ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ผู้หญิงถูกคาดหวังว่าต้องบริสุทธิ์
ความเชื่อเรื่องพรหมจรรย์ของหญิงสาวอยู่คู่กับสังคมมานาน หากไม่ใช่การปลูกฝังจากที่บ้านหรือโรงเรียน เราก็คงรับรู้ได้เองจากสื่อต่างๆ ทั้งละคร ภาพยนต์ หรือหนังสือ แม้ในยุคสมัยที่เปิดกว้างเรื่องเพศ เราสามารถสำรวจความชอบและความสุขสมของตัวเองด้วยวิธีปลอดภัยมากมาย หรือแม้กระทั่งความรู้ ที่สามารถเข้าถึงง่ายได้มากกว่าเมื่อก่อน
แต่ถึงอย่างนั้น ความเชื่อเรื่องความบริสุทธิ์ก็ยังคงไม่หายไปไหน ความเป็นผู้หญิงที่ดียังคงผูกอยู่ความไม่ประสาในความรัก ผู้หญิงที่เคยผ่านประสบการณ์ทางเพศมักถูกมองว่าเป็นผู้หญิงมีตำหนิ พรหมจรรย์ยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือวัดคุณค่าของผู้หญิงสำหรับบางคนจนถึงทุกวันนี้
วันนี้เราเลยอยากชวนย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ของพรหมจรรย์ ว่ามนุษย์เริ่มให้คุณค่ากับความบริสุทธิ์ของหญิงสาวตั้งแต่เมื่อไหร่ และการดำรงอยู่ของแนวคิดนี้ส่งผลอย่างไรกับผู้หญิงบ้าง
ประวัติศาสตร์ย่นย่อความเวอร์จิ้น
ความเชื่อเรื่องพรหมจรรย์ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ หากแต่เป็นแนวคิดที่สังคมประกอบสร้างขึ้นมา ทำให้แต่ละสังคมจึงมีแนวคิดเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของหญิงสาวต่างกันไป
ย้อนกลับไปในอารยธรรมโบราณ หลายสังคมไม่ได้มองว่าพรหมจรรย์คือความเปราะบางของหญิงสาวเหมือนทุกวันนี้ แต่หมายถึงผู้หญิงที่มีความอิสระ ไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของชายใด อย่างในอารยธรรมกรีกโบราณ ก็มีเทพธิดาผู้ถือครองพรหมจรรย์ อย่าง อธีนา เทพีแห่งปัญญา ความกล้าหาญ และความยุติธรรม หรืออาร์เทมีส เทพีแห่งการล่าสัตว์ ปกป้องหญิงสาว และช่วยเหลือหญิงมีครรภ์ ที่หลายคนสักการะบูชา
นอกจากนี้ ในอารยธรรมโรมันก็มองว่าสาวพรหมจรรย์คือพรอันศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน โดยมีตำแหน่ง นักบวชเวสตัล (Vestal Virgins) หรือนักบวชหญิงคอยดูแลไฟศักดิ์สิทธิ์ในวิหารเวสต้าให้ลุกโชนตลอดเวลา พวกเขาจะเฟ้นหาเด็กหญิงที่ยังบริสุทธิ์จากตระกูลเก่าแก่ มาทำหน้าที่นี้ไปตลอด 30 ปี ด้วยความที่พวกเธอต้องทำหน้าที่อันทรงเกียรติ พวกเธอจึงมักได้รับสิทธิมากกว่าพลเมืองหญิงทั่วไป ทั้งได้ครอบครองที่ดิน รวมถึงโหวตคะแนในเสียงได้ ต่างจากหญิงสาวส่วนใหญ่ในยุคนั้น
แม้ที่ในอดีตหญิงสาวพรหมจรรย์จะถูกยกย่องจากผู้คน แต่พวกเธอก็ไม่เคยถูกคาดหวังให้ต้องประพฤติตามกรอบอันเคร่งครัด แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้พรหมจรรย์กลายเป็นบรรทัดฐานให้หญิงทั่วไป เริ่มขึ้นจากการแพร่หลายของเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิล (bible) จนกลายเป็นค่านิยมที่ฝังรากลึกในสังคมตะวันตก
พระคัมภีร์พูดถึงการประสูติของพระเยซู ที่ถือกำเนิดขึ้นจากครรภ์อันศักดิ์สิทธิ์ของพระแม่มารี ซึ่งเป็นหญิงสาวพรหมจรรย์ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อที่ว่าพระแม่มารีเป็นพรหมจารี อาจเกิดจากความผิดพลาดในการแปล เมื่อแมทธิว ศิษย์ของพระเยซูเขียนเรื่องราวในพันธสัญญาใหม่ โดยอ้างอิงจากหนังสืออิสยาห์ในพันธสัญญาเดิมในภาษาฮีบรู ซึ่งแปลคำว่า อัลมาห์ (almah) ที่หมายถึงหญิงสาว ที่สะท้อนอายุและเพศ ในความหมายของหญิงสาวที่ไม่เคยผ่านมือชายด้วย

แม้ว่าปัจจุบันไบเบิลฉบับใหม่จะเริ่มแก้คำแปลให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับฮีบรูมากขึ้น อย่างไรก็ตาม โบสถ์คาทอลิกยังคงสอนว่ามารีให้กำเนิดพระเยซูในฐานะพรหมจารี และยังคงพรหมจรรย์ตลอดชีวิตแม้แต่งงานกับโยเซฟแล้วก็ตาม
เรื่องราวของพระแม่มารีมีอิทธิพลต่อสังคมตะวันตก นับตั้งแต่ยุคกลางและยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ที่มักหยิบเรื่องราวของพระแม่มารีและพระเยซูมาเป็นต้นแบบภาพวาด โดยถ่ายทอดออกมาในตัวแทนของความรักของแม่ ความเสียสละ และความอ่อนโยน
เรื่องราวของพระแม่มารีจึงไม่ใช่แค่เรื่องราวทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังถูกตีความให้เป็นภาพลักษณ์ของหญิงสาวบริสุทธิ์ผู้เชื่อฟังและอ่อนโยน ฝังแน่นในวัฒนธรรมตะวันตกมาช้านาน จนกลายเป็นภาพจำของผู้หญิงว่าจะต้องเป็นภรรยาที่ซื่อสัตย์ อดทน รวมถึงเป็นแม่ผู้เสียสละ เช่นเดียวกับพระแม่มารีไปด้วย
บทบาทของผู้หญิงก็ได้เปลี่ยนไปให้สอดรับกับเหตุผลทางสังคมและการเมืองด้วย เช่น กฎหมายมรดกที่กำหนดว่าทรัพย์สินต้องส่งต่อให้ทายาทสายเลือดโดยตรงเท่านั้น ดังนั้นผู้หญิงจึงต้องรักษาความบริสุทธิ์จนกว่าจะแต่งงาน เพื่อไม่ให้มีปัญหาทางสายเลือดภายหลัง
ความบริสุทธิ์ = ผู้หญิงที่ดี ?
กลับมาที่ประเทศไทย ความเชื่อเรื่องความบริสุทธิ์ก็ถูกตอกย้ำในสังคมเช่นกัน ผู้หญิงหลายคนถูกสอนให้รักนวลสงวนตัวตั้งแต่ยังเด็ก นอกจากที่บ้านแล้ว ยังมาจากแบบเรียนของไทย ที่ปลูกฝังทัศนคติเรื่องเพศไว้อย่างเข้มข้น
จากงานวิจัย จงรักนวลสงวนกาย : อำนาจรัฐไทยในแบบเรียนสุขศึกษา เมื่อปี 2016 ชี้ให้เห็นว่าแบบเรียนมักถูกใช้เพื่อจัดระเบียบสังคมและสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันของชาติ หลายครั้งหนังสือเรียนจึงเป็นหนึ่งในสื่อที่มีอิทธิพลต่อการปลูกฝังความคิดให้แก่คนรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในชีวิต เช่นเดียวกับเรื่องเพศในแบบเรียน ที่จำกัดกรอบแนวคิดไว้ตามที่สังคมต้องการเท่านั้น
อย่างที่เรามักค่านิยมเรื่องความบริสุทธิ์ปรากฏให้ในสำนวนไทยอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ‘อย่าชิงสุกก่อนห่าม’ ‘รักนวลสงวนตัว’ หรือ ‘อดเปรี้ยวไว้กินหวาน’ จากงานวิจัยอธิบายเพิ่มว่า รัฐไทยได้พยายามปลูกฝังค่านิยมเกี่ยวกับเรื่องเพศให้กับเยาวชนเข้ากับแบบเรียนของไทย ทั้งบทกลอน สำนวน หรือประเพณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กผู้หญิง ให้เชื่อว่าผู้หญิงที่ดีต้องไม่เผยความรู้สึกทางเพศออกมา ต้องรักษาพรหมจรรย์ไว้
ราวกับอารมณ์ทางเพศของผู้หญิงไม่เคยมีอยู่จริง
ย้อนกลับไปในอดีต ผู้หญิงในชนชั้นผู้ดีมักสอนให้ลูกสาวรู้จักรักนวลสงวนตัว ต่างจากชาวบ้านทั่วไป เนื่องจากสังคมไทยมีการกำหนดชนชั้นต่ำสูงจากเรื่องเพศด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแต่งงานและมีเพศสัมพันธ์ระหว่างหญิงชายที่เป็นคู่สมรสกันเพื่อมีลูกและสร้างครอบครัว ถือเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับและให้คุณค่าสูงสุด ดังนั้น การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยการแต่งงานจึงเป็นเรื่องที่สังคมรับไม่ได้ และเมื่อรัฐนำทัศนคติดังกล่าวบรรจุลงในแบบเรียน สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมที่ถูกตอกย้ำโดยสถาบันการศึกษาและสื่อต่างๆ ไปด้วย
ไม่ต่างไปจากความเชื่อตั้งแต่ยุควิกตอเรียของฝั่งตะวัน ที่การรักษาความบริสุทธิ์ถูกผูงโยงกับความเป็นหญิงที่ดี และต้องอุทิศชีวิตให้ชายที่รักเพียงคนเดียวเท่านั้นจึงจะได้รับการยอมรับจากคนในสังคม ความเชื่อที่ว่าให้ผู้หญิงรักนวลสงวนตัว เพื่อรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ จึงยังวนเวียนและกลายเป็นบรรทัดฐานของคนในสังคมไทยอย่างแยกไม่ขาด
สิ่งที่ผู้หญิงต้องแลกกับค่านิยมความบริสุทธิ์
ความคาดหวังจากสังคมที่ให้ผู้หญิงต้องรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ ไม่เพียงแต่เป็นการกำหนดให้ผู้หญิงอยู่ในกรอบอันคับแคบที่เป็นไปไม่ได้เท่านั้น แต่ผู้หญิงหลายคนยังตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงในนามของการปกป้องศักดิ์ศรี เพียงเพราะเยื่อบางๆ ที่ฉีกออกจากกันเท่านั้นด้วย
ที่ผ่านมามีผู้หญิงในหลายวัฒนธรรมต้องเผชิญกับการถูกตีตรา เช่น ชาวคริสเตียนที่เคร่งครัดบางครอบครัวในสหรัฐอเมริกา จะมีการจัดงาน ‘purity ball’ หรืองานเลี้ยงเต้นรำที่ให้ลูกสาวมอบคำมั่นสัญญาแก่ผู้เป็นพ่อว่าจะปกป้องความบริสุทธิ์หรือพรหมจรรย์ของตัวเองไว้ก่อนการแต่งงาน
แม้ว่าในทางปฏิบัติแล้วพิธีก็ไม่ได้ช่วยป้องกันหญิงสาวจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรได้จริง จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารการแต่งงานและครอบครัวในปี 2016 พบว่าประมาณ 30% ของให้คำมั่นสัญญามีแนวโน้มตั้งครรภ์ภายในหกปีหลังจากเริ่มมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส

นอกจากนี้ในบางสังคมยังมีความเชื่อเรื่อง ‘honour killing’ หรือการฆ่า (ผู้หญิง) เพื่อรักษาเกียรติอย่างเข้มข้น อย่างในประเทศแถบเอเชียใต้หรือตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้ผู้หญิงต้องถูกสังหาร โดยเฉพาะหากพบว่าลูกสาวของตัวเองเสียความบริสุทธิ์ก่อนแต่งงาน ข้อมูลจาก UNWomen พบว่าในปี 2024 มีผู้หญิงราว 50,000 คนทั่วโลก ถูกฆ่าโดยคู่ของตัวเองและสมาชิกในครอบครัว อย่าง พ่อ ลุง พี่ชาย หรือแม้กระทั่งแม่ตัวเอง ด้วยความเชื่อว่าการเสียความบริสุทธิ์ของลูกสาวหมายถึงความอัปยศของตระกูล
การยึดถือความบริสุทธิ์นอกจากจะเป็นทำให้ผู้หญิงถูกตีตราว่าไม่ใช่ผู้หญิงที่ดีตามขนบแล้ว ที่ผ่านมายังสร้างความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับร่างกายของผู้หญิงด้วย เช่น ผู้หญิงที่บริสุทธิ์ต้องมีเลือดออกในครั้งแรกที่มีเพศสัมพันธ์ ทั้งที่ความจริงเลือดจากการร่วมรักไม่ได้แปลว่าผู้หญิงคนนั้นไม่บริสุทธิ์ เพราะมีผู้หญิงหลายคนที่ไม่หลั่งเลือดในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก หรือแม้กระทั่งเยื่อบางๆ นี้อาจฉีกขาดจากกิจกรรมอื่นๆ โดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศเลยก็ได้ ดังนั้นที่ผ่านมาผู้หญิงจึงมักถูกตีตราจากความเชื่อนี้
ท้ายที่สุดความเชื่อไม่เพียงแต่ปกป้องผู้หญิงไม่ได้แล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่กันผู้หญิงออกจากความรู้เรื่องเพศอีกด้วย หลายครั้งผู้หญิงต้องเก็บกดอารมณ์ทางเพศไว้กับตัว ทั้งที่เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าให้ของง่ายหรือใจง่าย ขณะเดียวกันยังทำให้เด็กสาวไม่สามารถเข้าถึงการคุมกำเนิดได้อย่างปลอดภัย แถมผู้หญิงถูกมองว่ามีค่าแค่การเป็นภรรยาและผู้ให้กำเนิดเท่านั้น ตอกย้ำความล้าสมัยที่ผูกคุณค่าของผู้หญิงกับความบริสุทธิ์
พรหมจรรย์จึงอาจไม่ยึดโยงกับผู้หญิงที่ดีอีกแล้วในยุคที่ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ และเลือกทางเดินของตัวเองได้ในทุกวันนี้
อ้างอิงจาก