วันที่ท้องฟ้าเหนือโรงเรียนมีเครื่องบินรบ ครูอนุบาลต้องเล่าความหมายของสงครามที่ไม่มีความหมายอะไรเลย
คงเป็นเรื่องชวนสับสนของเด็กไทยอยู่ไม่น้อย ในเมื่อเนื้อหาในห้องเรียนที่พร่ำสอนให้เขาเรียนรู้ข้อผิดพลาดจากสงครามในอดีต มาวันนี้ผู้ใหญ่กลับสนับสนุนความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเสียเอง
เพราะสังคมคือห้องเรียนตลอดชีวิต แม้แต่เด็กเล็กก็เรียนรู้ได้ว่าสังคมกำลังเลือกวิธีการแบบใด สื่อยิ่งกระตุ้น สังคมยิ่งเร้า พวกเขากลับได้เรียนรู้คำศัพท์ที่น่าหวาดหวั่นอย่าง ‘สงคราม’ หรือ ‘กริพเพน’ ก่อนที่จะได้เรียนรู้ถึงสิทธิพลเมืองหรือสิทธิมนุษยชนเสียอีก
ชวนคุยกับ ครูนกยูง–ปานตา ปัสสา ครูอนุบาลในจังหวัดอุบลราชธานี ผู้ออกแบบบทเรียนให้เด็กเล็กเข้าใจถึงบาดแผลที่ไม่อาจเยียวยาจากสงคราม เธอยังเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเรียนรู้ได้ และหวังว่าพวกเขา (เด็กๆ) จะไม่ผิดพลาดซ้ำอีกเหมือนที่ผู้ใหญ่ทำ
เด็กเรียนรู้อะไรจากสงคราม?
เรากำลังเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 จริงไหม? อาจไม่ใช่คำถามที่ต้องใคร่ครวญกันอีกต่อไป เมื่อเด็กจำนวนไม่น้อยกำลังได้รับผลกระทบจากความรุนแรงที่พวกเขาไม่ได้ร้องขอ รายงานของยูนิเซฟ ปี 2567 ชี้ว่า ทั่วโลกมีเด็กกว่า 52 ล้านคนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะความขัดแย้งและสงคราม ซ้ำร้าย แนวโน้มดูขยายวงกว้างมากขึ้น อันเนื่องมาจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง และอีกหลายสมรภูมิทั่วโลก
ทำนองเดียวกัน เหตุขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ทำให้คนมากกว่า 3 แสนคนต้องอพยพจากบ้านเกิด โรงเรียนตามชายแดนต้องปิดทำการ การเรียนรู้ของเยาวชนหยุดชะงัก โดยที่การเยียวยาอย่างสมเหตุสมผลยังคงไม่เกิดขึ้น
ครูนกยูง–ปานตา ปัสสา ครูอนุบาลในจังหวัดอุบลราชธานี ต้องเผชิญกับความโกลาหลอันเนื่องจากความขัดแย้งของสองประเทศ บ้านของเธอติดกับชายแดนลาว อำเภอที่เธอทำงานอยู่กลายเป็นพื้นที่รองรับคนอพยพ เด็กหลายคนมีญาติหนีภัยมาพักอาศัย บรรยากาศความตื่นตระหนกแผ่เข้ามาในโรงเรียน แค่มีวัตถุบินผ่านท้องฟ้า เด็ก ๆ ก็วิ่งออกไปดูว่านั่นใช่เครื่องบินทิ้งระเบิดหรือไม่
บรรยากาศของสังคมเต็มไปด้วยความเกลียดชัง สื่อหลายช่องพากันโหมข่าวสงคราม สุมเชื้อไฟของความรุนแรง ผู้คนต่างสบถให้เด็กฟังว่า ‘พวกเขาเหล่านั้น’ ไม่น่าคบหาอย่างไร
และแล้วสิ่งที่ครูนกยูงกังวลก็ปรากฎขึ้น เมื่อเด็กกลุ่มหนึ่งในโรงเรียนเล่นบทบาทสมมติเป็นทหาร แล้วพูดอย่างคึกคะนองด้วยประโยคว่า “ไปยิงเขมร” เด็กบางคนรู้จักคำว่า “กริพเพน” เป็นอย่างดี ครั้นจะให้ปั้นดินน้ำมัน ก็มีรูปทรงเครื่องบินรบปะปนมาด้วย
หนักเข้า คืองานกีฬาสีที่หลายโรงเรียนร่วมจัดด้วยกัน กลับมีโรงหนึ่งให้เด็กๆ แต่งชุดเป็นทหาร ท่ามกลางเสียงเฮฮาของเด็กๆ กลับปะปนไปด้วยถ้อยคำแห่งความเกลียดชังและรุนแรง เด็กเล็กพูดถึงการตายของทหารในสนามรบได้อย่างร่าเริง กลายเป็นภาพที่ชวนกังวลใจในสายตาของครูนกยูง
“อะไรที่ทำให้คนเราเกลียดใครสักคนโดยที่ไม่เคยได้เห็นหน้ากันด้วยซ้ำ” ครูนกยูงสงสัย
พร้อมเล่าว่า ผู้ใหญ่ในโรงเรียนบางคนก็แสดงอคติอย่างชัดเจน ถึงขั้นพูดว่าถ้ามีนักเรียนจากกัมพูชาจะไล่ออกทันที ทั้งที่ในความเป็นจริง เด็กไม่ใช่คนถือปืน เด็กไม่ใช่คนก่อสงคราม เราจะประหัตประหารมนุษย์คนหนึ่งเพียงเพราะเชื้อชาติได้อย่างไร ในเมื่อแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมที่เราพึ่งพาอยู่ทุกวัน
ตั้งศูนย์กันใหม่
‘ความเห็นอกเห็นใจ’ หรือ Empathy เป็นทักษะ และการที่เป็นทักษะแปลว่ามันฝึกกันได้ ซึ่งเป็นทักษะที่อาศัยหลายศาสตร์ร่วมกัน ทั้งการเข้าใจตัวเอง การมองเห็นโลกที่หลากหลายมากพอ การอดทนอดกลั้น ไปจนถึงการรับฟัง สิ่งเหล่านี้ควรเริ่มต้นให้ชิมลางตั้งแต่อนุบาล เพื่อที่เมื่อเขาจะต้องไปเรียนเนื้อหาในชั้นที่สูงขึ้น เช่น วิชาประวัติศาสตร์ เขาจะได้เรียนรู้ที่จะวางอคติ แยกแยะข้อเท็จจริงและความคิดเห็นได้ ซึ่งนั่นจะช่วยให้การเรียนรู้ไม่ถูกบิดเบือนด้วยอคติ
เพียงแต่ปัญหาคือ สังคมรอบตัวกลับไม่แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง สื่อและผู้ใหญ่ทำให้ความคิดมุ่งร้ายเป็นเรื่องปกติ ลำพังครูนกยูงคนเดียวไม่อาจกล่อมเกลาเยาวชนได้ เมื่อเขาออกจากห้องเรียนไป เขาก็ต้องเจอกับห้องเรียนที่มีชื่อว่าสังคม และค่อยๆ ซึมซับวิธีการเหล่านั้นมา
ครูนกยูงเลือกที่จะไม่ห้ามเด็กพูดจาว่าร้าย แต่อยากชวนพวกเขากลับมาคิดว่า หากมีคนพูดจาแบบนั้นใส่เรา โดยที่เขาไม่รู้จักเรามาก่อนจะรู้สึกอย่างไร แน่นอนว่าสงครามไม่ใช่เรื่องสนุก แต่จะสอนอย่างไรไม่ให้เป็นการยัดเยียด เธอจึงหาสื่อการสอนอย่างหนังสือภาพดี ๆ สักสองสามเล่ม แล้วชวนเด็กๆ สำรวจความคิดตัวเองไปพร้อมกัน
เล่มหนึ่งชื่อ “ทำไม” ของ Nikolai Popov เป็นหนังสือภาพไร้บทประพันธ์ ซึ่งเล่าเรื่องความขัดแย้งระหว่างกบกับหนูที่เริ่มจากการแย่งดอกไม้ดอกเดียว แล้วบานปลายเป็นสงคราม ที่ทำลายความสวยงามของธรรมชาติและความสงบสุขของสรรพสัตว์ที่อาศัยร่วมกัน ครูนกยูงมองว่า หลายครั้งสงครามก็เกิดจากการแย่งของกัน ซึ่งบางครั้งก็ไม่มีใครบอกได้ว่ามันมีค่าอย่างไร แต่เราก็ต้องแลกมาด้วยชีวิตคนจำนวนมาก มันคุ้มค่าจริงหรือ
อีกเล่มหนึ่งชื่อ “รอนแรม” ของ Francesca Sanna บอกเล่าการอพยพของครอบครัวหนึ่ง โดยอุปมาสงครามเป็นเงามืดสีดำ คอยกลืนกินทุกอย่าง ทั้งข้าวของเครื่องใช้ที่ทุกคนช่วยกันขนออกมา ของที่รัก ไปจนคนสำคัญในครอบครัว จนสุดท้าย ‘เงามืดดำ’ นั้นไม่เหลืออะไรไว้ให้เราเลย
หลังอ่านจบ ครูนกยูงสะท้อนว่า เด็กๆ มีท่าทีใจเย็นและนิ่งลงอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยตื่นเต้นกับการยิงปืนหรือการบาดเจ็บล้มตาย ก็เริ่มมองเห็นตัวเองในเรื่องเล่าเหล่านั้น เริ่มมองเห็นอีกฝ่ายเป็นคนเช่นเดียวกันกับเรา เด็กๆ เรียนรู้ว่าสงครามไม่เคยสนุกสำหรับคนที่ต้องเผชิญกับมัน นี่คือชั้นเรียนของครูนกยูงที่ปล่อยให้บทประพันธ์ทำหน้าที่ของมันเอง โดยไม่ต้องบังคับให้เขาเชื่อ
สอนให้เป็นคน แล้วเขาจึงเป็นพลเมือง
ถ้าเราเปิดหลักสูตรปฐมวัยฉบับใหม่ ที่เพิ่งเริ่มนำร่องใช้กันไปเมื่อกลางปี 2568 เราจะพบว่ามันมีคำยากๆ อยู่จำนวนหนึ่ง เช่น ‘พลเมืองและความเป็นไทย’ ซึ่งเป็นหนึ่งในความสามารถที่เด็กอนุบาลพึงได้รับการปลูกฝัง หลักสูตรเขาว่าอย่างนั้น ครูอนุบาลจะต้องไปพลิกแพลงกันต่อว่าจะออกแบบชั้นเรียนอย่างไร ให้เด็กเข้าใจว่า ไอ้ความเป็นพลเมือง (ที่ดี) มันคืออะไร แล้วมันมีรูปธรรมอย่างไรแน่
“น่าตลกอย่างหนึ่งคือในเนื้อหาบังคับว่าจะต้องสอนเด็กให้เป็น ‘พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ ซึ่งเป็นคำที่ยากมาก และเด็กก็ไม่มีทางเข้าใจ แต่คำที่จะบอกให้เด็กเป็นคนใจดี กลับไม่โผล่มาในหลักสูตรเลย” ครูนกยูงกล่าว
ถึงอย่างนั้น เล่มหลักสูตรก็มีการยกตัวอย่างตัวชี้วัดเอาไว้ เช่น เมื่อถึงอนุบาล 3 เด็กๆ ต้องยืนตรง ร้องเพลงชาติไทยและเพลงสรรเสริญพระบารมี ร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์อย่างเหมาะสม เป็นต้น
สำหรับครูนกยูงมองว่า เราควรเริ่มต้นจากการสอนเด็กเป็น ‘คนเต็มคน’ ให้ได้ก่อน จากนั้นจึงสอนให้เขาเป็นพลเมือง กล่าวคือ เขาควรได้เรียนรู้ที่จะรักตัวเอง รักสิ่งที่ทำ รักผู้อื่น รักผู้คนที่จับต้องได้ แล้วถึงสอนให้เขารักชาติ หรือคุณค่าบางอย่างที่เป็นนามธรรม เพราะการเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ ย่อมมีพื้นฐานจากการที่เขาเห็นตัวเองเป็นคน เห็นตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม แล้วความคิดที่อยากจะสร้างสรรค์สังคมที่ดีกว่า มันจะตามมาเอง
“แต่เขาจะรักตัวเองหรือรักผู้อื่นได้อย่างไร หากผู้ใหญ่ยังคงส่งต่อสังคมที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง?” คำถามนี้เกิดขึ้นจากชั้นเรียนหนึ่งของครูนกยูง เธอนำแอปเปิ้ล 2 ผลออกมาให้เด็กดู เธอวางเงื่อนไขว่า ลูกหนึ่งเธอจะให้เด็กๆ พูดจาหยาบคายอย่างไรก็ได้ โดยทุกครั้งที่เด็กพูด เธอจะทุบผลไม้นี้ลงกับพื้นแรงๆ ส่วนอีกผลหนึ่ง เธอจะให้อ้อมกอดทุกครั้ง ที่เด็กๆ กล่าวแต่สิ่งดีๆ ให้กับมัน
หลังจากได้พูดอย่างพอใจ พบว่าภายนอกแอปเปิ้ลทั้ง 2 ผลดูไม่แตกต่างกันนัก แต่เมื่อผ่าออก ลูกหนึ่งที่ถูกทุบตีกลับมีรอยช้ำดำอยู่ข้างใน เนื้อเละยุ่ย ดูไม่น่าทาน เธออธิบายว่า เด็กๆ ก็เหมือนแอปเปิ้ล แม้ภายนอกพวกเขาจะดูปกติ แต่คำพูดรุนแรงและบรรยากาศความเกลียดชังสามารถทำให้ข้างในใจบอบช้ำได้ สังคมที่ทำให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องธรรมดา กำลังสร้างเด็กที่จะโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ผุพัง
“ถ้าสังคมยังพูดเรื่องความรุนแรงเป็นปกติ เด็กก็คงจะไม่ต่างอะไรกับแอปเปิ้ลที่โดนทุบจนน่วมไปแล้ว รอวันกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ผุพังเมื่อโตขึ้น ที่ล้วนผุพังอย่างนับไม่ถ้วนตอนนี้” ครูนกยูง กล่าว
เธอไม่คาดหวังให้ผู้ใหญ่ทุกคนต้องวางอคติลงในทันที ไม่ต้องรักเพื่อนบ้านของเราก็ได้ เพียงแต่ขอให้มองเห็นว่าลูกหลานของเราจะต้องใช้ชีวิตต่อไปในสังคมหลังจากนี้ เราอยากให้เขาเติบโตเป็นคนอย่างไร เราก็แสดงออกกันอย่างนั้น
เพราะเป็นครู จึงต้องอยู่บนหลักการ
ทั้งหมดนี้ เรากำลังพูดถึง ‘การศึกษาเพื่อสันติภาพ’ ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดแล้วในการบ่มเพาะคนๆ หนึ่ง ที่เข้าใจว่าความรุนแรงไม่ใช่ทางออก และสันติภาพก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ซับซ้อน มันซ่อนอยู่ในหลักการสิทธิมนุษยชน มันอยู่ในวิถีชีวิตของสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างสังคมไทย มันปรากฎอยู่ในความฝันอันเรียบง่าย เช่นการดำรงอยู่ร่วมกันในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง หลักการเหล่านี้อาจฟังดูแล้วเลี่ยน ดูโลกสวย แต่ครูนกยูงก็ยืนยันว่า ถ้าหากครูไม่ยืนยันในหลักการเหล่านี้ แล้วสังคมจะมีครูไปทำไม
หลักการมีไว้เพื่อยืนยันว่า ในวันที่ใครสักคนถูกละเมิดสิทธิ ก็ยังมีหลักนี้ให้พึ่งพิง อย่างน้อยที่สุด เราสอนหลักการเหล่านี้ให้เขารับรู้ว่า ‘ฉันในฐานะมนุษย์ ฉันไม่ควรสูญเสียอะไรไป และเช่นกัน ฉันไม่ควรพรากสิ่งนั้นไปจากใครด้วยเช่นกัน’
“อย่างเส้นผมที่อยู่บนหัวเรา ถ้าเราไม่อยากตัดเราสามารถปฏิเสธได้ แม้จะมีนโยบายเสรีทรงผมก็เถอะ แต่ครูใช้อำนาจก็ยังมีไง และสิทธิมนุษยชนมันมีเพื่อการนี้ เขาจะรับรู้ว่าเขาไม่ควรเสียอะไร และเขาจะไม่เบียดเบียนใคร” ครูนกยูง อธิบาย
ถึงจะวิพากษ์สังคมอย่างตรงไปตรงมา ครูนกยูงก็ยังมีความหวังเสมอ เพราะการอยู่กับเด็กเล็กทำให้เห็นความหวังเล็กๆ ทุกวัน เธอเล่าว่า มีเด็กคนหนึ่งชอบนกโดโด้มาก แต่มันกลับสูญพันธุ์ไปแล้ว เธอยังเอ่ยขอโทษแทนคนรุ่นก่อนที่ทำให้โลกสูญเสียสิ่งมีชีวิตไปมากมาย และขอโทษที่ผู้ใหญ่พาสังคมมาถึงจุดนี้ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็ชวนเด็กวาดภาพอนาคตของชุมชนที่อยากเห็น แล้วเก็บผลงานนั้นไว้ในห้องเรียน คอยย้ำกับเด็กรุ่นแล้วรุ่นเล่าว่า หากวันหนึ่งมันเกิดขึ้นจริง เธออยากไปใช้พื้นที่นั้นด้วยกัน
เธอฝากถึงเด็กๆ ว่าอย่าทิ้งความหวังอันไร้เดียงสาไปเมื่อโตขึ้น อย่ารีบประนีประนอมกับทุกเรื่อง เพราะโลกใบนี้ดีขึ้นได้ ก็เกิดจากคนที่ไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรม หากคนรุ่นก่อนบางคนไม่ลุกขึ้นสู้ ผู้หญิงอย่างเธออาจไม่ได้มายืนเป็นครูอยู่หน้าห้องเรียน สิทธิหลายอย่างเกิดขึ้นได้เพราะมีคนจินตนาการถึงสังคมที่ดีกว่า
เธอก็ยังเลือกจะเชื่อต่อไปว่าเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างเคารพกัน หากเริ่มจากการไม่ทำให้ความรุนแรงเป็นเรื่องปกติในสายตาของเด็กๆ อีกต่อไป
อ้างอิงจาก