ให้ลองนึกว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ คือหนังสือเล่มหนึ่งที่ใช้เป็นข้อตกลงร่วมกันของสังคม ว่าเราจะเรียนรู้กันอย่างไร ใครบ้างที่ควรได้รับการเรียนรู้ ใครบ้างที่มีหน้าที่จัดการศึกษา และที่สำคัญที่สุดคือ เราเรียนรู้กันไปเพื่ออะไร
คำถามว่า ‘เรียนรู้ไปเพื่ออะไร’ นี่เอง คือเหตุผลที่ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับปี 2542 ยังตอบโจทย์สังคมในปัจจุบันได้มากน้อยแค่ไหน หรือโลกที่เปลี่ยนไปกำลังเรียกร้องทักษะ วิธีคิด และเป้าหมายของการศึกษาแบบใดกัน
The MATTER ชวนทุกคนร่วมตั้งคำถามและแลกเปลี่ยนมุมมองว่า การศึกษาควรมีไว้เพื่ออะไร เพื่อร่วมส่งเสียงต่อการรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ไปพร้อมกับ ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล นักวิชาการด้านการศึกษา
ปัจจุบันเราใช้กฎหมายอะไรอยู่?
ปัจจุบัน กฎหมายการศึกษาแห่งชาติที่เราใช้อยู่ เป็นเวอร์ชั่นเมื่อปี 2542 แปลว่าเราใช้ฐานคิดและปรัชญาการศึกษาที่ยังยึดโยงกับบริบทของโลกใบเดิมมานานกว่า 26 ปีแล้ว หลายฝ่ายก็เห็นพ้องว่า แนวคิดบางอย่างในกฎหมายนี้จำเป็นต้องทบทวนกันใหม่ให้ตอบโจทย์โลกปัจจุบัน (เช่น การกระจายอำนาจให้ชุมชนและโรงเรียนออกแบบหลักสูตร, การศึกษาตลอดชีวิต) ที่ผ่านมาก็มีความพยายามจะปรับปรุงแก้ไขและร่างใหม่มาร่วมสิบปีแล้ว แต่ก็ต้องถูกพับเก็บใต้โต๊ะ เนื่องจากการขาดเสถียรภาพทางการเมือง หรือว่าง่ายๆ คือ ยังพิจารณาร่างไม่เสร็จดี ก็ต้องเปลี่ยนรัฐบาล และเริ่มร่างใหม่อีกแล้ว
กระทั่งการเลือกตั้งล่าสุด มีสัญญาณที่ดีจากฝ่ายการเมือง หลายพรรคมีความคิดเห็นร่วมกันว่าจำเป็นต้องเร่งผลักดันกฎหมายนี้ให้เกิดขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประเสริฐ จันทรรวงทอง จึงกำหนดเป็นวาระสำคัญว่าต้องทำกฎหมายนี้ให้เสร็จสิ้นภายในรัฐบาลนี้
นี่คือรีแคปสั้นๆ ของเส้นทางอันลุ่มๆ ดอนๆ ของร่างกฎหมายการศึกษาไทย สำหรับ ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล นักวิชาการด้านการศึกษาและหนึ่งในคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจสภาการศึกษาเพื่อจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ หรือ อาจารย์ฮูก มองว่าถ้าแรงส่งจากฝ่ายการเมืองมีมากพอ ก็ลองขอใส่เกียร์สี่ดูสักตั้ง แต่ถึงจะเป็น Best Scenario ที่รวดเร็วที่สุด เราก็น่าจะได้เห็นกฎหมายการศึกษาฉบับใหม่ประกาศใช้ในปี 2571
โดยกระบวนการร่างกฎหมายฉบับนี้ จะมีความแตกต่างจากร่างเดิมที่มีการทำค้างไว้ ร่างเดิมจะเน้นไปที่เรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เด็กในวัยเรียน) แต่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับที่กำลังอยู่ในกระบวนการนี้ จะเป็น พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติที่ครอบคลุมตั้งแต่เด็กก่อนวัยเรียน ผู้เรียนในวัยเรียน วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ เพื่อเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
แล้วก่อนหน้านี้มันไม่ดียังไง?
ที่ผ่านงานการศึกษาถูกมองแยกเป็นแท่งๆ คือมีหลายกระทรวงเกี่ยวข้องแต่ไม่ค่อยเชื่อมโยงกัน เช่น กระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ก็ดูแลการศึกษาคนละระดับ แต่ชีวิตนักเรียนคนหนึ่งต้องเจอกับรอยต่อระหว่างการศึกษาขั้นพื้นฐานกับมหาวิทยาลัย เป็นที่มาว่าทำไมข้อสอบสอบเข้ามหาวิทยาลัยถึงมีเนื้อหาเป็นหนังคนละม้วนกับในโรงเรียน โรงเรียนสอนเด็กกันมายังไงทำไมต้องปูกันใหม่เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย หรือเด็กที่เรียนในโรงเรียนของท้องถิ่นก็อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย ส่วนการศึกษาผู้ใหญ่ การอัปสกิลแรงงานก็อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงแรงงาน
อาจารย์ฮูก อธิบายว่า การมีกฎหมายแม่บทอย่างกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ จะช่วยให้ทุกภาคส่วนที่ดูแลการศึกษาคนละด้าน มองเห็นทิศทางเดียวกันว่าเราจะมี ‘การศึกษา’ ไปทำไม เรา (รัฐ) ต้องการให้คนได้เรียนรู้สิ่งใด เพื่ออะไร นี่เป็นโจทย์สำคัญของระบบการเรียนรู้ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนถึงผู้สูงอายุ แต่กฎหมายนี้ก็ไม่ใช่ยาครอบจักรวาลที่แก้ได้ทุกปัญหาการศึกษาไทย สำหรับรายละเอียดเราจะต้องออกกฎหมายลูกมากำกับอีกทีหนึ่ง เช่น พ.ร.บ. การศึกษาปฐมวัย, พ.ร.บ. การศึกษาภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. การศึกษาตามอัธยาศัย
“เราจะคุยบนภาพกว้างๆ ของการศึกษาตลอดชีวิต และทำอย่างไรให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างการศึกษาที่จัดโดยโรงเรียนกับการศึกษาที่จัดโดยภาคส่วนอื่นๆ ซึ่งเป็นการทำงานที่ข้ามขอบเขตเดิมๆ” อาจารย์ฮูก ระบุ
หลังจากนี้จะมีการรับฟังความคิดเห็นที่มีความสำคัญมากเพื่อนำไปจัดทำร่างกฎหมาย เพราะเรากำลังพูดถึงการเรียนรู้ของทุกช่วงวัย จึงต้องได้รับเสียงจากทุกคนในทุกช่วงอายุ เพราะโจทย์การเรียนรู้ของแต่ละวัยไม่เหมือนกัน อาจารย์ฮูกย้ำว่า กฎหมายที่ออกมาตอนนี้อาจจะอยู่กับเราไปอีกประมาณ 20 ปี วันนี้คุณอาจจะอยู่ในวัยเรียน แต่ในอนาคตคุณจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ กฎหมายนี้ก็จะเกี่ยวพันกับอนาคตของลูกหลานคุณ หากคุณอยู่ในวัยทำงาน กฎหมายนี้จะเกี่ยวข้องในฐานะที่คุณเป็นผู้เรียนที่ต้องอยู่ในสังคมการเรียนรู้ ในฐานะมนุษย์ คุณเรียนรู้อยู่ทุกวัน กฎหมายนี้จะเกี่ยวข้องกับคุณไปทั้งชีวิต
แล้วจะร่างกฎหมายกันอย่างไร?
โชคดีที่เราไม่ต้องเริ่มกันใหม่หมด แต่เราเริ่มจากการนำต้นทุนเดิม ทั้งจาก พ.ร.บ. ปี 2542 และร่างกฎหมายหลายเวอร์ชั่นที่เคยมีการยกร่างไว้ก่อนหน้านี้มาเป็นฐาน เพื่อให้กระชับขั้นตอน โดยคณะอนุกรรมการยกร่างมีแผนจะนำเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรีภายในเดือนกันยายน และส่งต่อให้สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการในวาระแรกภายในเดือนธันวาคมนี้ ก่อนจะเข้าสู่ชั้นคณะกรรมาธิการต่อไป ซึ่งคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจนถึงชั้นกฤษฎีกาจะใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 2 ปี
แน่นอนว่าเขียนกฎหมาย ก็ต้องรับฟังความเห็นด้วย แต่หนนี้พิเศษไปจากเดิม เพราะเปิดพื้นที่ให้สังคมได้ร่วมสนทนาขนานไปกับการทำงานของคณะอนุกรรมการยกร่าง โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก
- ช่วงแรกซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน คือการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการ 10 ข้อที่เป็นโครงสร้างหลักของกฎหมายผ่านช่องทางออนไลน์และเว็บไซต์ของสภาการศึกษา
- ช่วงที่สอง ในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมจะเน้นการรับฟังรายละเอียดรายมาตราที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
- ช่วงสุดท้ายจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกฎหมายเข้าสู่สภา โดยจะมีคณะกรรมาธิการของสภาเป็นเจ้าภาพจัดเวทีรับฟังความเห็นสาธารณะอีกครั้ง
ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้ผ่านทางซูม เพื่อให้ปประชาชนในจังหวัดต่างๆ สามารถเข้าถึงได้ ซึ่งไม่ต้องห่วงว่าจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง เพราะตลอดการรับฟังจะมีกระบวนกร (Facilitator) กว่า 30 คนลงในกลุ่มย่อยเพื่อทุกคนได้แสดงความเห็นอย่างทั่วถึง ซึ่งจะมีเวทีรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 สำหรับกลุ่มเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ซึ่งสามารถลงทะเบียนผ่านเพจ Facebook ของสภาองค์กรของผู้บริโภค
ลงทะเบียนเข้าร่วมได้ที่: https://forms.gle/udzuwtsZHd61J8eRA
ถามไวตอบไวกับ ‘อาจารย์ฮูก’
9 ข้อสงสัยในกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ
ปัญหาการศึกษาทุกวันนี้มีผลมาจาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ใช่หรือไม่?
“ใช่ เพราะ พ.ร.บ. ดังกล่าวมีการกำหนดกลไกใหม่ๆ ขึ้นมา และหลายครั้งเมื่อกฎหมายถูกตีความก็นำไปสู่การปฏิบัติที่มองไม่ตรงกัน เช่น เรื่องการประกันคุณภาพที่เป็นที่มาของ สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา) และ สทศ. (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ) แต่เมื่อนำไปปฏิบัติจริง หลักการบางอย่างในกฎหมายกลับตกหล่นไป พ.ร.บ. จึงเป็นต้นทาง แต่การคุยกันให้ตกผลึกว่าจะเขียนอะไรลงไปเพื่อให้สังคมเข้าใจตรงกันนั้นสำคัญมาก”
ร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่จะทำให้เด็กเรียนแบบท่องจำน้อยลง ใช่หรือไม่
“ใช่ เพราะเรากำหนดให้เน้นกระบวนการที่สร้างสมรรถนะให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในโลกปัจจุบันและอนาคต ซึ่งจะมีผลต่อการออกแบบหลักสูตรที่ลดการผลิตซ้ำความรู้แบบท่องจำ แต่เน้นให้ผู้เรียนเข้าถึงความรู้ด้วยตัวเอง และโรงเรียนจะมีอิสระในการออกแบบการเรียนการสอนมากขึ้น”
ร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่จะช่วยให้เด็กไทยค้นหาตัวเองเจอได้ง่ายขึ้น ใช่หรือไม่
“ใช่ เพราะหนึ่งในหลักการคือการตอบโจทย์ความหลากหลายและความต้องการของผู้เรียนที่แตกต่างกันในแต่ละบริบท”
พ.ร.บ. ฉบับใหม่จะช่วยให้โรงเรียนออกออกแบบหลักสูตร จ้างครูได้เอง และมีงบประมาณที่ตอบโจทย์ขึ้น ใช่หรือไม่
“ใช่ นี่คือหลักการสำคัญที่เราเน้นเรื่องความเป็นอิสระทางวิชาการและการกระจายอำนาจการตัดสินใจเรื่องการเรียนการสอนไปอยู่ที่โรงเรียน จากเดิมที่มักเน้นแค่การกระจายอำนาจบริหารจัดการทรัพยากรซึ่งยังผูกโยงกับส่วนกลาง ตอนนี้เราพยายามให้การตัดสินใจเรื่องผู้เรียนไปอยู่ใกล้ตัวผู้เรียนมากที่สุด”
พ.ร.บ. ฉบับใหม่จะช่วยลดภาระงานเอกสารหรืองานนอกของครู ใช่หรือไม่
“เป็นความพยายามอย่างมาก เรากำลังดีไซน์ระบบนิเวศการทำงานใหม่เพื่อลดการสั่งการจากส่วนกลางที่รบกวนโรงเรียนให้น้อยลง ซึ่งต้องมีการกำกับติดตามให้นโยบายเกิดขึ้นจริงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย”
พ.ร.บ. ฉบับใหม่จะช่วยลดปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งในส่วนของครูและนักเรียนได้จริง ใช่หรือไม่
“เป็นความตั้งใจ เราต้องการให้เรื่องสุขภาวะที่ดีเป็นหลักการสำคัญ เพื่อให้สถานศึกษาเป็นที่ที่ปลอดภัยสำหรับผู้เรียนทุกกลุ่มทุกช่วงวัยให้เรียนรู้ได้อย่างมีความสุข”
พ.ร.บ. ฉบับใหม่จะเปิดกว้างสำหรับทางเลือกอื่นๆ เช่น อาชีวศึกษา หรือการเรียนรู้นอกห้องเรียน ใช่หรือไม่
“ใช่ เราพยายามไม่ให้การศึกษาติดอยู่แค่รูปแบบในโรงเรียน แต่ต้องสามารถถ่ายโอนหรือสะสมผลการเรียนรู้จากการเรียนรู้ตลอดชีวิตในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งผมขอย้ำว่ากฎหมายไม่ใช่ยาพิเศษที่ดีดนิ้วแล้วทุกอย่างจะหายไปทันที แต่เป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนวัฒนธรรมและความเข้าใจของคนให้สอดคล้องกับหลักการ”
พ.ร.บ. ฉบับใหม่จะช่วยให้ผู้ใหญ่มีโอกาสเรียนรู้ตลอดชีวิต ใช่หรือไม่
“ใช่ เพราะเจตนารมณ์คือการเป็นกฎหมายที่ครอบคลุมผู้เรียนทุกช่วงวัย ซึ่งกว้างกว่าแค่การศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียน”
การรับฟังเสียงของนักเรียน ครู และประชาชนครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการทำเป็นพิธี ใช่หรือไม่
“ใช่ นี่คือความมุ่งมั่นร่วมกันของสภาผู้บริโภคและสภาการศึกษาที่ต้องการสร้างพื้นที่ให้สังคมได้มีส่วนร่วมบอกความต้องการและความคาดหวังอย่างแท้จริง เพื่อทำให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นร่วมกันของทุกคน”
การศึกษาไทยยังมีอีกหลายโจทย์ที่รอการปฏิรูป ไม่ว่าจะเป็นการเรียนฟรีที่ยังไม่ฟรีจริง การใช้อำนาจและความรุนแรงในโรงเรียน หลักสูตรแบบรวมศูนย์ที่ไม่สอดคล้องกับความหลากหลายของผู้เรียนและโลกที่เปลี่ยนไป การพัฒนาครูที่ยังไม่เพียงพอ รวมถึงความเข้าใจเรื่อง ‘การศึกษา’ ที่ยังจำกัดอยู่แค่ในวัยเรียน ทั้งที่การเรียนรู้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต
เมื่อ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ กำลังจะถูกเขียนขึ้นใหม่ นี่จึงอาจเป็นโอกาสสำคัญที่สังคมจะได้กลับมาคุยกันอีกครั้งว่า เราอยากเห็นการศึกษาแบบไหน เราจะเรียนรู้กันอย่างไร ใครบ้างที่ควรได้รับการเรียนรู้ ใครบ้างที่มีหน้าที่จัดการเรียนรู้ และเหนือสิ่งอื่นใด เราจะเรียนรู้กันไปเพื่ออะไร