ห้องน้ำของหนูอยู่ไกลแสนไกล : ว่าด้วยการปลดทุกข์ในกองถ่ายที่เต็มไปด้วยความทุลักทุเล

เฮ่อ เหนื่อย ไม่ได้เหนื่อยงาน ไม่ได้เหนื่อยบท แต่เหนื่อยเดินไปเข้าห้องน้ำ ท่ามกลางแดดร้อนระริกเดือนเมษา ฉันเดินกุมทิชชู่ลากหางโจงกระเบนเดินฝ่าไอร้อนไปจากกลางทุ่งนาสู่แดนสุขาวดี ก็ระยะประมาณสองป้ายรถเมล์เท่านั้นเอง

ทำไมกูถึงต้องลำบากขนาดนี้

 

ฉันว่าเวลาเกิดฉันตกฟากในห้างหรูนะโว้ย ทำไมชะตาชีวิตถึงพัดกูมาอยู่กลางทุ่งตลอด นึกในใจว่าในพินัยกรรมสั่งเสียก่อนตาย ฉันจะระบุให้หลานสาวทั้งสองจงอย่าเข้าวงการบันเทิง หรือถ้าอยากจะทำจริงๆ ก็จงทำบุญด้วยส้วมวัดส้วมสาธารณะไว้เยอะๆ จะได้ไม่ตกเจ้าชะตาเป็นคนยากอย่างป้านี่

ชีวิตชะนีนี่มันเป็นชีวิตคนยากแท้ๆ จะกินจะเยี่ยวมันดูลำบากลำบนไปหมด และนักแสดงหญิงแทบทุกคนที่ฉันรู้จัก ต่างก็มีหรือเคยมีปัญหากับระบบต่อมไตท่อปัสสาวะกันหมด นักแสดงหญิงรุ่นโตๆ กว่าฉันหลายท่านถึงขั้นต้องใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ไว้ตลอด เพราะระบบเจ๊งบ๊งเกินเยียวยา ต่อมไตระบบไร้ท่อที่เกี่ยวข้องกับการขับของเสียนี่มีประวัติพินาศกันมาแล้วทั้งนั้น

ทำไมถึงเป็นแบบนี้?

 

ก็เวลาไปทำงานนั้น ออฟฟิศของชาวกองถ่ายมันไม่ใช่บ้านหรือตึกที่มีห้องน้ำแบบถูกสุขลักษณะให้ได้ใช้ไปเสียทุกครั้ง บ่อยไปที่เราต้องขึ้นไปถ่ายบนยอดผาไร้ต้นไม้ กลางทุ่งอันเวิ้งว้าง ป่าเขาลำเนาไพร กลางทะเลลึก

เอาว่าเรื่องไปถ่ายเบานี่ สมาชิกกองถ่ายฝ่ายชายก็ค่อนข้างได้เปรียบกว่า ตรงที่อุปกรณ์ใช้งานเป็นแบบสะดวกพกพา หยิบใช้และจัดเก็บง่าย เข้ามุมเข้าหลืบสักนิดก็พอหายใจได้โล่งอก กลับมาทำงานต่อชิลๆ

แต่ผู้หญิงนี่สิ จะถกกางเกงลงปล่อยทุกข์เลยก็ใช่ที่ เข้าใจล่ะว่าถ้าลับแลขึ้นมาจริงๆ ก็คงทำได้กันทั้งนั้น แต่ถ้าชีวิตยังมีทางเลือกก็คงไม่มีใครอยากจะทำ เพราะขืนตัดสินใจปล่อยทิ้งปล่อยขว้างให้คนเขาไปติฉินนินทาได้อีก ว่านางคนนี้แสนจะชุ่ย ห้องน้ำอยู่ห่างไปไม่กี่กิโลฯ ทำไมไม่ยอมเดิน

อีกสาเหตุนอกจากความทุลักทุเลของสถานที่แล้ว ยังมีจังหวะการชั่งใจ ว่าจะให้กองถ่ายอีกหลายสิบชีวิตรอกูวิ่งไปปลดทุกข์จะเกินไปไหม มันเกิดปวดขึ้นมาตอนซีนดราม่า หรือซีนบู๊ใหญ่โต คนในฉากน้ำตาปริ่มหรือเจียนจะปล่อยหมัดใส่หน้ากันเต็มที่พร้อมพรัก แต่ยังทำงานไม่ได้เพราะรอฉันไปฉี่นี่ก็ออกจะเขิน เดินกลับมาก็พาลทำหน้าไม่ถูก หรือฉันตากแดดอยู่บนม้า ทหารเป็นร้อย ช้างอีกสามสิบ จะไปห้องน้ำทีต้องแกะด้ายที่เย็บชุดเอาไว้ ถอดอาวุธให้หมด ไปเข้าห้องน้ำ (ที่ห่างจากหน้าเซ็ต 1 กิโลเมตร) ให้เรียบร้อย ออกมาเดิน (หรือมีมอเตอร์ไซค์แว้นมาส่ง) อีก 1 กิโลเมตรกลับไปติดอาวุธ เย็บชุดใหม่ แล้วตะกายขึ้นหลังม้าไปทำอารมณ์อีกรอบ

ขืนทำแบบนี้ทุกครั้งที่ปวด หนังคงไม่จบ เพราะเวลาหมดไปแล้วเป็นชั่วโมง

 

ถามว่าทุกคนรู้ไหมว่าการขับถ่ายมันเรื่องธรรมชาติ ฉันก็ว่ารู้ดีทุกคน แต่คุณเอ๋ย บางทีมันก็ใช่จะตามใจเราได้ไปเสียทุกอย่าง

 

บางคนนี่ส้วมนั่งยองยังไม่ยอมเข้า หรือถ้าไม่สะอ้านหอม พื้นแห้งกรุ่นกลิ่นเทียนอโรม่า มาเจอแต่น้ำแหยะแฉะนอง กับถังสีเก่าๆ ที่มีขันพลาสติกเจาะรูกับน้ำคลั่กๆ ไร้ที่มาขังก้นถังอยู่หน่อยหนึ่งให้ใช้ชำระ ไอ้ที่ปวดๆ มาเป็นอันม้วนกลับเข้าร่างกายไปหมด หรือจะเข้าห้องน้ำแต่ละทีหมดกระดาษเป็นม้วนๆ เพราะต้องจับเช็ดทุกพื้นผิวที่ร่างกายจะสัมผัสให้สะอาดสะอ้านเสียก่อน บางคนมีกระทั่งจะไม่ยอมปลดทุกข์หนักเป็นอันขาด ถ้าไม่ได้อยู่บ้านหรือโรงแรมที่เป็นฐานหลักของชีวิต ยอมอั้นหน้าเขียวตัวบิดอยู่อย่างนั้นตายเป็นตาย

พวกเราเหล่าหญิงอึดในกอง จึงลองกันหลายวิธี ตั้งแต่ยอมอั้น รอให้มันถึงที่สุด บ้างก็ไม่กินน้ำเอาเสียเลยตามหลักการว่าถ้าไม่มีเข้าก็ไม่มีออก ซึ่งล้วนแต่เป็นวิธีที่สร้างปัญหาให้กับระบบภายในเป็นอย่างยิ่ง แล้วความผู้หญิงมันก็ไม่ได้มีแค่ถ่ายหนักถ่ายเบา แต่รวมไปถึงวันเบาๆ ของแต่ละเดือน ที่ไม่ได้มาพร้อมกันเป๊ะๆ คนนั้นมีคนนี้หมด คนนู้นปวดท้องคนโน้นเจ้าน้ำตา สารพัดปัญหาทางอารมณ์และสรีระก็แย่แล้ว เกิดจะต้องไปออกกองกลางถิ่นทุรกันดารขึ้นมาอีก ก็ยิ่งเพิ่มความทุลักทุเลเป็นทวีคูณ จะเปลี่ยนผัดอะไรมันยากไปหมด ถึงขั้นต้องมาแอบเปลี่ยนกันในรถ ถ้าไม่ได้เอารถส่วนตัวไปก็ต้องเปลี่ยนในรถตู้ของกองถ่าย ซึ่งบางคันเจ้าของเขาก็หวงว่ามาทำอะไรสกปรกในรถเขา (ถึงจะเก็บเรียบร้อยไร้ร่องรอยยังไง แต่เชื่อฉันเถอะ ลองบอกความจริงไป แทบจะทั้งร้อยเป็นทำหน้าปุเลี่ยนทั้งสิ้น) แต่จะให้ทำอย่างไรได้ พี่จะขับรถวนหาปั๊มน้ำมันที่มีห้องน้ำสาธารณะให้หนูใช้ได้ทุกสองชั่วโมงไหมล่ะจ๊ะ หนูน่ะทุกสองชั่วโมง แต่คนนั้นทุกสาม อีกคนทุกสี่ ไหนจะปวดหนักปวดเบาไม่พร้อมกัน เทียวรับเทียวส่งอยู่ระหว่างห้องน้ำกันแบบนี้ไม่จบไม่สิ้น งานการไม่ต้องทำกัน

กระทั่งว่าในตึกในบ้านดีๆ มีห้องน้ำพร้อม ก็ใช่ว่านึกจะใช้เมื่อไหร่ก็เข้าไปได้ เพราะบางทีฝ่ายเสียงเขาสั่งปิดปั๊มน้ำขึ้นมา ด้วยว่าเสียงมันทำงานรบกวนบทสนทนาตัวละครนัก คุณก็ต้องอั้นไปก่อน หรือไม่ก็นั่งแช่ทับซากอาจมตนเองอยู่ในห้องน้ำจนกว่าเขาจะเมตตา ยอมให้เปิดปั๊มจนชักโครกกลับมาใช้งานได้นั่นล่ะ

 

ทุกวันนี้ดีขึ้นมากแล้ว เพราะทีมงานมักจะลงทุนสั่งรถห้องน้ำไปใช้ที่กองถ่ายในกรณีจำเป็น (จำเป็นในที่นี้คือถ่ายในตึกร้าง กลางทุ่ง หรือหุบเขา ไม่ใช่จำเป็นเพราะนางเอกหรือพระเอกอยากเข้าก็เลยสั่งให้หรอกนะ คือต้องที่สุดจริงๆ ไม่มีที่จะไปทั้งชายหญิงนั่นล่ะ ถึงจะลงทุน)

 

เพราะคำนวณแล้วประหยัดกว่าทั้งเวลาและค่าน้ำมันที่จะให้รถตู้เวียนรับเวียนส่งกันทุกคนทุกรอบ หรือไปห้องน้ำไกลโพ้นทะเล งานที่ควรจะเสร็จเลยค้างเติ่งเพราะต้องมารอห้องเยี่ยวกันเป็นที่อนาถใจ

รถห้องน้ำนี่ไม่ใช่อย่างรถห้องน้ำกทม.ที่มีส้วมยองเรียงกันเป็นตับ เปิดหน้าต่างรับแดดและไอร้อน แถมกลิ่นฉมฉุยอวลทับกันอยู่อย่างนั้นชั่วนาตาปี ได้แต่กัดฟันทนวิ่งขึ้นไปใช้ให้จบๆ ไปหรอกนะ แต่เป็นรถบรรทุกที่มีคอนเทนเนอร์ขนาดย่อมห้อยท้ายไป โดยภายในดัดแปลงเป็นห้องน้ำอย่างดี ติดแอร์เย็นฉ่ำ สุขภัณฑ์นั่งสบาย เปิดเพลงเบาๆ คลอไป แยกส่วนใช้งานหญิงชายไว้เรียบร้อย มีอ่างล้างหน้าติดกระจกไว้ทั้งข้างในข้างนอก มีคุณพี่แม่บ้านหน้าตายิ้มแย้ม คอยดูแลให้ห้องน้ำพร้อมใช้งาน สะอาดเอี่ยมหอมกรุ่นอยู่เสมอ

เรียกว่าเห็นรถห้องน้ำที่กองแล้วอยากจะเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในนั้นให้จบไป เพราะถ้ามีรถห้องน้ำ ก็หมายความว่าโลเคชั่นในคิวนั้นสาหัสกันจริงๆ รถห้องน้ำจึงเป็นสวรรค์น้อยๆ เย็นฉ่ำ รอให้ทุกคนได้ไปใช้

แค่ต้องเดินไกลหน่อยอย่างที่ฉันเกริ่นไว้ต้นเรื่อง เพราะรถห้องน้ำก็ไม่ได้ทำงานเงียบนัก ไหนจะเสียงน้ำเสียงชักโครก เสียงพัดลมแอร์ ก็เลยจะต้องไปจอดลับแลไกลผู้คน แต่ก็ดูเหมือนทุกคนจะเข้าอกเข้าใจและยินยอมกันแต่โดยดี ซึ่งความสามัคคีขนาดนี้ไม่ได้มีกันบ่อยๆ ในกองถ่าย แต่เกิดขึ้นได้เพราะส้วม

ซึ้งจัง

 

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ ฉันก็ผจญภัยในความเวิ้งว้างอันไกลโพ้นมาเยอะ

สมัยถ่ายนางนากนั้น ยังเป็นช่วงรอยต่อของความเก่ากับความใหม่ ไม่เฉพาะรถห้องน้ำ แต่กระทั่งปั๊มน้ำมันก็ไม่ใช่จะฝากชีวิตไว้ได้ทุกปั๊มเหมือนเดี๋ยวนี้ จังหวัดที่ไม่ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวก็จะมีปั๊มเล็กจิ๋วไม่กี่ที่ในตัวจังหวัด ซึ่งจังหวัดเหล่านี้นี่แหละ ที่ถูกใช้เป็นโลเคชั่นหลักในหลายๆ ฉากของภาพยนตร์ เพราะยังโปร่งโล่ง มีต้นไม้ต้นไร่ มีพื้นที่มากพอให้ทำงานโดยไม่มีเสาไฟฟ้าอะไรมาขัดขวางการวางมุมกล้องมากนัก

สมัยที่ทำนั้น ทีมงานเขาก็ว่าเอาอย่างสมจริงที่สุดเท่าที่จะสืบข้อมูลได้ ว่าชีวิตคนในยุคนั้นเขาไว้ผมเผ้า กินนอนกันอย่างไร ฉันถูกสั่งให้เดินเท้าเปล่ากับพื้นดินอยู่นานเพื่อให้ชินพื้นไม่ดูโหย่งๆ อย่างคนเคยรองเท้า หรือหัดเปิบข้าวด้วยมือไม่ให้เรี่ยราด อันเป็นสกิลพื้นฐานที่ควรทำได้

แต่ไอ้ที่หัดไม่ได้มันก็มี อย่างเรื่องท้อง และเรื่องทำนา

 

เรื่องตายเป็นผีคงไม่ต้องเอามาชี้ประเด็นกัน ว่าทำไมฉันถึงทำไม่ได้นะ แต่เรื่องท้องนี่ จะให้ฉันไปลองตั้งครรภ์จริงก็ไม่ได้เหมือนกัน แล้วพี่อุ๋ย (ผู้กำกับ) แกงอแงชิงชังนัก กับการเอาหมอนมายัดท้องแล้วเดินพุงโตไปไหนๆ ก็เป็นอันเข้าใจว่า ‘ฉันท้องแล้วจ้า’ อย่างในมหรสพอื่นๆ แถมในเรื่องฉันนุ่งผืนห่มผืน จะยัดหมอนยังไงให้มันกลายเป็นท้องได้โดยไม่โผล่รูปพรรณที่แท้จริงออกมาฟ้องนอกร่มผ้า คิดไปคิดมาก็ได้คำตอบว่าให้หล่อท้องเอามาติดฉัน

กรรมวิธีก็หล่อจากหน้าท้องฉันนี่ล่ะ แล้วเอาไปทำนูนป่อง สะดือคว่ำๆ อย่างคนท้องด้วยวัสดุนิ่มๆ อย่างผิว แต่ข้างในกลวง ตกแต่งสีให้เข้ากับผิวจริงโดยจะติดกาวไว้ตรงขอบทั้งหมดก่อนติดเข้าไปที่ตัวฉันก่อนห่มแถบนุ่งโจง

ติดเสร็จแต่งเสร็จ เดินออกมาให้ดูพี่อุ๋ยก็ยังไม่แล้วใจ ค่าที่ว่าฉันดูไม่เหมือนคนท้องจริงๆ แต่เดินเหินคล่องแคล่วพึ่บพั่บเหมือนเดิม อย่ากระนั้นเลย พี่อุ๋ยเจ้าอุบายจึงให้เอาลูกโป่งใส่น้ำมาถ่วงในช่องกลวงของท้องปลอมนั่นก่อนติดลงบนท้องฉัน

โอ้โห ได้ผล

 

มันไม่ได้หนักอย่างเรายกของน่ะคุณ แต่มันถ่วงๆ ปริ่มๆ แถมอยู่ๆ มันหนักแอ้กขึ้นมาแบบนั้น ฉันเดินก็จะหน้าทิ่ม เลยต้องเอามือคอยยันบั้นเอวไว้ จะนั่งจะลุกพึ่บพั่บอย่างเคยก็ไม่ได้ เดินๆ ไปก็มีท่าทางคล้ายหญิงท้องไปโดยอัตโนมัติ แถมพี่อุ๋ยยังเพิ่มความสมจริงด้วยขนาดหน้าอกแบบหญิงท้อง ด้วยการให้ฉันเพิ่มนมแบบโนศัลยกรรม แต่ซ้อนฟองน้ำเข้าไปสามชั้นก่อนคาดผ้าแถบ อวบอึ๋มท้องแก่สมใจ

แต่ทันทีที่ฉันทรงเครื่องอุปกรณ์ทั้งหมดนี้เมื่อไหร่ ความลำบากสาหัสก็จะมาเยือนชีวิตประจำวัน จะนั่งชันเข่ากินข้าวอย่างชินๆ ก็ไม่ได้ ติดท้อง เดินไปไหนๆ สักพักก็เมื่อยหลัง ตัดเล็บเท้าก็ไม่ได้ องศามันชอบกลไปหมด แล้วห้องน้ำที่ทำไว้ใช้กันในโลเคชั่นหลักคือบ้านของฉันนั้นก็แสนจะสมจริง คือเป็นส้วมหลุมขุดลงไปเอาไม้กระดานพาด ซึ่งครั้งแรกที่ฉันติดท้องไปเข้าห้องน้ำ ก็พบกับการหน้าทิ่ม นั่งยงโย่ยงหยก จะยองก็ยองไม่ได้ต้องเอามือค้ำพื้นไว้เป็นที่ทุลักทุเล เรียกว่าสร้างอารมณ์ในความลำบากของหญิงท้องแก่ที่เผชิญโลกเพียงลำพังได้เป็นอย่างดี

 

แต่ไฮไลท์ไคลแมกซ์ของนางนากก็คือตอนจะตายนี่ล่ะ ทุกคนรู้ดีว่านางตายตอนเจ็บท้องคลอดลูก พี่อุ๋ยก็เพิ่มเข้าไป ว่าชีวิตหญิงเดี่ยวแบบนี้ คงไม่จุดเทียนหอมร้อยมาลัยรอเวลาเจ็บท้องหรอก แต่ต้องไปเจ็บระหว่างการใช้ชีวิตประจำวัน แล้วชีวิตประจำวันของชาวนาก็คือการทำนา จ้ะ ฉันก็ต้องมาเจ็บท้องกลางทุ่งนา

 

ถ้าวันนั้นใครอยู่ที่จังหวัดชัยนาท ก็จะได้เห็นมหกรรมบันเทิง ตรงที่นาร้างๆ ลึกเข้าไปจากถนนใหญ่แปลงหนึ่ง คือสี่มุมนาแปลงเล็กๆ นั้นตั้งเสาที่ต่อกับรถน้ำเอาไว้ทำฝนเทียม มีรถตู้กอง รถขนของ ควายหนึ่งตัว ไถหนึ่งคัน และสารพัดรถปิคอัพเปิดท้ายขายของ มีหมดเลยนะคุณ ทั้งส้มตำ น้ำแข็งไส ขนูกขนม มีเพลงเปิดด้วย เขามาดูถ่ายหนังกัน

จริงๆ เอิกเกริกขนาดนี้ ถ้าเป็นวันที่ถ่ายฉากอื่นเป็นหมดสิทธิ์ แต่ด้วยวันนี้มีการใช้ฝนเทียม การบันทึกเสียงหน้าเซ็ตเลยต้องงดไปโดยปริยาย เพราะเสียงรถน้ำนั้นดังสนั่น ขนาดคุยกันยังไม่ได้ยิน รถขายของเลยมาตั้งขายกันอย่างสนุกสนาน ขนาดฉันนั่งรถตู้กองถ่ายผ่านมายังนึกว่ามีงานปิดทองลูกนิมิต

ไม่ลูกนิมิตล่ะ กูนี่แหละ

 

ตัวฉันนั้นแต่งตัวเสร็จมาจากที่พัก ก็คือติดท้องใส่ลูกโป่งแล้ว เสริมนม หวีผม ครอบฟัน นุ่งโจงห่มแถบเรียบร้อย มีพิเศษตรงที่วันนั้นฝ่ายเสื้อผ้าได้ทำการเย็บตรึงทุกอย่างติดกัน เพราะเกรงว่าทั้งฝนและสภาพเลนในนา จะถ่วงชุดฉัน แถมจะถอดๆ ใส่ๆ ก็ไม่สะดวก เย็บแม่งติดเข้าด้วยกันแบบนี้แหละ ปลอดภัยดี อะ ก็ตามนั้น

ในสมัยนั้น แม่ยังไปทำงานกับฉันอยู่ในบางวัน ตอนแม่ลงมาเห็นสถานที่ก็ยังมีบ่นๆ ว่าหนีชีวิตลูกชาวนามาได้ตั้งหลายสิบปี พอมีลูก กลับต้องมาสู่แปลงนาเหมือนเดิมอีกครั้ง ฉันถามแม่ว่าเขาใช้คันไถทำนากันยังไงแม่ก็บอกไม่รู้ เพราะปกติไปนั่งรอตายายที่เถียงนาเฉยๆ ไม่เคยได้ลงมือเอง พี่อุ๋ยก็ไม่รู้ ถามใครในกองก็ไม่รู้ เอ้า เอาวะ ก็มารู้พร้อมๆ กันไปนี่แหละ

ควายนั้นยืนสบายๆ พี่เจ้าของควายก็เดินมาบอกวิธีบังคับให้ฉันด้วยหลักการขั้นสูงสุดในแบบเซ็น

“มันไปทางไหนก็เดินตามมันนะ” จบ

เฮ้ย ได้เหรอ คือแค่นี้เลยเหรอวะ แต่พี่เขาก็ไม่อยู่ให้ถามเสียแล้ว เดินไปนั่งดูวิบากกรรมของฉันรวมกับคนอื่นๆ ผู้ช่วยก็บอกให้รีบทำงานเถอะ ฉากสั้นๆ แค่นี้เอง เดี๋ยวเสร็จแล้วขึ้นรถไปล้างตัวกันในปั๊มใกล้ๆ ห่างจากนี้ไปแค่ห้ากิโลฯ เออ มา ไถก็ไถ

 

จนถึงตอนนี้ฉันก็ไม่รู้ว่ามันยากมั้ย เพราะไม่ได้รู้หลักการอะไรนอกเหนือไปจากที่เจ้าของควายบอกไว้เลย แต่ที่รู้แน่ๆ คือมันลำบากฉิบหายวายป่วง เพราะมือนึงของฉันก็ต้องจับคันไถ ฝนปลอมเม็ดโตๆ ก็ตกมากระแทกหน้ากระแทกตา พอจะยกมือปาดหน้า ควายก็เลี้ยวไปอีกทางให้ฉันผวาไปคว้าไถไว้ แล้วฉันก็เข้าใจเลยว่าทำไมถึงมีคำเปรียบเปรยว่า ‘เดินเหมือนตามควาย’ คือควายเดินเร็วมาก หน้าตาไม่น่าเดินเร็วเลยพ่อคุณเอ๊ยพ่อนี่จ้วงเอาจ้วงเอา แล้วเลนในนานี่ยิ่งเปียกก็ยิ่งลึกขึ้นมาท่วมถึงหัวเข่า จะยกขาก้าวสูงก็ไม่ได้เพราะติดท้อง (ปลอม) ที่ถ่วงลูกโป่งไว้

คนดูก็ส่งเสียงเชียร์กันสนุกมาก มีทั้งช่วยบังคับควายด้วยเสียง (ซ้ายเว้ยๆ เอ้า ตรงเลยทีนี้) บังคับฉันด้วยเสียง (อย่าไปจับไถยังงั้น เดี๋ยวมันสะบัดเข้าหน้าตาแหกหมด) บังคับฝนด้วยเสียง (ฝนตกหนักจั๊งงงง เบาๆหน่อย หนักอย่างนี้ใครเขาไถกัน) บังคับลูกด้วยเสียง (เข้าไปดูเตารีดให้แม่ที ออกมาดูถ่ายหนังไม่รู้ลืมถอดปลั๊กรึเปล่า เอ๊ ลูกคนนี้ บอกให้ไปก็ไปสิ!)

สนุก สนุกอย่างสาหัสมาก

 

ฉันเดินไป โอดโอยไป จนได้ยินพี่อุ๋ยตะโกนบอกว่าให้ปวดท้องสุดๆ ละคราวนี้ ปล่อยไถปล่อยควายไปเลย ฉันก็ทำตามสั่ง ปล่อยมือ ล้มลงในเลน (ซึ่งความแฉะแหยะของเลนอยู่ตรงประมาณเอวฉันแล้วตอนนี้) หลับตาคร่ำครวญไป

“คัท!! โอเค ไปๆ เก็บของ”

เฮ้อ ก็โอเคนะ แต่ชาวบ้านเขาแยกย้ายกันเร็วจัง สงสัยรู้แล้วว่าไม่ได้มีอะไรให้ดูเท่าไหร่ รถขายของเริ่มปิดท้าย มอเตอร์ไซค์ถูกขี่กลับออกไป ฉันแทบจะว่ายอยู่ในโคลน ค่อยๆ กระดืบทีละนิดไปที่คันนา แดดสวยจังเลย ดูสิ พระอาทิตย์กำลัง…ตก ดิน แล้วคนในกองกูหายไปไหนหมดโว้ยยยยยยย!!!

 

หายเร็วมาก หายไวมาก เห็นท้ายรถตู้ลิบๆ ตรงปากทาง กับแม่ฉันที่ยืนวี้ดๆ เรียกฉันให้ขึ้นมาเร็วๆ

“เค้าไปกันหมดแล้วแก!!”

ฉันเห็นแล้วล่ะ แล้วพี่คนสวยฝ่ายเสื้อผ้าล่ะแม่ เค้าไปไหนเนี่ย

“ฉันเห็นแว้บๆ เมื่อกี้ ไปไหนแล้วไม่รู้”

ฉิบหายเกิดทันที

คือโคลนที่ท่วมหัวหูฉันตอนนี้เริ่มจับแข็งเป็นบางส่วน แต่ฉันหนาวงั่กเพราะตากฝนอยู่เป็นชั่วโมง ท้องก็หนักแต่ถอดไม่ได้ เพราะต้องใช้น้ำยาพิเศษล้างกาวออก แถมวันนี้ยังถูกเย็บชุดติดกันไปเสียอีก รถก็ไม่มี คนก็ไม่มี ปั๊มที่ใกล้สุดเขาก็ว่าห่างไปห้ากิโล แต่เอาว่าเดินให้ถึงปากทางเข้านาฉันยังจะไม่ไหวเลย ทั้งหนาว ทั้งหนัก ทั้งเปียก

 

แม่เห็นฉันเงอะงะมากเข้า ก็จัดการลากเอาฉันเข้าไปในเพิงโกโรโกโสที่เขาใช้เก็บคราดเก็บจอบแถวๆ นั้นแล้วออกคำสั่งเฉียบขาดสไตล์แม่

“ถอด!”

เหย จะถอดยังไงล่ะแม่ ถอดแล้วจะเอาอะไรเปลี่ยน

“ชั้นสั่งให้ถอด”

ชุดมันเย็บติดกันอะ แล้วไม่ใช่แค่ติดกันกับผ้า แต่ติดกับท้องไปเลยเนี่ย แล้วมันก็ต้อง…แควกกกกกกกกกกก ก็รู้นะ ว่าแม่ใจร้อน แต่จังหวะที่แม่เดินมากระชากท้องที่มีโคลนแห้งๆ พอกอยู่รอบๆ และทากาวติดกับเนื้อฉันนี่มันบั่บ…บราซิลเลี่ยนแวกซ์มากอะคุณ ขนอะไรในร่มผ้านี่ถูกถอนยันโคนไปสุดขอบที่ทากาวไว้…

บางทีก็อยากให้แม่ลองปฏิบัติธรรมบ้าง เผื่อจะใจเย็นลง

 

สรุปคือฉันก็ยืนล่อนจ้อนล่อนเถรอยู่ในเพิงนั้นสองต่อสองกับแม่ มีซากท้องปลอมเขรอะๆ กับผ้าแถบผ้าโจงชุ่มโคลนกองอยู่ที่พื้น บราก็อาการสาหัสมาก เพราะถูกเย็บติดผ้าแถบไว้ แม่ฉันก็กระชากแหกหมด กางเกงในนั้นแปรสภาพเป็นยาขัดรองเท้าแบบแผ่นไปนานแล้ว หัวหูสิ้นสภาพ ตะวันรอนอ่อนแสงลงทุกขณะ

และแล้ว

“น้องทรายยยยยย น้องทรายอยู่ไหนค้าาาา”

นั่นเสียงฝ่ายเสื้อผ้านี่

พี่จ๋าาาาา ช่วยด้วยยยยยยยย หนูติดอยู่ในนี้

“น้องทรายเข้าไปในนั้นทำไมอะคะ อ้าว คุณแม่ก็ด้วย ปวดฉี่เหรอ ทำไมไม่นั่งรถตู้ไปเข้าห้องน้ำ?”

ฉันกำลังจะอธิบาย แม่ก็ขัดขึ้นมาแบบเรียบๆ แต่ระอุว่า, แล้วคุณเธอไปไหนมา ทำไมทิ้งลูกฉันเละเทะไว้คนเดียว

“อ๋อ หนูไปช่วยหนูนามาค่ะแม่ สงส้าร สงสาร พอฝนตก มันก็หนีออกมาจากรัง มีลูกด้วยนะคะ ตัวแดงๆ อยู่เลย หนูเลยช้อนมันขึ้นไปไว้ตรงนาแห้งๆ ทีละตัว ทีละตัว ทีละตัว…รอดครบทั้งครอบครัวเลยค่าาาาา”

 

ทุกวันนี้, แม่ไม่ไปออกกองกับฉันแล้ว และเท่าที่รู้ก็คือ พี่คนนั้นไม่ได้ทำเสื้อผ้ากองถ่ายอีกต่อไป

สวัสดี

 

 

Illustration by Waragorn Keeranan
Share This!
  • 476
  • 1
  •  
  •  
  •  
  •  
    477
    Shares
No Comments Yet

Comments are closed