ช่วงสิ้นปีและต้นปี ช่วงเวลาแห่งการผลัดเปลี่ยนชีวิตไปสู่ศักราชใหม่ หลายคนเลือกจังหวะนี้ปรับเปลี่ยนชีวิต หลายคนเลือกดื่มด่ำช่วงเวลาเฉลิมฉลอง ช่วงกลางปี ผู้คนเริ่มมองหาจังหวะหยุดยาวพักผ่อน ก่อนจะหมดฤดูกาลท่องเที่ยว เกือบสิ้นปี หลายคนเริ่มตกตะกอนกับเรื่องราวต่างๆ งาน เงิน ความรัก วางแผนสิ่งที่มี มองหาสิ่งใหม่ ก้าวออกจากสิ่งเดิม
อารมณ์ความรู้สึกของช่วงเวลาในแต่ละเดือนจึงแตกต่างกันออกไป เราเริ่มมีความสุขเมื่อรู้ว่าใกล้จะหมดปี เหน็ดเหนื่อยกับการทำงานจนลืมดูว่าเวลาว่าผ่านไปครึ่งปีเสียแล้ว รู้สึกว่าเวลาช่างหนืดเนิ่นนานในบางเดือนที่ไม่มีวันหยุด เริ่มมองหางานใหม่ก่อนต้นปีที่จะถึง ความสัมพันธ์เริ่มระหองระแหงหลังจากใช้เวลาด้วยกันมาเกือบครบรอบปฏิทิน อารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้วนไปมารอบตัวเราในทุกปีเสมอ นั่นหมายความว่า เมื่อเราตระหนักว่าเรากำลังอยู่ในช่วงไหนของปี มันส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิดของเราไปด้วย
ระบบปฏิทินนี้อาจอยู่ใกล้ตัวเรามากเกิน จนเราลืมตั้งข้อสงสัยกับมัน ว่าใครกันที่เป็นคนสร้างระบบ 1 ปี มี 12 เดือน ทำไมอยู่ดีๆ ถึงคิดอยากกำหนดจำนวนวันในเดือนและปีขึ้นมา จนกลายเป็นระบบสากลที่ทั่วโลกยอมรับและใช้เหมือนกันได้ จนเราต้องคอยจดจ่อรอฉลองในตอนปีใหม่ หาเวลาพักผ่อนกลางปี ตกตะกอนชีวิตในสิ้นปีอยู่อย่างนี้

นัดหมายกับธรรมชาติ
ก่อนโลกนี้จะมีปฏิทิน เราอาจต้องย้อนกลับไปไกลเสียหน่อย ตั้งแต่เรายังอยู่ในยุคหาของป่า ล่าสัตว์ จนเริ่มมาใช้ชีวิตรวมกลุ่มเป็นสังคมเกษตรกรรม ช่วงนั้นชีวิตเราพึ่งพิงธรรมชาติเป็นหลัก ทั้งอาหารการกิน ถิ่นที่อยู่อาศัย ความใกล้ชิดนี้เอง ทำให้เราเริ่มสังเกตถึงความแปรเปลี่ยนของธรรมชาติที่จะมีวงจรของมัน อย่างฤดูกาล น้ำขึ้น-น้ำลง รากฐานของการวนซ้ำเหล่านี้คือเวลา เรารู้ว่าฤดูร้อนผ่านไป จะเป็นฤดูฝน เลยอีกหน่อยจะเป็นฤดูหนาว เราเลยใช้สิ่งนี้แหละเป็นปฏิทินเพื่อนัดหมายกับธรรมชาติ ว่าเวลาไหนควรปลูกพืช เก็บเกี่ยว ล่าสัตว์ หรือทำพิธีกรรม
ดวงจันทร์ กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่เราเฝ้ามอง ด้วยรูปร่างที่สังเกตได้ง่าย ผันเปลี่ยนไปในแต่ละคืน จากกลมเต็มดวง ค่อยๆ เว้าแหว่ง จนเป็นคืนเดือนมืด เราเริ่มทำความเข้าใจแล้วว่าการเต็มดวง 1 ครั้ง ไปจนถึงคืนเดือนมืด นับเป็น 1 ช่วงเวลาได้ และระบบอ้างอิงวันตามดวงจันทร์นี้เราเรียกว่า ปฏิทินจันทรคติ อารายธรรมโบราณหลายแห่งยึดระบบนี้ไปใช้ แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนไปตามวัฒนธรรม ความเชื่อ และรูปแบบการใช้ชีวิตของตน อย่างสุเมเรียน มายา และเมโสโปเตเมีย
อียิปต์เองก็เคยใช้ปฏิทินจันทรคติมาก่อน แต่อย่างที่รู้กันว่า ความเชื่อของพวกเขาผูกพันอยู่กับพระอาทิตย์ พวกเขาเริ่มสังเกตดวงดาว ใช้ความรู้ทางดาราศาสตร์ เพื่อทำนายฤดูน้ำหลากในแม่น้ำไนล์จนสามารถพัฒนาเป็นปฏิทินสุริยคติ ซึ่งมี 365 วัน ใกล้เคียงกับปฏิทินที่เราใช้ในปัจจุบัน
มายาเองก็พัฒนาปฏิทินของตนเรื่อยมา ผสานความรู้จากปฏิทินจันทรคติและปฏิทินสุริยคติ จนได้ปฏิทินที่ทำนายฤดูกาลต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ แต่ทั้งหมดนั้นก็ยังไม่ใกล้เคียงกับระบบที่เราใช้กันทุกวันนี้
แต่ละอารายธรรมโบราณ ต่างมีระบบนับวันเวลาเป็นของตนเองที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของตน หลักใหญ่ใจความของการกำหนดวันเวลาในปฏิทิน จึงเป็นเรื่องของชีวิต ปากท้อง อำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรรม ล่าสัตว์ แต่ในอีกหลายร้อยปีข้างหน้า การมีอยู่ปฏิทินกลับกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองไปเสียแล้ว

เครื่องมืออำนาจบนวันเดือนปี
โรมุลุส (Romulus) ผู้ก่อตั้งกรุงโรมและเป็นกษัตริย์องค์แรก ไม่ได้ทิ้งมรดกไว้เพียงกฎหมาย ศาสนา หรือระบอบการปกครอง แต่ยังพัฒนาระบบปฏิทินไว้ด้วย แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าปฏิทินนี้พัฒนามาจากระบบการกำหนดวันที่อื่นๆ ที่ออกแบบโดยชาวบาบิโลน ชาวเอตรัสกัน และชาวกรีกโบราณ ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไรที่เรามักจะหยิบยืมวัฒนธรรมของกันและกันมาต่อยอดอยู่เสมอ
ปฏิทินโรมันโบราณกำหนดขึ้นจากวัฏจักรของดวงจันทร์และวัฏจักรของปีการเกษตร ซึ่งมีเพียง 10 เดือนเท่านั้น เริ่มต้นเดือนแรกในมีนาคมและเดือนสุดท้ายของปียังคงเป็นเดือนธันวาคม อย่างนี้แปลว่าระยะเวลา 1 ปีในตอนนั้น สั้นกว่าในตอนนี้หรือเปล่า เรื่องนั้นก็ไม่เชิง ระยะเวลา 2 เดือนที่หายไปจากหน้าปฏิทินนั้น มันคือเดือนอันหนาวเหน็บที่ไม่มีการทำงานในไร่นา แต่ทุกคนก็ยังรับรู้อยู่ดีว่าใน 1 ปีนั้นควรมี 12 เดือน ปฏิทินเวอร์ชั่นนี้จึงสร้างความสับสนอยู่ไม่น้อย แก่ทั้งผู้ใช้งานและผู้ที่กลับมาศึกษาเรื่องราวนี้ในภายหลัง (อย่างพวกเรา)
ต่อมา 731 ปีก่อนคริสต์ศักราช นูมา ปอมปิลิอุส (Numa Pompilius) กษัตริย์องค์ที่ 2 ของโรม ตัดสินใจปรับปรุงปฏิทินโดยเพิ่มเดือนพิเศษให้ครอบคลุมช่วงฤดูหนาวไปด้วย เพื่อให้ปฏิทินครอบคลุมวันทั้งปีจริงๆ (เสียที) ทำให้เกิดเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ หลังจากนั้นก็มีการเพิ่มๆ ลดๆ เดือนเป็นว่าเล่นโดยนักบวช ถึงขั้นที่ว่าถ้าปีไหนการเมืองตึงก็จะแทรกเดือนเพิ่มเข้าไป ถ้าปีไหนอยากรีบเลือกตั้งให้แล้วเสร็จ ก็จะไม่แทรกอะไรเพิ่มเข้าไป ทำให้ระบบปฏิทินของโรมันยังไม่มั่นคงได้เสียที

จนถึง 45 ปีก่อนคริสต์ศักราช รัชสมัยของ จูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) ได้มีคำสั่งปรับปรุงปฏิทินอีกครั้ง เพื่อลดปัญหาปฏิทินสับขาหลอก เอาแน่เอานอนไม่ได้ จนระบบปฏิทินพังจนฤดูกาลเหลื่อมไปหลายเดือน รับหน้าที่โดย โซซิเจเนส (Sosigenes) นักดาราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ผู้เสนอให้ปฏิทินมี 365 วัน อ้างอิงกับดวงอาทิตย์แทนดวงจันทร์ โดยมีปีที่มีวันเพิ่มขึ้น 1 วัน (อธิกสุรทิน) ทุกๆ 4 ปี อีกข้อสำคัญที่ช่วยให้เราเห็นความเกี่ยวข้องชัดเจนยิ่งขึ้น คือ การเริ่มต้นปีในวันที่ 1 มกราคม และเขาตั้งชื่อสิ่งนี้ไว้ว่า ปฏิทินจูเลียน
ปฏิทินนี้ดูเหมือนจะเป็นเวอร์ชั่นที่ใช้งานคล่องตัวที่สุด จึงมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยอีกครั้ง อย่างชื่อเดือนที่ 5 (ในตอนนั้น) จากเดิม Quintilis เป็น July เพื่อเป็นเกียรติแก่จูเลียส ซีซาร์ ในตอนที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว เช่นเดียวกับ Sextilis เดือนที่ 6 เปลี่ยนเป็น August เพื่อเป็นเกียรติแก่จักรพรรดิออกัสตุส (Augustus)
กว่าจะมาเป็นปฏิทินจูเลียนที่ใกล้เคียงปัจจุบันนี้ได้ เป้าประสงค์ของมันเปลี่ยนไปจากเดิมอยู่ไม่น้อย เป็นทั้งเครื่องมือทางการเมืองโดยผู้มีอำนาจในขณะนั้น ใครกำหนดวันได้คนนั้นย่อมได้เปรียบ ไปจนถึงเป็น propaganda สอดแทรกชื่อกษัตริย์ไว้กับผู้คนในทุกปี เพื่อให้มั่นใจว่าชื่อของเขาจะถูกเรียกขานไปตราบนานเท่านาน

ปฏิทินเกรกอเรียน
จูเลียส ซีซาร์คงปลื้มใจไม่น้อย หากได้รู้ว่าปฏิทินจูเลียนอยู่ยั้งยืนยงไปได้แสนนาน และยังเป็นต้นแบบปฏิทินให้กับระบบที่เราใช้กันในปัจจุบัน นั่นแปลว่าปฏิทินจูเลียนก็ยังไม่ใช่สถานีสุดท้าย
ในปี 1582 สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 13 (Gregory XIII) ทรงปรับปรุงจำนวนใน 1 ปีให้แม่นยำยิ่งขึ้น จากเดิมมี 365.25 วัน เปลี่ยนเป็น 365.2425 วัน อาจจะงุนงงที่ว่าเปลี่ยนนั้น คือเปลี่ยนหลักทศนิยมเองเหรอ เกรงว่าจะต้องตอบว่าใช่ เพราะในที่สุดแล้วมันจะส่งผลกับเศษของวันในแต่ละปี ทบไปเรื่อยๆ นับร้อยปี ก็อาจมีปัญหาได้ จึงต้องปรับเปลี่ยนกับระดับเล็กจิ๋วแบบนี้นี่แหละ
นับเป็นอีกครั้งที่ (ผู้นำ) นักบวช เข้ามามีส่วนในการปรับเปลี่ยนปฏิทินอีกครั้งนับตั้งแต่สมัยโรมันโบราณ หลายคนมองว่าพระสันตะปาปามียศ มีตำแหน่งก็จริง แต่ไม่มีอำนาจใดๆ นอกเหนือจากศาสนจักร แม้จะมีเสียงวิจารณ์ในตอนต้น แต่ด้วยความแม่นยำของการคำนวณที่ทำให้เราวางใจไปอีกหลายพันปี ทำให้ปฏิทินเกรกอเรียนกลายเป็นที่ยอมรับในที่สุด
แม้ว่าโลกสมัยใหม่ประเทศส่วนใหญ่จะใช้ปฏิทินเกรกอเรียนเป็นหลัก แต่ปฏิทินอื่นๆ ก็ยังคงมีใช้กันอยู่ในหลายประเทศ อย่างที่กล่าวในข้างต้นว่า แต่ละวัฒนธรรมต่างมีการนับวันคืนที่ตรงกับวิถีชีวิตของพวกเขาเอง นั่นทำให้ทุกวันนี้ บางประเทศมีวันปีใหม่ วันเทศกาล แตกต่างกันไปแม้จะรับรู้การมีอยู่ของปฏิทินที่เกือบจะสากลก็ตาม
อ้างอิงจาก