ตื่นขึ้นมาท่ามกลางอากาศตอนเช้าที่แสนสดใส แสงแดดส่องรำไรถึงตรงระเบียง ถือเป็นฤกษ์งามยามดีสำหรับการเปิดออกไปรับชมวิวเมืองระดับพาโนราม่าของคอนโดสูง พร้อมฟังเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วต้อนรับวันใหม่
ลองนึกถึงสมัยก่อนที่ยังอาศัยอยู่หอพักใกล้ทางด่วน จะเปิดระเบียงทั้งวันแบบตอนอยู่คอนโดก็คงไม่ได้ ไหนจะเสียงรถราวิ่งไปมาขวักไขว่ เสียงทางด่วนสั่นสนั่นราวกับจะถล่ม หรือแม้แต่เสียงผู้คนคุยกันจ้อกแจ้กจอแจตั้งแต่เช้ายันเย็นไม่มีหยุดหย่อน แค่นึกถึงก็รู้สึกรำคาญ จนไม่เป็นอันทำอะไรแล้ว
แม้จะอาศัยอยู่เมืองเดียวกัน แต่เสียงที่ได้ยินดันต่างกันลิบ จะว่าด้วยเรื่องระดับความสูงก็เห็นจะไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะหลายครั้งคอนโดที่มีความสูงไม่มาก แต่อยู่คนละเขตของเมือง ก็ไม่ได้มีเสียงรบกวนมากมายเท่าอีกพื้นที่
เสียงที่เราได้ยินอาจบอกอะไรได้มากกว่าที่เราคิด เพราะแท้จริงแล้ว เสียง ไม่ใช่แค่สิ่งที่เรารับรู้ผ่านหู แต่ยังเป็นเส้นแบ่งกั้นมนุษย์เราให้ห่างกันได้ด้วย

เสียงในฐานะเส้นแบ่งคุณภาพชีวิตคน
มนุษย์เมืองทั้งหลายเคยสังเกตกันมั้ย แค่เดินอยู่คนละย่านของเมือง ความรู้สึกกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางพื้นที่มีเสียงรถราวิ่งกันไม่ขาดสาย บางย่านที่คนอยู่กันหนาแน่นก็มีเสียงพูดคุยโฉงเฉง จะแวะนั่งพักผ่อนที ก็คิดหนัก เพราะบ่อยครั้งเสียงเหล่านี้ก็รบกวนเรา จนรู้สึกหนวกหู อยากรีบหนีไปให้พ้นโดยเร็ว
แต่เมื่อเดินถัดไปอีกย่าน เสียงที่ควรดังกลับหายไป แม้กระทั่งสถานที่ส่วนรวม อย่าง สวนสาธารณะ ก็เงียบสงบ มีเพียงเสียงต้นไม้ที่พัดไหวไปตามแรงลม ถ้าถามถึงเสียงจากฝีมือมนุษย์ ก็เห็นจะมีเพียงเสียงพื้นรองเท้าที่กระทบกับทางวิ่งในสวนเท่านั้น
เสียง มักเป็นสิ่งที่หลายคนมองข้ามและไม่ได้ให้ความสำคัญ ทว่ามันกลับเป็นเครื่องแบ่งคุณภาพชีวิตของผู้คนได้เป็นอย่างดี เสียงบางแบบทำให้เมืองน่าอยู่ ชวนพักผ่อน และเปิดโอกาสให้ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ในทางกลับกัน เสียงอีกแบบกลับสร้างความรบกวนและบั่นทอนความเป็นอยู่ของผู้คนที่ต้องเผชิญกับเสียงเหล่านั้นทุกวัน
ไม่เกินจริงนัก หากจะบอกว่า ทุกวันนี้ ‘ความเงียบ’ เป็นเหมือนสินค้าหรูหราที่ยากจะเข้าถึง เพราะบ่อยครั้งเราต้องจ่ายเงิน เพื่อแลกกับการได้อยู่ในสถานที่ที่สงบและไม่มีเสียงรบกวน เช่น เวลาเราอยากนั่งเงียบๆ ท่ามกลางผู้คนที่พลุกพล่านในสนามบิน เราก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อเข้าไปนั่งในเลานจ์พิเศษ หรือกระทั่ง หูฟังตัดเสียงรบกวน ที่หากอยากได้คุณภาพดี ใส่แล้วไม่ได้ยินเสียงภายนอกเลย เราก็ต้องควักเงินจ่ายมากขึ้น
หลายคนก็อาจไม่ทันได้สังเกต ว่าความเงียบเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ยากกว่าสมัยก่อน และเมื่อมีเรื่องของราคาที่ต้องจ่าย ความเงียบจึงถูกผูกโยงเข้ากับสถานะและชนชั้นของมนุษย์ไปโดยปริยาย
ใครมีเงินมากก็มีสิทธิจะได้รับความสงบมาก ส่วนใครมีเงินน้อยก็ต้องทนฟังเสียงรบกวนไปไม่จบสิ้น
ความเงียบในมิติของเมืองเองก็เช่นกัน ถ้าอยากจะอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบ ไม่ต้องทนรำคาญเสียงมากมายรอบตัว ก็อาจต้องจ่ายเงินมากขึ้น งานสำรวจจาก University of California, Berkeley โดยนักวิจัยด้านสุขภาพสิ่งแวดล้อม ได้สำรวจความแตกต่างของระดับเสียงในแต่ละย่านของสหรัฐอเมริกา พบว่า ย่านที่มีรายได้ต่ำมีระดับเสียงดังสูงกว่าย่านคนรวยอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ย่านที่มีรายได้เฉลี่ยต่อปีต่ำกว่า 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ มีระดับเสียงดังกว่าย่านที่มีรายได้สูงกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีเกือบ 2 เดซิเบล
ส่วนเหตุผลว่าทำไมย่านของคนมีรายได้น้อย ถึงต้องจมอยู่กับปัญหาด้านมลพิษทางเสียงมากกว่านั้น งานศึกษาจาก Brown University เกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติและการเมืองของความไม่เท่าเทียมทางสิ่งแวดล้อม อธิบายว่า การแบ่งแยกทำให้คนบางกลุ่มที่มีอำนาจผลักภาระสิ่งแวดล้อมไปให้คนอื่น เช่น การบังคับให้สร้างทางด่วนผ่านย่านคนจน คนเมืองจึงต้องเดินทางไกลขึ้น ใช้รถมากขึ้น นำไปสู่ปัญหาเสียงดังในย่านนั้นๆ
หนำซ้ำยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ร่วมสร้างผลกระทบเรื่องเสียงต่อย่านคนมีรายได้น้อยเพิ่มเติมด้วย ไม่ว่าจะเป็น ความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียมกันในแต่ละพื้นที่ คนในบางชุมชนขาดอำนาจและโอกาสในการมีส่วนร่วมต่อการตัดสินใจด้านการใช้ที่ดิน ตลอดจนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมไม่สามารถคุ้มครองชุมชนเปราะบางได้อย่างเพียงพอ ปัจจัยเหล่านี้จึงนำไปสู่ผลลัพธ์ อย่าง การตั้งโรงงานอุตสาหกรรม ทางด่วน สนามบิน หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ก่อให้เกิดเสียงดัง
นอกจากนี้ การที่บางพื้นที่ของเมื่อเมืองเต็มไปด้วยปัญหาเกี่ยวกับเสียง ก็อาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านสุขภาพโดยไม่รู้ตัวด้วย โดยองค์การอนามัยโลกจัดให้มลภาวะทางเสียง เป็นหนึ่งในความเสี่ยงด้านสุขภาพสิ่งแวดล้อมอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในเมือง การสัมผัสกับระดับเสียงสูงอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสในการเพิ่มความเครียด ความผิดปกติของการนอนหลับ ตลอดจนโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
ปัญหามลพิษทางเสียง จึงอาจไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ ที่แค่ปิดหน้าต่างหรือใส่หูฟังจะแก้ไขได้เพราะเป็นปัญหาระดับใหญ่ที่ต้องอาศัยการร่วมมือกันแก้ไขจากหลายๆ ภาคส่วน ดังนั้นแล้ว เสียงจึงไม่ใช่แค่เสียง แต่ยังทำหน้าที่เป็นม่านที่แบ่งกั้นคุณภาพชีวิตของผู้คนให้แตกต่างกันด้วย

Urban Soundscapes กับความสำคัญของเสียงในเมืองใหญ่
มาถึงตรงนี้ คงพอเห็นภาพกันแล้วว่า เสียง ที่หลายคนอาจมองข้ามหรือไม่เคยให้ความสำคัญนัก แท้จริงแล้วไม่ใช่เพียงความรำคาญในชีวิตประจำวัน แต่ยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกอยู่ในชีวิตของผู้คน
แล้วเราจะจัดการกับปัญหาเรื่องเสียงรบกวนในเมืองอย่างไรกันดี?
ก่อนจะตอบคำถามนี้ เราอยากให้ทุกคนมาทำความรู้จักกับคำว่า ‘Urban Soundscapes’ กันเล็กน้อย เพราะคำนี้จะช่วยให้เราเข้าใจความสำคัญและใส่ใจเรื่องเสียงในเมืองกันได้ดีขึ้น
เริ่มที่คำว่า Soundscape หรือ ‘ทัศนียภาพทางเสียง’ แนวคิดของ อาร์. เมอเรย์ ชาฟเฟอร์ (R. Murray Schafer) นักแต่งเพลงชาวแคนาดา ซึ่งหมายถึง สภาพแวดล้อมของเสียงทั้งหมดที่ห่อหุ้มเราอยู่ในพื้นที่หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเสียงจากธรรมชาติ เสียงของผู้คน หรือเสียงใดๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว เสียงเหล่านี้ไม่ได้ดำรงอยู่เพียงในฐานะคลื่นเสียงเท่านั้น หากยังทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการกำหนดบรรยากาศ ความรู้สึก และประสบการณ์ของผู้คนที่มีต่อสถานที่นั้นๆ ด้วย
เพราะฉะนั้น เมื่อนิยามของ Soundscape เป็นเช่นนี้ การเติม Urban เข้าไว้ด้านหน้า จึงหมายถึง ทัศนียภาพทางเสียงที่เกิดขึ้นในเมืองนั่นเอง
เหตุผลที่การทำความเข้าใจความหมายของ Urban Soundscapes ช่วยให้เรามองเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง ‘เสียง เมือง ผู้คน’ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก็เพราะเมื่อเรายอมรับว่าเสียงแวดล้อมมีพลังในการกำหนดอารมณ์ ความรู้สึก ตลอดจนสุขภาวะของผู้อยู่อาศัยตามนิยาม การออกแบบเมืองก็ไม่ควรมองข้ามมิติของเสียง แต่ควรนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมของเมืองที่เป็นมิตรและเอื้อต่อคุณภาพชีวิตของผู้คน
หลายเมืองทั่วโลกได้นำเอาความเข้าใจเรื่อง Urban Soundscapes มาเป็นตัวช่วยสำคัญในการพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ขึ้น เช่น บาร์เซโลน่า ที่นำหลักการดังกล่าวมาสร้างเขตพื้นที่ที่ลดการสัญจรของรถยนต์ที่วิ่งผ่านแหล่งที่อยู่อาศัย ส่งผลให้ถนนเงียบลงได้มากถึง 30% จนกลายเป็นพื้นที่สำหรับใช้สอยของชุมชน หรือในกรุงโซล ซึ่งใช้พื้นที่สีเขียว อย่าง ต้นไม้ พุ่งไม้ ร่วมกับการใช้หลังคาฉนวนดูดซับเสียง ในการป้องกันเสียงจากถนนใหญ่ไม่ให้รบกวนย่านที่พักอาศัย
นอกจากการที่หลายเมืองเริ่มหันมาออกแบบเมืองด้วยการยึดเรื่องเสียงเป็นองค์ประกอบสำคัญแล้ว ในระดับบุคคลเองก็ใส่ใจต่อเรื่องเสียงในเมืองกันเพิ่มขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น Urban Soundscapes of the World องค์กรที่ต้องการการสร้างฐานข้อมูลอ้างอิงตัวอย่างสภาพแวดล้อมทางเสียงในเมือง เพื่อใช้สำหรับเป็นต้นแบบและกรอบอ้างอิง ในการออกแบบสภาพแวดล้อมทางเสียงของเมืองในอนาคต ผ่านมุมมองที่ว่าเสียงเป็นส่วนสำคัญของการออกแบบเมือง ไม่ใช่แค่ปัญหาที่ต้องกำจัด
ไหนๆ เราก็พูดถึงปัญหาเรื่องเสียงกับเมืองแล้ว คงจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่แวะมาพูดถึงประเทศไทยเราบ้าง เพราะเราก็ประสบปัญหาเรื่องเสียงรบกวนไม่ต่างจากพื้นที่อื่นบนโลกเท่าไหร่นัก จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ ชี้ให้เห็นว่า 1 ใน 3 ของปัญหามลพิษที่ผู้คนร้องเรียนกันเข้ามามากที่สุดรองจากปัญหาเรื่อง กลิ่นเหม็นและปัญหาเรื่องฝุ่นนั้น ก็คือปัญหาสียงดังและเสียงรบกวน

ข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ แสดงให้เห็นว่ามลพิษทางเสียง ถือเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ที่คนไทยต้องเผชิญ ซึ่งเมืองหลวง อย่าง กรุงเทพมหานคร ยังเคยติดถึงอันดับ 9 ในการจัดอันดับเมืองเสียงดังที่สุดในโลก ด้วยระดับเสียงสูงถึง 99 เดซิเบล ซึ่งสูงกว่าระดับเสียงที่อนุญาตจากองค์การอนามัยโลก คือ 55 เดซิเบล สำหรับพื้นที่พักอาศัยกลางแจ้ง และ 70 เดซิเบล สำหรับพื้นที่เชิงพาณิชย์และพื้นที่ที่มีการจราจรติดขัด
แต่ก็ใช่ว่าภาครัฐของเราจะเมินเฉยต่อปัญหาเหล่านี้เสียเมื่อไหร่ ไม่กี่ปีที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้จัดทำแผนแม่บทจัดการมลพิษทางเสียงและความสั่นสะเทือน ระยะ 15 ปี (พ.ศ. 2566–2580) โดยครอบคลุม 8 ประเภทแหล่งกำเนิดเสียง ได้แก่ การขนส่งทางบก การขนส่งทางราง การขนส่งทางอากาศ การขนส่งทางน้ำ อุตสาหกรรม การก่อสร้าง กิจกรรมในชุมชน และกิจกรรมสันทนาการ
แม้เราจะไม่รู้ว่าแผนแม่แบบนี้จะสามารถจัดการกับปัญหามลพิษทางเสียงนี้ได้จริงหรือไม่ แต่การเริ่มมีหลายกลุ่มคนได้เห็นถึงปัญหาเกี่ยวกับเสียงและส่งต่อไปสู่ภาครัฐ แถมภาครัฐก็เริ่มใส่ใจเรื่องมลพิษทางเสียงกว่าแต่ก่อน ก็ถือเป็นนิมิตหมายอันดี ในการเปลี่ยนแปลงให้เมืองมีความน่าอยู่มากขึ้น
ท้ายสุดแล้ว ปัญหาเรื่องเสียงจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากเมืองไม่สามารถจัดการกับปัญหาเรื่องเสียงได้อย่างจริงจัง มันก็จะวกกลับมาสร้างผลกระทบต่อคุณภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในระยะยาว และเมื่อถึงเวลานั้น ปัญหาเรื่องนี้อาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยากจะแก้ไขได้
แล้วตอนที่อ่านบทความนี้อยู่ ได้ยินเสียงอะไรรอบตัวกันบ้าง?
อ้างอิงจาก