เมียนมาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์กับไทยมายาวนาน และถือเป็นประเทศที่มีแรงงานเข้ามาทำงานในไทยมากที่สุดในบรรดาประเทศอาเซียน โดยส่วนใหญ่แรงงานชาวเมียนมาจะเป็นกำลังสำคัญในภาคการเกษตร ก่อสร้าง อุตสาหกรรม และปศุสัตว์
ข้อมูล ในเดือน ก.ย. 2569 จากสำนักบริหารคนต่างด้าว ระบุว่า ไทยมีแรงงานจากกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม รวมทั้งหมด 3,986,362 คน ซึ่งแรงงานชาวเมียนมามากถึง 3,330,477 คน หรือคิดเป็น 83.5% ของแรงงานกลุ่มประเทศ CLMV ในไทย
แรงงานเมียนมาจำนวนมากที่เข้ามาในไทยสะท้อนว่าไทยเป็นแหล่งงานที่สำคัญของชาวเมียนมา ขณะเดียวกันการที่มีชาวเมียนมาอาศัยอยู่ในไทยจำนวนมาก ก็ทำให้รัฐบาลไทยกับรัฐบาลเมียนมามีการเจรจากันเรื่องแรงงานในหลายต่อหลายครั้ง
แม้ว่าเมียนมาจะถูกคว่ำบาตรจากหลายประเทศ เนื่องจากการรัฐประหาร ที่นำโดยพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ในปี 2564 แต่ไทยยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีกับเมียนมาเอาไว้ แม้มีสถานะเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน แต่ในความสัมพันธ์นี้ยังมีเรื่องชีวิตและปากท้องของประชาชนทั้ง 2 ประเทศซ่อนอยู่ ในวันที่สถานการณ์การเมืองในเมียนมายังคงไม่สงบ
The MATTER ชวนคุยและขยายความเรื่องนี้กับ ผศ.ลลิตา หาญวงษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถึงสถานการณ์ของแรงงานชาวเมียนมาในไทย อคติที่แรงงานข้ามชาติต้องเผชิญ รวมถึงบทบาทของรัฐไทยที่ถูกตั้งคำถามผ่านศูนย์ CI (Certificate of Identity)
จากรัฐประหาร 2564 สู่ภาวะสมองไหลในสังคมเมียนมา
ลลิตาเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของการเมืองเมียนมาว่า นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564 มีผู้คนในสังคมเมียนมาออกมาประท้วงและต่อต้าน แต่เมื่อเกิดการปราบปรามอย่างรุนแรง และมีประชาชนเสียชีวิต การต่อต้านก็เปลี่ยนไปเป็นการสู้รบแบบกองโจร อีกทั้งมีผู้ต่อต้านบางส่วนเข้าไปอยู่ในป่าและพื้นที่นอกเมือง
หลังรัฐประหารมีคนหนุ่มสาวและประชาชนที่เข้าร่วมขบวนการอารยะขัดขืน หรือ Civil Disobedience Movement (CDM) ซึ่งมีทั้งครู แพทย์ พยาบาล และอาชีพต่างๆ หลบหนีเข้ามาในไทย เพราะไม่ต้องการทำงานให้รัฐบาลทหารเมียนมา บางคนเดินทางต่อไปยังประเทศที่ 3 เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฝรั่งเศส สหรัฐฯ และอังกฤษ แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนในกลุ่ม CDM จำนวนมากยังคงอยู่ในไทย
นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government: NUG) และกองกำลังป้องกันประชาชน (People’s Defence Force: PDF) ขึ้น การสู้รบในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาเข้มข้นขึ้น แต่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสู้รบระหว่าง PDF กับกองทัพเมียนมาเท่านั้น เพราะกลุ่มกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์บางกลุ่ม (Ethnic Armed Organizations: EAOs) ยังคงต่อสู้กับรัฐบาลเมียนมาอย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญกลุ่มกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์บางกลุ่ม โดยเฉพาะสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union: KNU) และพรรคก้าวหน้าแห่งชาติกะเรนนี (Karenni National Progressive Party: KNPP) ให้การสนับสนุนประชาชนและนักศึกษาที่หลบหนีออกจากเมืองและเข้าร่วมกับ PDF รวมถึงช่วยฝึกฝนให้ด้วย ทำให้ PDF จำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่ตนควบคุมได้
ขณะเดียวกัน ยังมี PDF จำนวนหนึ่งอยู่ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ส่วนกลุ่มกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ก็ยังสู้รบกับกองทัพเมียนมาอย่างเข้มข้นต่อไป ในพื้นที่อย่าง รัฐยะไข่ หรือรัฐอาระกัน ซึ่งมีกองทัพอาระกัน (Arakan Army: AA) เป็นกองกำลังสำคัญ เป็นพื้นที่ที่มีการสู้รบกับกองทัพเมียนมาอย่างหนัก
ลลิตาคิดว่าหนึ่งในประเด็นสำคัญของการอารยะขัดขืนของกลุ่ม CMD คือการที่รัฐบาลทหารเมียนมาออกกฎหมายบังคับเกณฑ์ทหารแก่พลเรือนในปี 2567 หลังสู้รบมาได้ราว 3 ปี กองทัพสูญเสียกำลังพลจำนวนมากและประสบปัญหาขาดแคลนทหาร กฎหมายนี้บังคับให้ผู้ชายอายุ 18–35 ปีถูกเรียกเข้ารับราชการทหาร โดยจะได้รับการฝึกเพียงไม่กี่สัปดาห์ ก่อนถูกส่งไปแนวหน้า
การเกณฑ์ทหารผลักให้คนจากทุกชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง หรือชนชั้นแรงงาน ซึ่งอยู่ในวัย 18-35 ปี ต้องคิดหาทางออกจากเมียนมา เพราะไม่ต้องการไปเป็นทหาร
ลลิตาบอกว่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเห็นคนชนชั้นกลางจำนวนมาก รวมถึงประชาชนทั่วไป หลบหนีจากเมียนมาเข้ามาในไทยหลังปี 2567 ซึ่งคนจากชนชั้นกลางมักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ หรือเมืองใหญ่ๆ ส่วนแรงงานมักเข้ามาทางด่านชายแดน ส่วนใหญ่มาทางด่านแม่สอด และมีบางส่วนผ่านด่านเจดีย์สามองค์
มีคนหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง บางคนเข้ามาผ่านขบวนการค้ามนุษย์ โดยต้องจ่ายค่านายหน้าคนละ 20,000–30,000 บาท บางคนเดินทางเข้ามาด้วยวีซ่า
แต่ปัจจุบันรัฐบาลเมียนมาเริ่มทำให้การต่อหนังสือเดินทางในไทยนั้นยากขึ้น รวมถึงการขอวีซ่าและเอกสารรับรองต่างๆ ที่จำเป็นต่อการเดินทางเข้าไทยก็ยากขึ้นเช่นกัน รัฐบาลเมียนมาพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้คนเมียนมาอยู่ในประเทศ ทั้งหมดนี้คือสถานการณ์ที่ทำให้มีคนอพยพเข้ามาในไทยมากขึ้นเรื่อยๆ
ไทยได้รับผลกระทบอะไร จากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา
สถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย-เมียนมา มีการสู้รบอยู่เป็นระยะ หากมองภาพรวม พื้นที่ฝั่งจังหวัดแม่ฮ่องสอน อย่าง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน และอำเภอขุนยวม อำเภอปาย ลงมาถึงอำเภอสบเมย อำเภอแม่สะเรียง ซึ่งพื้นที่อำเภอเหล่านี้อยู่ตรงข้ามกับฐานที่ตั้งของกลุ่มกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ต่างๆ
ส่วนจังหวัดตาก ตั้งแต่อำเภอท่าสองยางลงมาถึงอำเภอแม่สอด ก็มีพื้นที่ของ KNU หรือสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง สลับกับพื้นที่ของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (BGF-KN) ส่วนบริเวณอำเภอสังขละบุรีและอำเภอสวนผึ้ง มีกองกำลังของ KNU และ DKBA อยู่ในพื้นที่
จะเห็นว่าชายแดนไทยนั้นอยู่ใกล้กองกำลังหลายกลุ่ม แม้บางกลุ่มลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ (NCA) กับรัฐบาลเมียนมาตั้งแต่ปี 2558 โดยกลุ่มที่ลงนามยังยึดมั่นในข้อตกลง โดยพยายามหลีกเลี่ยงการสู้รบกับกองทัพเมียนมา แม้จะมีการปะทะกันบ้าง แต่ผู้นำบางส่วนไม่ต้องการให้เกิดการสู้รบ เพราะจะสร้างความเสียหายแก่พื้นที่และทำให้ประชาชนไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ แต่เมื่อลงมาจากพื้นที่กะเรนนีจนถึงสวนผึ้ง การสู้รบก็ยังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่
เมื่อเกิดการสู้รบ ผู้คนก็ต้องอพยพ นับตั้งแต่รัฐประหาร มีผู้ลี้ภัยข้ามเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมาก แนวชายแดนมีช่องทางธรรมชาติ ทั้งช่องเขาและแม่น้ำ ตั้งแต่บริเวณแม่น้ำสาละวินในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลงมาถึงแม่น้ำเมยบริเวณจังหวัดตากและอำเภอแม่สอด ช่องทางเหล่านี้ไม่ได้ข้ามผ่านได้ยาก
ลลิตามองว่า ในความเป็นจริงแล้วไทยอาจไม่สามารถส่งกำลังไปเฝ้าติดตามแนวชายแดนได้อย่างทั่วถึงตลอด 24 ชั่วโมง เพราะชายแดนไทย-เมียนมา ยาวประมาณ 2,401 กิโลเมตร
“สถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรงในขณะนี้ คือความพยายามของรัฐบาลทหารเมียนมาที่จะยึดคืนฐานที่มั่นของกองกำลังชาติพันธุ์ตามแนวชายแดนไทย ในรัฐกะเหรี่ยงและรัฐกะเรนนี ซึ่งยังมีอีกหลายฐานที่รัฐบาลเมียนมาไม่สามารถยึดคืนได้”
ลลิตาพูดถึงสถานการณ์สู้รบที่ส่งผลกระทบถึงไทยว่า มีฐานที่มั่นของกองกำลังชาติพันธุ์ 2-3 แห่งที่อยู่ใกล้ชายแดนไทยมาก ห่างออกไปเพียงไม่กี่กิโลเมตร อย่างเช่นฐานของ KNU ก็อยู่ใกล้ไทย รัฐบาลเมียนมาจึงส่งเครื่องบินมาโจมตีฐานเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม เครื่องบิน MiG ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ไอพ่นขนาดใหญ่ ทิ้งระเบิดได้ไม่แม่นยำ ทำให้เมื่อระเบิดถูกทิ้งจากเครื่องบิน ระเบิดก็อาจไม่ตกในจุดที่ตั้งใจไว้เสมอไป
โดยทั่วไปการโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมามักเกิดขึ้นในพื้นที่ชุมชน เพื่อข่มขู่และสร้างความหวาดกลัว และหวังให้กลุ่มกะเหรี่ยงถอยออกจากพื้นที่ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถยึดฐานของกะเหรี่ยงได้
ซึ่งปฏิบัติการโจมตีแบบนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อชายแดนไทย เพราะมีการใช้ทั้งปืน ปืนใหญ่ และระเบิดหลายชนิด สะเก็ดระเบิดอาจข้ามเข้ามาฝั่งไทยได้ ตราบใดที่การสู้รบบริเวณฐานตามแนวชายแดนไทย-เมียนมายังไม่ยุติ ประชาชนไทยก็ย่อมได้รับผลกระทบ
แม้รัฐบาลไทยจะบอกว่าไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้ง และไม่ควรเข้าไปแทรกแซงการสู้รบระหว่างเมียนมากับกะเหรี่ยง ซึ่งเรื่องนี้ลลิตาบอกว่าเห็นด้วย แต่ก็ตั้งคำถามว่าแล้วรัฐไทยจะปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ต่อไปหรือ ?
“ถ้ารัฐบาลไทยไม่อยากให้ประชาชนได้รับผลกระทบต่อไป ก็ควรกดดันรัฐบาลเมียนมาไม่ให้นำเครื่องบินมาทิ้งระเบิดใกล้ชายแดนไทยขนาดนี้ พื้นที่บริเวณชายแดนควรเป็นเขตปลอดการสู้รบที่ชาวบ้านสามารถอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือกองทัพเมียนมาไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดกับไทย” ลลิตากล่าว
การเกิดขึ้นของศูนย์ CI เป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยหรือไม่ ?
ท่ามกลางการสู้รบระหว่างรัฐบาลทหารเมียนมากับกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์หลายกลุ่ม รัฐบาลทหารเมียนมาได้ออกมาตรการเกี่ยวกับรายได้ของแรงงานเมียนมาในต่างประเทศ โดยกำหนดให้แรงงานโอนเงินอย่างน้อย 25% ของค่าจ้างกลับไปยังครอบครัวหรือบัญชีผ่านช่องทางทางการ หากไม่ปฏิบัติตาม อาจถูกระงับการต่ออายุหนังสือเดินทางหรือบัตรประจำตัวแรงงานต่างประเทศ ถูกจำกัดการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ นอกจากนี้แรงงานเมียนมาที่ทำงานในต่างประเทศยังต้องเสียภาษีเงินได้ 2% จากเงินเดือนที่ได้
จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า รายได้และเงินตราต่างประเทศที่เข้าสู่ระบบอาจเป็นการเพิ่มทรัพยากรที่รัฐบาลทหารนำไปใช้ในการทำสงครามหรือจัดซื้ออาวุธหรือไม่ และยังไม่มีหลักฐานยืนยัน
นอกจากนี้ยังมีการตั้งศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล หรือศูนย์ CI (Certificate of Identity) ซึ่งดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานไทย และมีเจ้าหน้าที่เมียนมาร่วมในกระบวนการออกเอกสาร ซึ่งกำลังสร้างข้อกังขาเรื่องสถานะของแรงงานว่าอาจมีหลายคนเสี่ยงหลุดออกจากระบบหากขึ้นทะเบียนไม่ทัน และค่าใช้จ่ายที่แรงงานต้องเสียเพิ่มขึ้น
การเข้ามาตั้งศูยน์ CI ในไทย ลลิตามองว่า เรื่องนี้สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานรัฐต่อรัฐ และกระทรวงต่อกระทรวงของไทยกับรัฐบาลทหารเมียนมา
และเรื่องศูนย์ CI ลลิตาได้เคยถามเพื่อนที่เป็นเจ้าของทำโรงงานและมีการจ้างแรงงานเมียนมา ซึ่งเจ้าของโรงงานเล่าว่า แรงงานบางส่วนไม่ต้องการต่อบัตรหรือสมุดเล่มเขียวผ่านศูนย์ CI นี้เพราะกังวลว่าค่าใช้จ่ายอาจสูงถึงคนละ 20,000 บาท บางแหล่งระบุว่าอยู่ที่ประมาณ 15,000 บาท แต่เมื่อรวมค่าบริการผ่านนายหน้าก็อาจสูงขึ้นไปอีก
อีกประเด็นคือ เมื่อมีการตรวจสอบอัตลักษณ์ของแรงงาน ข้อมูลอาจไม่ได้อยู่กับกระทรวงแรงงานไทยเท่านั้น แต่มีข้อกังวลว่าอาจถูกส่งต่อไปยังกรุงเนปิดอว์ เพื่อใช้ตรวจสอบว่าใครเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา อยู่ที่ไหนบ้าง และมีแรงงานอยู่ในไทยจำนวนเท่าไรหรือกระจุกตัวอยู่บริเวณใด
ลลิตามองว่านี่อาจเป็นช่องทางให้รัฐบาลเมียนมาเก็บข้อมูลแรงงานของตนในไทย และติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้าน ซึ่งมาตรการลักษณะนี้เกิดขึ้นในช่วงที่มิน อ่อง หล่ายขึ้นเป็นประธานาธิบดี
อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลเมียนมาต้องการให้แรงงานส่งเงินกลับประเทศจึงมีข้อกำหนดส่งเงินกลับมาให้ครอบครัวอย่างน้อย 25% ของค่าจ้าง แต่เงินดังกล่าวไม่ได้ส่งเข้ารัฐโดยตรง แรงงานบางส่วนใช้ระบบโอนเงินนอกช่องทางธนาคาร หากมองภาพรวม ทั้งการค้าและแรงงานสะท้อนว่ารัฐบาลเมียนมาต้องการควบคุมแรงงานและรายได้ที่เกี่ยวข้องให้ได้มากขึ้น
นอกจากความกังวลเรื่องศูนย์ CI แล้ว ยังมีคำถามสำคัญว่ากระบวนการนี้เป็นการล้ำเข้ามาในอำนาจของไทยในการกำกับดูแลแรงงานหรือไม่ ลลิตาเห็นว่าเป็นประเด็นที่ไทยควรพิจารณา
เนื่องจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับศูนย์ CI ที่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งระบุว่ามีเจ้าหน้าที่เมียนมาทำงานอยู่ในศูนย์ และมีการกล่าวถึงเครือข่ายนักธุรกิจและบุคคลใกล้ชิดมิน อ่อง หล่าย ว่าเกี่ยวข้องกับการดูแลศูนย์ เรื่องนี้จึงควรตรวจสอบให้ชัดเจน
“หากสมมุติว่าแรงงานเมียนมา 7-8 ล้านคนเข้าสู่ระบบ และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 15,000 บาท ยอดรวมจะอยู่ในระดับแสนล้านบาท แต่ไม่ได้หมายความว่าเงินทั้งหมดจะเข้าสู่รัฐบาลหรือศูนย์ CI โดยตรง จึงกังวลว่าเงินจำนวนมากอาจกลายเป็นแหล่งรายได้ที่รัฐบาลทหารนำไปใช้จัดซื้ออาวุธหรือดำเนินสงคราม”
ปัญหาโครงสร้างแรงงานข้ามชาติที่ไทยยังแก้ไม่ได้
ลลิตาบอกว่า สถานการณ์ของแรงงานเมียนมาในไทยกำลังมีหลายเรื่องที่น่าห่วง แต่สิ่งที่ไทยยังคงแก้ไขไม่ได้ คือเรื่องฐานข้อมูลที่ไม่ชัดเจนว่ามีแรงงานเมียนมาอยู่ในประเทศจำนวนกี่คน การสำรวจหลายชุดไม่เป็นข้อมูลปัจจุบันและอาจไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ อีกทั้งยังไม่รู้ว่าแรงงานจากเมียนมาแต่ละคนมาจากกลุ่มชาติพันธุ์ใดบ้าง เช่น กะเหรี่ยง ไทยใหญ่ เมียนมา หรือยะไข่
ส่วนเรื่องแรงงานในระบบ ก็มีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับแรงงานนอกระบบ แรงงานในระบบที่มีประกันสังคม มีบัตร และประวัติการทำงาน ทำให้ติดตามข้อมูลได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรืออาชญากรรม แต่ในไทยยังมีชาวเมียนมานอกระบบจำนวนมาก ทั้งคนที่ไม่มีเอกสารและคนที่ลักลอบเข้าเมือง
“ตราบใดที่ไทยยังควบคุมชายแดนและการเข้าเมืองให้เป็นไปตามกฎหมายได้ไม่ทั่วถึง เราก็ควรคิดอย่างจริงจังว่าจะทำให้ทุกคนที่เข้ามา ไม่ว่าจะมีเอกสารหรือไม่ มีข้อมูลอัตลักษณ์อยู่ในระบบของไทยได้อย่างไร แต่ตอนนี้กลับเปิดให้หน่วยงานเมียนมาเข้ามาเก็บข้อมูล เลยไม่แน่ใจว่าเมียนมาจะแบ่งปันข้อมูลให้ไทยครบถ้วนหรือไม่” ลลิตากล่าว
ด้านเหตุผลที่รัฐไทยไม่สามารถจัดการปัญหาที่ได้รับผลกระทบจากรัฐบาลเมียนมาได้ทันที ลลิตามองว่า หลายกระทรวงของไทยอาจคิดว่าไม่อยากเข้าไปยุ่งเรื่องภายในของเมียนมา ให้เมียนมาจัดการเอง เพราะทำได้ง่ายกว่า และการทำงานแบบรัฐต่อรัฐอาจสะดวกกว่า การเข้าไปจัดการกับกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากและต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง
วาทกรรมในสังคมไทยที่มีต่อชาวเมียนมา
วาทกรรม ‘แรงงานข้ามชาติเข้ามาแย่งงานคนไทย’ ทำถูกพูดซ้ำอยู่เรื่อยๆ จนทำให้ชาวเมียนมาต้องใช้ชีวิตด้วยความกลัว
ลลิตาตั้งคำถามว่า คนที่กล่าวหาเช่นนี้เข้าใจหรือไม่ว่าไทยยังต้องการแรงงาน และอีกประเด็นที่มักถูกหยิบมาโจมตีคือ ทำไมรัฐจึงต้องให้การศึกษาฟรีแก่ลูกหลานแรงงานข้ามชาติ
ตามหลักการแล้ว ไทยซึ่งเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก หมายความว่าเด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยควรได้รับการศึกษา หากเด็กไม่ได้เรียนและหลุดออกจากระบบการศึกษา พวกเขาอาจเสี่ยงเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย แล้วการที่มีคนพูดว่า “จับคนเหล่านี้แล้วเนรเทศ” จะแก้ปัญหาได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่สามารถจับทุกคนได้ และหลายคนก็มีเอกสารที่อนุญาตให้อยู่ในประเทศไทย
“เราสามารถสอนภาษาไทยให้ลูกหลานชาวเมียนมา และช่วยให้พวกเขารู้สึกผูกพันกับสังคมไทย เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างชุมชนชาวเมียนมากับชุมชนไทยได้”
ชาวเมียนมาหลายคนเกิดและเติบโตที่ไทย พูดภาษาไทย และกินอาหารไทย แล้วการมีเชื้อสายเมียนมา แต่เติบโตในสังคมไทย แตกต่างจากการเป็นคนไทยอย่างไร ลลิตามองว่าควรทำให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยมากขึ้น
ส่วนเรื่องสาธารณสุข เมื่อบุคลากรทางการแพทย์เห็นผู้ป่วย พวกเขาก็ต้องรักษา ไม่ว่าจะเป็นผู้บาดเจ็บที่เดินทางมาจากอีกฝั่งหรือแรงงานเมียนมาที่อยู่ในระบบ และเข้ารับการรักษาหรือคลอดบุตร
ลลิตาเห็นด้วยว่าจำนวนคนมีมากเกินกว่าที่รัฐไทยจะจัดการได้ด้วยวิธีเดิมๆ จึงคิดว่าไทยต้องยอมลงทุนด้านงบประมาณเพื่อขึ้นทะเบียนแรงงานต่างชาติทุกคน ไม่ว่าจะมาจากลาว เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม หรือประเทศอื่นๆ และรัฐไทยควรเป็นผู้สำรวจและจัดทำข้อมูลเอง การลงทุนนี้อาจมีต้นทุนสูง แต่จำเป็นต่อการจัดทำนโยบายแรงงานและแผนพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงการรับมือกับสังคมสูงวัยของไทย
ลลิตาทิ้งท้ายว่า ในความเป็นจริงแล้ว เราต้องยอมรับว่าไทยอยู่ไม่ได้หากปราศจากแรงงานเหล่านี้ ไม่ว่าชอบหรือไม่ก็ตาม การย้ายถิ่นของแรงงานเกิดขึ้นมาตลอดในประวัติศาสตร์มนุษย์
แม้ภาพรวมของสถานการณ์การเมืองของเมียนมายังคงส่งผลกระทบต่อไทยไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ในเรื่องสิทธิมนุษยชนก็ยังมีชาวเมียนมาอีกหลายชีวิตที่ต้องการพื้นที่สำหรับการดำรงชีวิตอยู่ และอยากชวนมองว่าเราจะหาทางอยู่ร่วมกันอย่างไรในสังคมที่มีความหลากหลายนี้
ซึ่งการที่เราต้องอยู่ร่วมกันในสังคมนั้นก็มีต้นสายปลายเหตุ เรื่องราวของเมียนมานั้นสะท้อนให้เห็นว่าการเมืองส่งผลอย่างไรกับชีวิตพลเมืองที่มีความเปราะบาง ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ รายได้ อาชีพ และการศึกษา หากมองในฐานะเพื่อนมนุษย์ชาวไทยคงจะต้องเรียนรู้วิถีชีวิตของแรงงานข้ามชาติในประเทศมากขึ้นเพื่อทำความเข้าใจที่มาของการเข้ามาของพวกเขา