ว่ากันว่า สูทคือเสื้อผ้าที่แสดงถึงตัวตนและอัตลักษณ์ของเราได้ดีที่สุด (?)
จริงไหมที่เวลาจะออกงานหรือไปทำกิจกรรมอะไรที่ดูจริงจังและเน้นภาพลักษณ์ หลายคนมักหยิบสูทขึ้นมาใส่กัน หรือบางองค์กรถึงกับใช้งบประมาณในการตัดสูทหลายพันบาทเพื่ออัตลักษณ์ที่อยากแสดงออก วันนี้ The MATTER จึงอยากพาทุกคนไปย้อนดูประวัติศาสตร์ของชุดสูทกัน ว่าชุดสูทสามารถสะท้อนอัตลักษณ์ของผู้สวมใส่ได้ขนาดนั้นเชียวหรือ?

สูทกับการเป็นสัญลักษณ์ความหรูหราและความเป็นผู้ดี
ชนชั้นและสถานะคือสิ่งที่ใช้แบ่งแยกผู้คนในสังคมมาตลอดแทบจะทุกช่วงเวลาตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน และหลายครั้งมนุษย์เราก็ใช้ข้าวของเครื่องใช้รอบตัวเราในการเป็นกำหนดความสูงต่ำของผู้คนออกมา
เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย คือหนึ่งในเครื่องมืออย่างดีที่มนุษย์เราใช้ขีดเส้นแบ่งสถานะของคนด้วยกันเองมาตลอดช่วงเวลาในประวัติศาสตร์จวบจนถึงปัจจุบัน ยิ่งเสื้อผ้าบางชนิด ยิ่งถูกใช้เป็นภาพสะท้อนของความมีเกียรติและชนชั้นได้อย่างชัดเจน
‘สูท’ เป็นเสื้อผ้าที่หลายคนมักหยิบมาสวมใส่ เมื่อต้องการแสดงออกถึงความน่าเชื่อถือและความเป็นทางการ ผืนผ้าที่ตัดเย็บมาอย่างเข้ารูปนี้ จึงกลายเป็นเครื่องแต่งกายที่ถูกผูกโยงเข้ากับภาพจำของอำนาจ ความเป็นมืออาชีพ และสถานะทางสังคมมาอย่างยาวนาน
ครั้งหนึ่งในอดีต การแต่งกายเป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงความหรูหรา เป็นผู้รากมากดีชนชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็น การแต่งเติมลวดลายบนเสื้อผ้า หรือกระทั่งการตัดเย็บด้วยผ้าอย่างดี กระทั่งราวๆ ต้นศตวรรษที่ 19 ผู้ดีหลายคนก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับลักษณะการแต่งกายแบบเดิมๆ ยิ่งยุโรปที่เพิ่งผ่านพ้นเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ อย่าง การปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 มา การแต่งกายที่โอ่อ่าจนเกินพอดีก็ยิ่งถูกเชื่อมโยงเข้ากับภาพของชนชั้นและอภิสิทธิ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้คนในยุคนั้นจึงเริ่มแสวงหาวิธีแสดงออกถึงสถานะทางสังคมรูปแบบใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องอวดความหรูหราแบบตรงไปตรงมา หากแต่เป็นความน้อยแต่มาก เรียบแต่โก้แทน
โบ บรัมเมล (Beau Brummel) หนึ่งในผู้ดีที่รับใช้ราชสำนักอังกฤษในยุครีเจนซี่จึงได้คิดค้นการแต่งกายด้วยเสื้อโค้ทที่แทบจะไม่มีการตกแต่งหรือใช้สีที่ฉูดฉาด โดยให้ใส่ควบคู่กับกางเกงขายาวและรองเท้าบูท บรัมเมลพยายามใช้เครื่องแต่งกายนี้สะท้อนภาพลักษณ์ของสุภาพบุรุษ เพื่อแสดงออกถึงความเรียบง่ายและสุขุม ด้วยการให้ความสำคัญกับทรงเสื้อผ้ามากกว่าการอวดลวดลาย
การแต่งกายของบรัมเมล เริ่มแพร่หลายในหมู่ชนชั้นนำของอังกฤษ เหล่าเจ้าขุนมูลนายเริ่มหันมาใส่ชุดสูทกันมากขึ้น จนแนวคิดการแต่งกายในลักษณะนี้เริ่มกระจายไปทั่วยุโรป และกลายเป็นแฟชั่นของเหล่าสุภาพบุรุษตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา
หนึ่งสิ่งที่สามารถแสดงออกถึงความเป็นผู้รากมากดีได้ชัดเจนที่สุด คือการมีเวลาว่างมากพอจะใช้ชีวิตโดยไม่ต้องคำนึงถึงการออกไปตรากตรำทำงานในแต่ละวัน ช่วงเช้าก็ออกไปพบปะผู้คนในสมาคมต่างๆ ตกดึกก็ไปสนุกสนานกันต่อในงานเลี้ยง ด้วยเหตุนี้ การแต่งกายในยุควิกตอเรีย จึงเริ่มมีการผูกโยงกับแนวคิดเหล่านี้มากขึ้น จนก่อกำเนิดเป็นเสื้อโค้ทแบบทรงยาวขึ้นมา เพื่อเพิ่มเติมความเป็นทางการลงไปในเครื่องแต่งกาย ซึ่งถือเป็นชุดประจำวันของเหล่าสุภาพบุรุษ และพัฒนาเป็น Morning coat หรือ สูทที่เสื้อโค้ทตัวนอกจะมีชายด้านหลังยาวลงมาถึงเข่าและมีปกเสื้อแบบปลายแหลม สำหรับใส่ทำกิจกรรม ออกงานในช่วงเช้าหรือกลางวันตามชื่อของมัน
นอกจากนี้ ในยุควิกตอเรียยังมีสูทที่มีความเป็นลำลองมากขึ้นเรียกว่า Lounge suit หรือสูทที่ตัดเย็บด้วยเนื้อผ้าและลวดลายเดียวกันทั้งเสื้อและกางเกง เหมาะแก่การสวมใส่ลำลอง โดยสูทลักษณะนี้ได้รับความนิยมเป็นพิเศษในหมู่สุภาพบุรุษตามชนบท ที่วิถีชีวิตไม่ได้ผูกติดกับพิธีการหรือสังคมเมือง อีกทั้งบ้านเรือนจำนวนมากยังขาดระบบทำความร้อนที่มีประสิทธิภาพ การสวมใส่สูทผ้าหนาในรูปแบบที่สบายกว่า จึงตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันมากกว่านั่นเอง
ถัดมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ยุคเอ็ดเวิร์ด (Edwardian era) ชุดแบบ Morning coat เริ่มหมดความนิยม ถูกแทนที่ด้วยสูทลำลองที่ผู้คนยุคก่อนหน้ามองว่ามันเหมาะสำหรับผู้คนในชนบทมากกว่า และเริ่มกลายเป็นมาตรฐานการแต่งตัวในชีวิตประจำวันของผู้คนในเมือง ที่แม้แต่ผู้ดีก็ต้องหันมาใส่สูทลำลองนี้
จากต้นกำเนิดที่ต้องการประกาศถึงความเป็นผู้รากมากดีแบบเรียบง่าย ทำให้ชุดสูทกลายเป็นเครื่องแต่งกายที่ผูกโยงกับสถานะและชนชั้นมาโดยตลอด และสูทก็จะยังคงทำหน้าที่นี้ของมันต่อไป จนกระทั่งในปัจจุบัน

เมื่อต้องการความโก้และมีสไตล์จึงต้องหันมาใส่สูทกัน
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ปะทุและลุกลามไปทั่วโลก เสื้อผ้าหลายชนิดก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับอิทธิพลจากบรรยากาศของสงคราม ชุดสูทเองก็เช่นกัน จากเดิมที่ถูกออกแบบมาเพื่อเน้นความสบาย และสามารถหยิบมาสวมใส่ได้ง่ายในชีวิตประจำวัน สูทเริ่มถูกปรับให้มีความโก้และเรียบหรูมากขึ้น เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องแบบทหารอย่างชัดเจน เสื้อแจ็คเก็ตถูกตัดให้เข้ารูป โครงสร้างชัดเจน และมีความยาวของตัวเสื้อเพิ่มขึ้นเล็กน้อย สะท้อนภาพของความเป็นระเบียบ วินัย และความน่าเชื่อถือในแบบสุภาพบุรุษยุคใหม่
แล้วยิ่งในช่วงหลังสงครามโลกครั้งแรก ทศวรรษ 1920 ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ยุคแห่งแจ๊ส (Jazz Age) ช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยสีสันความสนุกและความคึกคัก ชุดสูทเองก็เปลี่ยนแปลงไปตามจิตวิญญาณของยุคสมัยเช่นกัน จากความเคร่งขรึมแบบทหาร สูทเริ่มถูกเติมสีสันและลูกเล่นทางแฟชั่นมากขึ้น ใช้ผ้าที่มีสีสว่าง ลวดลายจัดจ้าน และดูมีชีวิตชีวามากกว่าเดิม สะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนที่เริ่มโหยหาความสุข การเฉลิมฉลอง และอิสรภาพหลังผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความสูญเสียและความตึงเครียดจากสงคราม
เมื่อมีขึ้น ก็ต้องมีร่วงหล่น ชุดสูทที่เคยรุ่งเรืองในยุคแจ๊ส ก็ต้องชะงัก สีสันที่เคยจัดจ้านก็ต้องเปลี่ยนแปลงจากพิษของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีระดับใหญ่กว่าครั้งก่อนหน้าเป็นไหนๆ ผ้าที่เคยมีพอจะตัดสูทที่ประณีต ก็ไม่เพียงพอ ชุดสูทจึงถูกลดทอนโดยเปลี่ยนมาใช้วัสดุอย่างผ้าสักหลาดในการตัดเย็บ ส่วนอื่นของชุดก็ถูกตัดออกไป อย่าง เสื้อกั๊กด้านในที่ปกติผู้ชายจะสวมเอาไว้ในสูท ก็นำออก เพื่อประหยัดผ้าให้ได้มากที่สุด
ภายหลังสงครามสิ้นสุด ผู้คนต่างเบื่อหน่ายกับกรอบระเบียบ ความเคร่งครัด และอุดมการณ์ใช้เป็นข้ออ้างพาโลกเข้าสู่ความรุนแรง จึงเข้าสู่ยุคของการต่อต้านสังคม โดยมีการแต่งกายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการสะท้อนภาพของแนวคิดเหล่านี้ สูทที่เคยต้องตัดเย็บเฉพาะบุคคล ก็เริ่มมีมาตรฐานเดียวกัน อย่างการตัดทรงให้ตรงมากที่สุด โดยแทบไม่เน้นสัดส่วนเอว ลดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็นลงไปให้ได้มากที่สุด เพราะในยุคนี้ผู้คนหันไปสวมใส่เสื้อผ้าที่แสดงออกถึงความขบถได้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ยีนส์ เสื้อยืด และเสื้อผ้าของวัฒนธรรมวัยรุ่น ที่ไม่ได้ต้องการความเนี้ยบหรือความสมบูรณ์แบบ
แต่สูทก็กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง ภายใต้อิทธิพลสำคัญอย่าง วัฒนธรรมดิสโก้ ในทศวรรษ 1970 แต่คราวนี้ชุดสูทไม่ได้เน้นความสุขุมแบบยุคเก่าๆ แล้ว เพราะมันได้เปลี่ยนหน้าที่จากเครื่องแบบของความเรียบร้อย มาเป็นเครื่องมือในการประกาศรสนิยมของผู้สวมใส่อย่างเปิดเผย แถมยังมีเริ่มมีการนำวัสดุสังเคราะห์มาใช้ในการทำเสื้อผ้า ทำให้สูทมีราคาถูกลง เข้าถึงกลุ่มคนได้หลากหลายมากขึ้น จึงช่วยให้ผู้คนต่างแสดงตัวตนผ่านสูทได้ดีขึ้นนั่นเอง
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ชุดสูทสำหรับผู้หญิง ที่ออกมาเพื่อผู้หญิงโดยตรงก็ได้ถือกำเนิดขึ้น โดย อีฟส์ แซงต์ โลรองต์ (Yves Saint Laurent) กับการเปิดตัวชุดสูททักซิโด้ ‘Le Smoking’ ในปี 1966 ถือเป็นสูทที่สะเทือนวงการแฟชั่นไม่น้อย เพราะเป็นสูทที่ อีฟส์ แซงต์ ตั้งใจออกแบบตามสรีระและการใช้งานของผู้หญิง เพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ จนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญให้ชุดสูทสำหรับผู้หญิงถูกพัฒนาต่อไปในอนาคต
ถัดมาในช่วงทศวรรษที่ 1980-1990 ชุดสูทก็ได้มีการสลับสับเปลี่ยนสไตล์ความนิยมมาโดยตลอด หากเป็นในยุคที่นักร้องอย่าง ไมเคิล แจ็คสั้น (Michael Joseph Jackson) กำลังดัง ผู้ชายก็หันมาใส่สูททรงหลวมเล็กน้อย เพื่อแสดงออกถึงความเป็นแฟชั่นที่ไม่ถูกตีกรอบ สะท้อนให้เห็นว่าสูทเองก็สอดรับไปกระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย
พอมาถึงสหัสวรรษใหม่ ผู้คนกลับเริ่มหวนมองแฟชั่นในอดีตที่เคยรุ่งโรจน์อีกครั้ง แต่เป็นการหยิบเอาแรงบันดาลใจเหล่านั้นมาตีความใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย สูททรงหลวมที่เคยได้รับความนิยมในช่วงก่อนหน้า ก็ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยสูททรงเข้ารูปมากขึ้น เน้นสัดส่วนและโครงสร้างของเรือนร่าง สะท้อนถึงยุคสมัยที่ผู้คนให้ความสำคัญกับตัวตน ความเป็นปัจเจก และภาพลักษณ์เฉพาะของแต่ละคนมากขึ้น
นับแต่จุดกำเนิดของชุดสูท เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ชุดสูทก็ได้มีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกัน สอดประสานไปกับแนวคิดและค่านิยมของผู้คนในแต่ละยุคสมัย
ท้ายสุดแล้ว ไม่ว่าจะ เพื่อแสดงความเรียบหรู นำเสนอความเป็นผู้ดี หรือสะท้อนอัตลักษณ์ใดๆ ชุดสูทโดยเนื้อแท้ก็ไม่ได้มีความหมายอื่นใด นอกเหนือไปจากเครื่องนุ่มห่มที่ใช้ปกปิดร่างกาย ส่วนความหมายที่แฝงมากับสูทนั้น ก็เห็นจะเป็นสิ่งที่มนุษย์เราสร้างและมอบให้แก่มันทั้งนั้น
อ้างอิงจาก