สองสามปีก่อน เราพูดถึงทักษะการทำงานที่ติดตัวเรา คือ Soft Skill ต่างๆ ทักษะในการปรับตัว เรียนรู้ เข้าใจ ยืดหยุ่นกับปัญหาต่างๆ มองเห็นบางทักษะที่สลับซับซ้อนแต่แฝงฝังในตัวเรา เช่น ความรู้จักเห็นอกเห็นใจ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา กลายเป็นอีกชุดทักษะที่ทำให้การทำงานของเรา มีประสิทธิภาพขึ้น ดีขึ้น และปรับตัวไปตามความเปลี่ยนแปลง
เพื่อต้อนรับปี 2026 เราจะชวนไปรู้จักกับทักษะซอฟต์สกิลที่กำลังมาแรงต้อนรับปีนี้คือ ทักษะ ‘ความฉลาดทางวัฒนธรรม’ ทักษะที่เตือนเราว่าเราไม่ได้ทำงานอยู่ชาติเดียว ซึ่งจริงๆ แล้วเพื่อนร่วมชาติเราเองก็ล้วนมีความแตกต่าง มีบริบททางวัฒนธรรม
ในหลายรายงานเช่น รายงานจาก World Economic Forum (WEF) รวมถึงเทรนการจ้างงานทั่วโลกยังย้ำว่าทักษะซอฟต์สกิล คือหัวใจของเติบโตในการทำงาน ล่าสุดหนึ่งใน 5 ทักษะของปีนี้ นอกจากเรื่องเอไอ การคิดเชิงวิพากษ์ ความยืดหยุ่น ในปีนี้มีทักษะน้องใหม่ซึ่งค่อนข้างมาแรงก็คือเจ้าทักษะทางวัฒนธรรมนี่แหละ
สำหรับทักษะทางวัฒนธรรม สะท้อนความเปลี่ยนแปลงทั้งการใช้ชีวิตและรูปแบบการทำงานในปัจจุบัน คือการทำงานที่เราต้องทำงานร่วมกับผู้คนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เราอาจมีทีมที่เราต้องเชื่อมต่ออยู่อีกซีกหนึ่งของโลก กับอีกด้านก็มีผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า ในยุคหลังทรัมป์ การหล่อหลอมทักษะความหลากหลาย คือหัวใจหนึ่งของการสร้าง ‘พลเมืองโลก’ คือเราไม่ได้อยู่คนเดียว มีความคิดจากมุมเดียวของโลกใบนี้
การรู้ว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก
คำว่าความฉลาดทางวัฒนธรรม เป็นอีกคำหรือทักษะที่มีความซับซ้อนในตัวเอง นัยสำคัญของความฉลาดหรือทักษะคือการรู้และเข้าใจมิติของความหลากหลายทางวัฒนธรรม เข้าใจว่าแต่ละวัฒนธรรมมีความหลากหลาย มีมิติที่เฉพาะตัวอย่างไร มีจุดที่ระวัง ต้องเข้าใจ ไปจนถึงเข้าใจถึงบางลักษณะของวัฒนธรรมอื่นๆ ที่อยู่ร่วมกับเรา ซึ่งจริงๆ ไม่ได้จำกัดแค่ในพื้นที่ทำงาน แต่คือการพอจะเข้าใจปูมหลังและบริบททางวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย
แง่หนึ่งคือการทำความเข้าใจและขยายมุมมองว่า เราไม่ได้อยู่ในโลกนี้แค่ตัวเรา ด้วยมุมมองและวัฒนธรรมแบบเดียว แต่เรายังอยู่ร่วมกับผู้คนอีกมากมายซึ่งล้วนเต็มไปด้วยมุมมองและวัฒนธรรมที่หลากหลาย
สำหรับบ้านเราเอง เราอาจจะพอเข้าใจบางบริบทของความหลากหลายทางวัฒนธรรมซึ่งก็สะท้อนว่าแม้แต่ในประเทศไทยเอง เราก็มีผู้คนที่มีตัวตนสัมพันธ์กับวัฒนธรรมที่หลากหลาย เรามีชาวมุสลิม มีชาวคริสต์ คนไทยเชื้อสายจีน คนใต้ ทั้งหมดมีเฉดของวัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อที่แตกต่างกัน

หรือในวัฒนธรรมการทำงาน เราอาจจะพบว่าบริบทของพื้นที่การทำงานหนึ่ง เช่น การอยู่ในบริษัทแบบตะวันตก แบบอเมริกันหรือยุโรป ก็อาจมีวัฒนธรรมการทำงานแบบหนึ่ง การทำงานโดยยึดในการตรงต่อเวลาทั้งเวลาเข้าและออก การมองข้ามเรื่องลำดับชั้นจากอายุ การให้ความสำคัญกับความคิด บริษัทญี่ปุ่นอาจให้ความสำคัญกับการทุ่มเทให้กับการทำงาน เน้นการรักษาระเบียบแบบแผน
ในมิติของความหลากหลาย แง่หนึ่งสังคมไทยเองก็ค่อนข้างคุ้นเคยกับความหลากหลาย มีทักษะในการเข้าใจความแตกต่าง และค่อนข้างปรับตัวได้ผ่านความละเอียดอ่อนในการมีปฏิสัมพันธ์ในบริบทที่มีคนจากหลากหลายนั้น
ไม่ใช่ภาษา แต่คือความรู้รอบๆ ภาษา
สิ่งที่น่าสนใจคือ องค์กรที่เกี่ยวกับภาษา รวมถึงมุมมองต่อทักษะความฉลาดทางวัฒนธรรม เช่น British Council ให้มุมมองว่า ทักษะความฉลาดทางภาษา ไม่ใช่แค่การรู้ภาษาหรือการฝึกทักษะทางภาษา แต่คือทักษะที่สัมพันธ์กับบริบทของภาษาหรือนัยของภาษาและวัฒนธรรมนั้นๆ
ดังนั้นในการเรียนรู้ภาษาหรือวิชาที่เกี่ยวกับภาษา เรามักได้ศึกษาเรื่องราวที่อยู่รายล้อมหรือวัฒนธรรมของภาษานั้นๆ เราได้เรียนเรื่องทางกายภาพ ได้เรียนประวัติศาสตร์บางแง่มุม วัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อ ซึ่งในที่สุดนำไปสู่ความเข้าใจในเชิงวัฒนธรรม และในทางกลับกันก็เข้าใจมิติของภาษานั้นๆ เพิ่มขึ้นด้วย
ทักษะความรู้ทางวัฒนธรรมเป็นอีกหนึ่งทักษะที่วัดประมาณได้ยาก แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนความรุ่มรวยของบุคคลหนึ่งๆ ซึ่งสั่งสมไปพร้อมๆ กับการศึกษาด้านภาษา
ทาง British Council มีรายงานว่าทักษะความฉลาดทางวัฒนธรรม (cultural intelligence (CQ)) เป็นทักษะที่สำคัญขึ้นในยุคที่เราทำงานในสเกลโลก รายงานว่าราว 80% ของแผนกทรัพยากรและการพัฒนาบุคลากร ระบุว่าเป็นทักษะสำคัญในการประสบความสำเร็จ สร้างความสัมพันธ์ที่ดี เป็นหัวใจของการทำงานเป็นทีม และส่งเสริมการมีส่วนร่วม ซึ่งทักษะซอฟต์สกิลนี้ไปส่งเสริมการทำงานและประสิทธิภาพได้ คือมีส่วนสำคัญกว่า 90%

โลกของสงคราม ความเข้าใจคือเข้าใจคนอื่น
ในบทความเชิงพัฒนาทักษะ มักกล่าวว่าทักษะความหลากหลายหรือความฉลาดทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งจำเป็น เพราะโลกที่เชื่อมต่อกัน แต่มีข้อคิดเห็นจาก เดวิด ลิเวอร์มอร์ (David Livermore) นักวิชาการทางสังคมศาสตร์ที่ศึกษาด้านความฉลาดทางอารมณ์มาตั้งแต่ยุคหลังเหตุการณ์ 9/11 กล่าวว่าด้วยบริบทการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์โลก ทำให้การเรียนรู้ความฉลาดทางวัฒนธรรมเป็นหัวใจของสังคมอีกครั้ง
หมายความว่าเราอยู่ในโลกของการแบ่งขั้ว (polarization) มีกระแส การต่อต้านโลกาภิวัติ (anti-globalization) โลกเต็มไปด้วยรอยแรกที่แยกชาติต่างๆ ออกจากกัน และในบริบท เช่น การเมืองในยุคทรัมป์ การกีดกัน แบ่งแยกทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมเองก็กลับมาเป็นกระแสหลักอีกครั้ง
แนวทางสำคัญของลิเวอร์มอร์ ได้กล่าวถึงกลยุทธ์หรือหลักการพื้นฐาน คือการทำความเข้าใจว่าโลกใบนี้ถูกสร้างและนิยามขึ้นบนความหลากหลาย นิยามหนึ่งที่สำคัญคือการฟื้นฟูความเป็น ‘พลเมืองโลก’ ดังนั้นนอกจากการเป็นทักษะในการทำงานหรืออยู่ร่วมกันในสังคมที่โอบอ้อมอารีแล้ว ด้วยทิศทางของโลกที่มีแนวโน้มจะแบ่งแยกและกีดกัน
การตระหนักหรือการกลับไปเป็นพลเมืองโลกจึงนำไปสู่การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับคนทุกกลุ่ม ด้วยมุมมองต่อความหลากหลายและการประสานประโยชน์ร่วมกัน ในที่สุด เดวิดเองกล่าวถึงการเติบโตของความเป็นชาตินิยม ซึ่งทักษะการรับรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม จะเป็นทักษะหนึ่งในการรักษาและสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน โดยหลีกเลี่ยงสงครามและความขัดแย้งได้
ในโลกที่ถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ และผู้คนที่ถูกจัดสรรแยกแยะด้วยความแตกต่าง ทักษะความฉลาดทางวัฒนธรรมในที่สุด ถ้าพูดถึงในระดับการบริหารหรือการนำในระดับสังคมหรือประเทศ การมองเห็นคนอื่น และมองตัวเราเป็นส่วนหนึ่งของโลก การเปิดรับ เรียนรู้มิติทางวัฒนธรรมอื่นๆ อยู่เสมอ จึงเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญที่ไม่ใช่แค่เรื่องความก้าวหน้าทางการงาน แต่คือการสร้างสันติสุขในสังคมและในใจของเราด้วย
อ้างอิงจาก