ในทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งต่างๆ ทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร หรือการเลือกตั้งท้องถิ่นอื่นๆ เรามักจะพบผู้ที่ไม่ประสงค์ในการเลือกตั้งโดยการไม่โหวตอะไร ทำบัตรเสียบ้าง หรือแม้กระทั่งไม่ไปร่วมโหวตตั้งแต่ต้น คนกลุ่มนี้มักถูกตั้งคำถามว่า เพราะอะไรทำไมถึงเลือกที่จะไม่โหวต หรือไม่รู้จะโหวตอะไร
มีงานวิจัยที่ชื่อว่า What drives voter turnout? Experimental insights on collectivism and probability weighting ที่ชี้ว่าการตัดสินใจไปหรือไม่ไปเลือกตั้งเป็นผลจากกระบวนการคิดเชิงจิตวิทยาหลายชั้น ไม่ใช่แค่ความสนใจทางการเมืองอย่างเดียว งานวิจัยชิ้นนี้ได้บอกสาเหตุของการไม่ตัดสินใจหรือการไม่ไปเลือกตั้งไว้ดังนี้
เรื่องแรกคือตั้งคำถามว่าเสียงของเรามีความหมายจริงหรือไม่ อันเนื่องมาจาก ถ้ามองว่าเราเป็น 1 ในหลายแสนหลายล้านเสียง เสียงเสียงหนึ่งของเราแทบไม่มีความหมายเลย เลยทำให้สามารถคิดได้ว่า การที่เราไม่ได้ไปใช้สิทธิ์ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรกับการเลือกตั้งนั้นๆ
สองคือต้นทุนของการเลือกตั้ง บางครั้งการเดินทางไปเลือกตั้งมักจะมีต้นทุนหลายอย่างทำให้รู้สึกว่าต้นทุนเหล่านี้สูงกว่าประโยชน์ที่ได้ ทั้งต้องศึกษาข้อมูลผู้สมัครและนโยบาย ต้องใช้เวลาเดินทาง ต้องตัดสินใจในเรื่องที่ซับซ้อน และต้องรับมือกับข้อมูลจำนวนมาก ปัญหาเหล่านี้ก่อให้เกิดความล้าในการตัดสินใจ (Decision Fatigue) จนไม่อยากไปออกเสียง
และอีกเรื่องที่น่าสนใจคือเรื่องของแนวคิดแบบส่วนรวม (Collectivism)โดยทั่วไปผู้คนมักจะมีแนวคิดที่ว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ทำให้มองว่าการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ต่อส่วนรวม แม้เสียงตัวเองจะเล็ก แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมอยู่ดี พวกเขาจึงมีแนวโน้มไปใช้สิทธิมากกว่า ซึ่งกลับกันคนที่คิดแบบปัจเจกนิยมสูง (Individualistic) มักจะถามว่าหาประโยชน์จากการเลือกตั้งว่าตัวเองได้อะไรจากการเลือกตั้งในครั้งนี้ อาจจะได้บทเรียนจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ ที่ตนเองอาจจะไม่ได้รับผลโยชน์อะไร จึงทำให้ก็มีโอกาสตัดสินใจไม่ไปเลือกตั้ง
แต่ในบางครั้งแนวคิดแบบส่วนรวม (Collectivism) เองก็ทำให้เกิดเหตุการณ์ตรงกันข้าม อย่างเช่น ในช่วงก่อนการรัฐประหารปี 2549 มีกระแสบอยคอตการเลือกตั้งจากบางกลุ่มการเมืองที่มองว่าระบบการเลือกตั้งในขณะนั้นไม่สามารถแก้ปัญหาทางการเมืองได้ การไม่ไปเลือกตั้งจึงถูกมองเป็นการแสดงจุดยืนมากกว่าการถอนตัวจากการเมือง
ในมุมของจิตวิทยาการเมือง เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงแนวคิดเรื่อง Collective Action และ Expressive Behavior ซึ่งหมายถึงการกระทำที่มีเป้าหมายเพื่อส่งสัญญาณทางการเมือง มากกว่าหวังผลลัพธ์ของคะแนนเสียง

งานวิจัยด้านจิตวิทยาการเมือง (Political Psychology) พบว่า เมื่อความเชื่อมั่นต่อสถาบันทางการเมืองลดลงอย่างมาก ผู้คนบางส่วนอาจเลือกที่จะถอนตัว แทนการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ Political Disengagement หรือแนวคิดที่มีแรงจูงใจเชิงอุดมการณ์ ไม่ใช่ความไม่สนใจการเมืองอย่างที่คนภายนอกมอง
หรือจะเป็นในเรื่องของศีลธรรม เพราะสำหรับบางคน การเลือกตั้งคือหน้าที่พลเมือง แต่สำหรับบางคนกลับมองว่าเป็นเพียงทางเลือกเท่านั้น เมื่อการโหวตไม่ถูกมองว่าเป็นเรื่องของความรับผิดชอบทางศีลธรรม การไม่ไปเลือกตั้งก็ไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกผิด ทำให้การตัดสินใจไม่ไปง่ายขึ้น
จากปัจจัยทั้งหมดที่งานวิจัยนี้ได้อธิบายถึงสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้คนบางกลุ่มไม่อยากไปเลือกตั้ง ก็ได้มีอีกงานวิจัยหนึ่งที่อธิบายวิธีการสร้างนิสัยในการไปเลือกตั้งเช่นกัน
โดยงานวิจัยนี้มีชื่อว่า Making sense of voting “habits”: Applying the process model of behavior change to a series of large-scale get-out-the-vote experiments งานวิจัยนี้ได้อธิบายไว้ว่า หากเราไปเลือกตั้งแล้วครั้งหนึ่ง จะทำให้เราอยากที่จะไปเลือกตั้งในครั้งต่อๆ ไป
งานวิจัยชิ้นนี้ได้อธิบายปรากฏการณ์นี้ด้วยทฤษฎีทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Self-Perception Theory ซึ่งเสนอว่า มนุษย์เรียนรู้ว่าตัวเองเป็นคนแบบไหนจากการสังเกตพฤติกรรมของตัวเอง เช่น ถ้าเราไปวิ่งเป็นประจำ เราจะเริ่มมองตัวเองเป็นคนรักสุขภาพ หรือถ้าเราอ่านหนังสือบ่อย เราอาจมองตัวเองเป็นคนชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
เช่นเดียวกับการเลือกตั้ง ที่จะคิดว่า ถ้าเราไปเลือกตั้ง เราอาจเริ่มมองตัวเองเป็นคนที่ไปใช้สิทธิ พออัตลักษณ์นี้ถูกสร้างขึ้นมา พฤติกรรมในอนาคตก็มีแนวโน้มสอดคล้องกับตัวตนที่เรารับรู้ เพราะมนุษย์มักต้องการความสอดคล้องระหว่างพฤติกรรมกับตัวตนของตัวเอง ทำให้การไปเลือกตั้งครั้งแรกอาจไม่ใช่แค่เหตุการณ์ในหนึ่งวัน
แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างอัตลักษณ์ทางการเมือง
งานวิจัยนี้ยังมองว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่อง โดยประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญอย่าง แรงจูงใจ ความสามารถในการลงมือทำ และการทำซ้ำ ถ้าคนมีโอกาสไปเลือกตั้งแล้วพบว่ากระบวนการไม่ยุ่งยาก พฤติกรรมนี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำ เมื่อเกิดขึ้นซ้ำหลายๆ ครั้ง ก็จะค่อยๆ มีลักษณะคล้ายนิสัยตามลำดับ
อีกทั้งยังมีเรื่องของการเปลี่ยนแปลง หากการเลือกตั้งครั้งก่อนสร้างผลกระทบเห็นคนได้เห็นก็จะยิ่งสร้างแรงจูงใจให้ไปเลือกตั้งในครั้งต่อๆไป เช่น การที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่ได้รับการโหวตจนเป็นรัฐบาล หากตลอดการเป็นรัฐบาล พรรคการเมืองนั้นได้สร้างผลงานที่ดีหรือทำตามนโยบายที่ตัวเองเคยหาเสียงไว้ ก็จะทำให้การเลือกตั้งครั้งต่อไปมีคนมาเลือกพรรคนี้ต่อไป แต่หากพรรคนั้นไม่ได้ทำตามนโยบายหรือสร้างผลงานที่ไม่ดี ก็จะทำให้การเลือกตั้งครั้งถัดไปไม่ได้รับการเลือก จะเห็นได้ว่าไม่ว่าพรรคการเมืองจะสร้างผลงานดีหรือไม่ดี แต่เมื่อการเลือกครั้งก่อนส่งผลต่อชีวิตผู้โหวต ก็จะทำให้ผู้ที่เห็นผลกระทบออกไปใช้สิทธิ์ในครั้งถัดไป
จากงานวิจัยที่นำเสนอมาทั้งสองชิ้นแสดงให้เห็นว่า การเลือกตั้งไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องของพฤติกรรมที่สะท้อนว่าเรามองตัวเองและสังคมอย่างไร การไปใช้สิทธิ์หนึ่งครั้งสามารถสร้างการมีส่วนร่วมในระยะยาวได้ ในขณะเดียวกัน การไม่ไปเลือกตั้งบ่อยๆ ก็อาจจะทำให้เราถอยห่างจากระบบการเมืองมากขึ้น และทำให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนเสียงของคนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น
การออกไปใช้สิทธิ์จึงเป็นวิธีง่ายที่สุดในการทำให้เสียงของเราถูกนับรวมในภาพรวมของสังคม อย่างน้อยที่สุด การไปเลือกตั้งคือการยืนยันว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจร่วมกันของสังคมนี้
อ้างอิงจาก
What drives voter turnout? Experimental insights on collectivism and probability weighting