุมของเรา ก็ต้องกล้าที่จะปฏิเสธไปโดยตรง เช่น หากอีกฝ่ายขอให้ช่วยสรุปประชุมที่เพิ่งเสร็จก่อนเลิกงาน และขอให้ส่งภายในคืนนี้ เราก็ต้องแจ้งไปโดยตรงว่าเราไม่สามารถทำได้ แต่จะรีบสรุปให้ภายในเวลางานวันถัดไปแทน หากเรายอมทำครั้งแรก ก็จะมีครั้งถัดๆ ไปตามมาเสมอ
ท้ายสุดแล้ว การทำงานร่วมกับคนขยันก็อาจช่วยผลักดันให้เราขยันตามขึ้นได้ แต่ก็ต้องรู้ขอบเขตของตัวเองไม่ให้ขยันเกินไปจนกลายเป็นคนบ้างาน เพราะอย่างไรเสีย ก็เป็นตัวเราเองนี่แหละ ที่ต้องรับผลกระทบจากการขยันเกินไป
ทำงานส่วนของตัวเองให้เต็มที่ไม่ให้ใครมาว่าเราได้ ก็เพียงพอแล้ว
อ้างอิงจาก