ประวัติศาสตร์การลวนลามในเทศกาลรื่นเริงไทย

“ฟ้าใหม่แล้วละนะน้อง สงกรานต์เราร้อง ทำนองเพลงโทน โน่นไงจ๊ะ โทนป๊ะโทนๆ ทั้งโยกทั้งโยนเย้ายวนยั่วใจ…”[1]

 

ได้ฟังเพลงข้างต้นตามสถานที่สาธารณะเมื่อไหร่ รับรู้กันทันทีเลยเรากำลังอยู่ในบรรยากาศสงกรานต์ คนทั้งหลายย่อมนึกถึงการเล่นน้ำสาดน้ำให้สดชื่นคลายร้อนรุ่ม กระนั้น สิ่งหนึ่งที่ผูกพ่วงมาด้วยคงมิพ้นประเด็นปัญหาการฉกฉวยโอกาสลวนลามทางเพศ ซึ่งแว่วยินข่าวสารนำเสนอบ่อยๆ กล่าวคือช่วงจังหวะชุลมุนขณะฝูงชนออแน่นใกล้ชิดเพื่อประแป้งเล่นน้ำ  ผู้ชายบางส่วนมิอาจห้ามมือของเขามิให้คว้าจับเนื้อตัวของผู้หญิงได้  ครั้นพวกเธอรู้ตัวเข้าก็เอ่ยอ้างทำนองแค่มือเผลอไปโดนเอง

 

แท้แล้ว กรณีผู้ชายแอบลวนลามผู้หญิงตามพื้นที่งานเทศกาลต่างๆ อันมีฝูงชนมารวมตัวกันเยอะแยะจนเบียดเสียด (ไม่เน้นจำเพาะเพียงสงกรานต์ ยังนับงานรื่นเริงอื่นๆ ด้วย) ใช่เพิ่งมาปรากฏในยุคสมัยปัจจุบันนี้ หากมองย้อนสู่อดีตวันวาน จะพบว่าผู้ชายรุ่นทวดรุ่นปู่หลายคนก็เคยแอบกระทำพฤติกรรมเช่นนี้หลายหน แต่จริงอยู่ ด้วยความเข้าใจของพวกเราๆ ท่านๆ มักจินตนาการภาพลักษณ์ผู้ชายไทยสมัยก่อนสุภาพเรียบร้อย ให้เกียรติผู้หญิง ส่วนพวกมือบอนชอบลูบชอบคลำสาวๆ อย่างเดี๋ยวนี้ไม่น่าจะมี

เอาล่ะ งั้นลองไปดูหลักฐานทางประวัติศาสตร์กันเถอะ แม้จะเปิดเรื่องเกี่ยวกับเทศกาลสงกรานต์และการลวนลามขณะรดน้ำสาดน้ำ แต่ขบวนตัวอักษรถัดต่อไป เราจะพาคุณผู้อ่านไปเที่ยวชมงานเทศกาลอื่นๆ บ้าง

 

ในอดีตสักเกือบ 100 ปีก่อนหรืออาจเกินกว่าศตวรรษที่แล้ว งานเทศกาลรื่นเริงยอดนิยมสำหรับชาวกรุงเทพพระมหานครเห็นจะไม่แคล้วงานภูเขาทอง ณ วัดสระเกศ จัดขึ้นประจำทุกกลางพฤศจิกายน (เดือน 12) ประมาณ 3 วัน ถือเป็นงานยิ่งใหญ่เชียว นอกเหนือจากเน้นพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว ยังดาษดื่นด้วยการออกร้านขายของคับคั่ง มหรสพครบเครื่อง ต่อให้เป็นพื้นที่วัดก็ตามทีเถอะ แต่พอมีงานเทศกาลกิจกรรมหลายอย่างจะได้รับอนุญาตพิเศษ โอ๊ย ป้องปากกระซิบ ทั้งการพนันนานาชนิดและระบำหวือหวาวาบหวิว

ใครต่อใครล้วนปรารถนาไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจในงานภูเขาทอง โอ้โห! ผู้คนทยอยกรูกันมาล้นหลามเลยแหละ ยิ่งหนุ่มๆ สาวๆ หากไม่ได้ไปกับเขาด้วยเรียกว่าพลาด ไม่เพียงชาวเมืองหลวงเท่านั้น ขนาดชาวชนบทชาวหัวเมืองยังอดใจไม่มาเยือนไม่ไหว ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีพลตระเวน (ตำรวจ) คอยดูแลควบคุมความเรียบร้อยในงาน

 

แม่สาวชาวพระนครนิยมมาเที่ยวงานภูเขาทองตอนเช้ามากกว่า ทั้งๆ ที่ร้านรวงต่างๆ ยังไม่ค่อยเปิด คนยังไม่ค่อยคึกคัก พวกเธอจะเดินทอดน่องขึ้นบันไดเวียนไปสักการะพระบรมบรรพต ทอดสายตาชมทิวทัศน์บ้านเมือง พอเดินลงมาจึงรีบกลับบ้านเลย พอล่วงบ่ายงานเริ่มครึกครื้นเรื่อยไปจนดึกดื่นมืดค่ำจะไม่ค่อยเห็นแม่สาวชาวกรุงเที่ยวเตร็ดเตร่  ทำไมล่ะ? เหตุผลคือพวกเธอกลัวถูกจับหน้าอกน่ะสิฮะ ใช่แล้ว! ฟังไม่ผิดหรอก แม่สาวกรุงกลัวถูกจับหน้าอกบนเรือนกาย

ขุนวิจิตรมาตราหรือเจ้าของนามแฝง ‘กาญจนาคพันธุ์’ เปิดเผยถึงตอนเขาไปเที่ยวงานภูเขาทองสมัยเป็นเด็ก (ราวทศวรรษ 2450) ว่า “ตอนบ่ายเมื่อเริ่มงานไม่มีสาวชาวกรุงไปเที่ยวเลย ทั้งนี้เพราะคนเริ่มมาก กลัวถูกจับนม และในตอนบ่ายนี้เองไปจนกลางคืน หญิงสาวชาวชนบทใกล้เคียงหรือตามหัวเมืองจะมาเที่ยวมาก พวกนี้แหละเสียงร้องวี๊ดว้ายเพราะถูกจับนมกันบ่อยทุกวันก็ว่าได้…”

สาวสยามยุคนั้นส่วนมากเรือนร่างอวบอั๋น หาได้ผอมเพรียวเอวบางร่างน้อยเฉกเช่นแม่สาวสมัยนี้  ความอวบใหญ่จึงทำให้ “นมใหญ่ตั้งเต็มอกทุกคน” หนุ่มๆ วัยคะนองสะดุดตาเข้า มือพลันเคลื่อนไหวเอื้อมไปคว้าหมับ

 

อ้อ เกือบลืมบอก ตลอด 3 วันจัดงาน ทางวัดสระเกศจะขึงเชือกกั้นทำเป็นทางเดินรอบภูเขาทอง โดยกำหนดให้คนเดินในช่องนอกเชือกที่กั้นไว้ แต่หญิงสาวชนบทหลายคนเกรงกลัวการถูกชายหนุ่มจับของสงวน สายตาวัยเยาว์ของท่านขุนวิจิตรมาตราได้บันทึกภาพดังนี้ “ข้าพเจ้าไปเที่ยวเคยเห็นพวกสาวๆ บ้านนอกกับเพื่อนหลายต่อหลายคน หลบเข้าไปเดินในช่องที่เขากั้นเชือกไว้ แต่ตรงไหนไปพบพลตระเวน (ตำรวจ) ยืนคุมอยู่ เขาก็ขอให้ออกไปเดินนอกเชือก แม่พวกนั้นต้องระวังตัวแจต่อไปใหม่”

 

อีกน้ำเสียงยืนยันเป็นของเทพชู ทับทอง ตอนเขาเป็นเด็ก (ราวพ.ศ.  2471) เคยไปเที่ยวงานภูเขาทองช่วงหัวค่ำ ได้เจอคนไปเที่ยวมากมาย เบียดแน่นจนแทบจะไม่ต้องเดินเพราะไหลตามกันไปเอง เทพชูย้อนรำลึกว่า “ในตอนนี้ซิครับ ที่ว่าสนุก คือหนุ่มๆ ก็เลยถือโอกาสแต๊ะอั๋งสาวๆ เห็นเกาะก้นสาวๆ กันจมไปเลยบางทีไม่เกาะเปล่า เล่นจับนม ซึ่งสมัยก่อนเรียกบีบแตรหรือจับลูกจันทร์ และถึงกับจับจิ๋มสาวๆ ก็มีสาวๆ บางคนที่โกรธจัดถึงกับหันมาด่า ที่อายก็เลยมุดเชือกมาเดินอีกข้างหนึ่ง”

นั่นไง ไปกันใหญ่แฮะ ผู้ชายรุ่นปู่รุ่นทวดใช่จะจับฉวยอวัยวะด้านบนจุดเดียวที่ไหนล่ะ  ยังไม่หมดครับ เทพชูอ้างถึงเรื่องเล่าของประยูร จรรยาวงษ์ นักเขียนการ์ตูนไทยคนสำคัญว่าเหตุการณ์จับของสงวนในงานภูเขาทองนั้นเกิดขึ้นบ่อยหน กลุ่มชายนักลวนลามก็ได้แก่ทหารเรือ พวกเขาแวะมาเที่ยวงานกันทีละ 20-30 คน พลตระเวนก็เลยไม่กล้าไปห้ามปรามอะไรนัก

 

“สมัยนั้นผู้หญิงนุ่งโจนกระเบนกันทั้งบ้านทั้งเมือง ดังนั้นหนุ่มๆ จึงจับจิ๋มได้สบายมาก คงจะมีหลายท่านสงสัยว่า นุ่งโจนกระเบนแล้วจะจับจิ๋มได้ยังไง ในเมื่อผ้าตรงนั้นมันเป็นพก ความจริงหนุ่มๆ เขาไม่ได้จับที่ตรงนั้น แต่เขาล้วงที่ขาพับหรือขาอ่อนเข้าไปเลย ความจริงอีกอย่างหนึ่งก็คือผู้หญิงสมัยนั้นไม่ได้นุ่งกางเกงในเหมือนอย่างสมัยนี้หรอก ดังนั้นเมื่อเอามือล้วงเข้าไปในโจงกระเบนจึงจับถึงตัวจิ๋มได้โดยตรง”

คือถ้อยคำอธิบายของเทพชู ส่วนความเห็นของเขา มูลเหตุที่ชักนำอารมณ์ผู้ชายไปสู่ความปรารถนาอยากจะจับของสงวนของผู้หญิง น่าจะมาจากการได้รับชมระบำโป๊  โดยเฉพาะระบำจ้ำบ๊ะคณะนายหรั่ง เรืองนาม ซึ่งเปิดแสดงตามงานเทศกาลรื่นเริงต่างๆ ไม่เว้นกระทั่งพื้นที่วัดอย่างงานภูเขาทอง งานวัดวัดประยุรวงศาวาสหรืองานพระเจดีย์กลางน้ำ สมุทรปราการ นั่นเพราะตาหรั่งเองก็ชอบเหลือเกินที่จะจับของสงวนนางระบำ

 

ผู้ชายในอดีตหาได้เพียงลวนลามผู้หญิงตามงานเทศกาลรื่นเริงเท่านั้น หากยังพบในพื้นที่อื่นๆ เช่นกัน โดยเฉพาะช่วงทศวรรษ 2450 ไปจนถึงช่วงต้นทศวรรษ 2480  มักปรากฏพฤติกรรมการละเมิดเพศหญิงบริเวณพื้นที่โรงภาพยนตร์หลายครั้ง อย่างเช่น หนังสือพิมพ์บางกอกไตมส์ ประจำวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2452 ได้รายงานข่าวหญิงสาวคนหนึ่งไปชมภาพยนตร์กับแม่ของเธอ ณ โรงหนังญี่ปุ่น แล้วตอนกำลังนั่งดูมีผู้ชายเข้ามาใกล้ชิดพร้อมเอามือลูบจับหน้าอกของเธอ หรือเหตุการณ์หน้าโรงภาพยนตร์นางเลิ้งเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2484 ยุวชนทหารเดินมากับญาติผู้หญิง พอดีมีหนุ่มคะนองกลุ่มหนึ่งกำลังร้องเพลง “โห่-เด-โห่” จากนั้น คนหนึ่งในกลุ่มได้เดินเข้าไปลูบก้นหญิงสาว ขณะคนอื่นๆ ในกลุ่มพากันหัวเราะ ยุวชนทหารได้ตำหนิการกระทำของหนุ่มคะนองด้วยท่าทีสุภาพ แต่กลับถูกผลักออกพร้อมง้างมือขึ้นจะชก

 

ลักษณะที่ผู้ชายลวนลามผู้หญิงซึ่งปรากฏพฤติกรรมจนแทบจะกลายเป็นเรื่องไม่แปลกในสังคมมายาวนานหลายทศวรรษ แต่ครั้นระหว่างช่วงทศวรรษ 2480 ดูเหมือนสิ่งนี้ได้กลายเป็นการละเมิดต่อวัฒนธรรมดีงามตามความพึงประสงค์ของรัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม

 

กระทั่งนายกรัฐมนตรียังได้กล่าวสุนทรพจน์ถึงกรณีทำนองนี้ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยหน โดยวิธีปราบปรามก็คือต้องมีรัฐนิยม ดังความว่า “การปราบปรามคนจำพวกนี้  บางทีก็ไม่อยู่ในข่ายของกฎหมายจะเอื้อมไปถึง  เพราะยังไม่มีหลักอันใดมาเป็นกรณีให้ต้องสร้างกฎหมายขึ้น สำหรับเรื่องนั้นยกตัวอย่าง เช่น ผู้ชายคนหนึ่ง  เข้ารังแกผู้หญิงผู้เป็นเพศอ่อนกว่าตนกลางถนนหลวง รัฐนิยมก็มีว่า ผู้ชายคนนั้นควรได้รับโทษจากอำนาจมหาชนให้สมกับความประพฤติผิดอารยะชนนั้น…”

 

ที่เล่าไปแล้วผ่านหลายบรรทัด คงพอจะสะท้อนให้เห็นว่าผู้ชายฉกฉวยโอกาสละเมิดทางเพศต่อผู้หญิง โดยอาศัยจังหวะชุลมุนและหยิบยกข้ออ้างความไม่เจตนานั้น เคยมีอยู่จริงในโฉมหน้าประวัติศาสตร์ไทยนับแต่รุ่นปู่รุ่นทวด มิใช่เพิ่งจะมามี ข้อพึงสนใจกลับอยู่ตรงที่ เหตุใดล่ะ พวกเราๆ ท่านๆ แห่งยุคปัจจุบันค่อนข้างเชื่อกันว่าภาพลักษณ์ผู้ชายไทยในอดีตจึงไม่น่าจะลวนลามผู้หญิงเฉกเช่นที่เรากังวลในปัจจุบัน ผมเองมองว่ากรอบเกณฑ์ของรัฐนิยมในช่วงทศวรรษ 2480 คงจะยังแผ่ซ่านอิทธิพลตกทอดมาด้วยมิใช่น้อย ซึ่งประเด็นนี้ควรสนุกสนานต่อการศึกษาค้นคว้าต่อไป

 

เอาเป็นว่า เทศกาลที่จะถึงเร็วๆ นี้ ใครแวะเที่ยวตามงานรื่นเริงก็ระมัดระวังกันด้วยนะครับ

 

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

[1] เพลงนี้ชื่อ ‘รำวงเริงสงกรานต์’ ขับร้องโดย คณะวงดนตรีสุนทราภรณ์

  • กาญจนาคพันธุ์ (นามแฝง). กรุงเทพฯ เมื่อ 70 ปีก่อน. กรุงเทพฯ: เรืองศิลป์, 2520
  • เทพชู ทับทอง.  “เล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับผู้หญิง” ใน หญิงโคมเขียว. กรุงเทพฯ: เจ้าพระยา, 2526. น. 59-67
  • ปียกนิฏฐ์ หงส์ทอง. สยามสนุกข่าว. กรุงเทพ : กัญญา, 2531
  • พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพนายหรั่ง (บุญศรี) สอนชุ่มเสียง (นายหรั่ง เรืองนาม) ณ เมรุวัดพระพิเรนทร์ 27 เมษายน พ.ศ. 2512.ธนบุรี:โรงพิมพ์กรุงธน, 2512
  • “สุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรี กล่าวทางวิทยุกระจายเสียงแด่ประชาชนชาวไทยทั้งมวลในอภิลักขิตสมัยแห่งงานเฉลิมฉลองวันชาติและสนธิสัญญา ๒๔ มิถุนายน ๒๔๘๒,” ราชกิจจานุเบกษา 56 (24 มิถุนายน 2482)
  • เสือเก่า. “เห็นตำตา,” หลักเมือง 18, ฉ. 1827 (21 กรกฎาคม 2484), 1
  • Barmé, Scot. Woman, Man, Bangkok: Love, Sex, and Popular culture in Thailand. Chiang Mai: Silkworm, 2002.
Share This!
  • 1.8K
  • 86
  •  
  •  
  •  
  •  
    1.9K
    Shares
No Comments Yet

Comments are closed