มองอินโดนีเซียด้วยสายตาของ Eka Kurniawan ผ่าน Man Tiger และนวนิยายเล่มอื่นของเขา

ผมได้ยินชื่อของ Eka Kurniawan ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วจากการที่ Man Tiger นวนิยายเล่มหนึ่งของเขาไปปรากฏอยู่ใน Long List ของรางวัล The Man Booker International เคียงบ่าเคียงไหล่กับบรรดานักเขียนชั้นครูอย่าง Kenzaburo Oe และ Orhan Pamuk

 

ถึงแม้ Kurniawan จะไม่ได้ผ่านไปถึงรอบ Short List หากเพียงเท่านี้ก็เพียงพอจะดึงความสนใจจากนักอ่านทั่วโลกให้หันมาจับตานักเขียนชาวอินโดนีเซียคนนี้ ว่าอาจถึงคราวแล้วที่จะมีนักเขียนจากภูมิภาคอาเซียนคว้ารางวัลทางวรรณกรรมระดับโลกขึ้นมาสักคน อย่างที่ Pramoedya Ananta Toer อีกหนึ่งนักเขียนอินโดนีเซียผู้ซึ่งชื่อของเขาเคยถูกเอ่ยถึงอยู่บ่อยๆ บนเวทีรางวัลโนเบลในฐานะตัวเต็งตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

 

มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จู่ๆ ชื่อของ Eka Kurniawan ก็ตกลงกลางสปอตไลต์ในฐานะคลื่นลูกใหม่ที่จะพัดพาวรรณกรรมอาเซียนสู่สายตาของชาวโลก

 

เขาน่าสนใจถึงขนาดที่ Benedict Anderson นักวิชาการผู้ล่วงลับ เจ้าของหนังสือ Imagined Communities ชื่นชมว่าเป็นนักเขียนอินโดนีเซียที่โดดเด่นที่สุดในปัจจุบัน จะเรียกว่าเป็นทายาทคนสำคัญของ Pramoedya ก็ย่อมได้

และเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Vengeance is Mine, All Others Pay Cash นวนิยายอีกเรื่องหนึ่งของ Kurniawan ก็เพิ่งวางจำหน่ายเป็นภาษาอังกฤษพอดี คอลัมน์สัปดาห์นี้ผมเลยขอหยิบยกนวนิยายของนักเขียนดาวรุ่งผู้นี้มาพูดถึงครับ

 

Beauty is a Wound, Man Tiger, และ Vengeance is Mine, All Others Pay Cash คือชื่อนวนิยายสามเล่มของ Kurniawan ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ โดย Beauty is a Wound คือนวนิยายลำดับแรกของเขาครับ ความน่าสนใจของงานเขียนชิ้นนี้อย่างแรกอยู่ที่ความหนาของมันซึ่งฉบับภาษาอังกฤษนั้นหนาร่วมห้าร้อยหน้า แถมยังตีพิมพ์ครั้งแรกในขณะที่ Kurniawan มีอายุเพียง 27 ปีเท่านั้น! Beauty is a Wound บอกเล่าประวัติศาสตร์อินโดนีเซียในหลายยุคสมัย เริ่มตั้งแต่ช่วงที่ดัตช์ยังตั้งอาณานิคม ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กองทัพญี่ปุ่นบุกยึดพื้นที่ ช่วงที่อินโดนีเซียประกาศอิสรภาพ และมาสิ้นสุดในช่วงกวาดล้างคอมมิวนิสต์ครั้งใหญ่ ก่อนที่ซูการ์โนจะถูกยึดอำนาจในท้ายที่สุด

 

Beauty is a Wound คือนวนิยายที่ฉายภาพความทะเยอทะยานของ Kurniawan อย่างชัดเจนจากเจตนาที่หวังจะบอกเล่าประวัติศาสตร์ของชาติด้วยน้ำเสียงและวิธีการเล่าที่แตกกระสานซ่านเซ็นราวกับแม่น้ำที่แยกออกเป็นสาย

 

Dewi Ayu ตัวเอกของเรื่องคือโสเภณีลูกครึ่งอินโด-ดัตช์ ที่หลังจากที่ตายไปแล้วกว่ายี่สิบปี อยู่ๆ ในบ่ายวันหนึ่งเธอก็ลุกขึ้นจากหลุมศพ และเดินกลับบ้านไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ประหลาดดีไหมล่ะครับที่จู่ๆ ศพซึ่งควรจะนอนนิ่งอยู่ในหลุมก็เกิดนึกครึ้มตื่นขึ้นมาเสียง่ายๆ ซึ่งด้วยองค์ประกอบของเหตุการณ์ในเรื่องที่พิสดารเช่นนี้เองที่ทำให้นวนิยายเล่มนี้ถูกกล่าวถึงในฐานะหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวภาคอินโดนีเซีย ซึ่งก็ไม่ผิดแต่อย่างใดหากจะเรียกเช่นนั้นเพราะระหว่างที่ผมอ่าน Beauty is a Wound ก็จะสัมผัสถึงเงาของ Gabriel Garcia Marquez อยู่ตลอดเวลา อย่างตัวละครที่กินอุจจาระก็พาให้นึกถึงหญิงสาวที่ชอบกินดินของ Marquez หรือเมืองสมมติในเรื่องนี้ก็อาจเปรียบได้กับมาคอนโดแห่งอุษาคเนย์ไว้อย่างน่าสนใจ

 

สัจนิยมมหัศจรรย์ เองก็เป็นองค์ประกอบร่วมที่สำคัญในงานเขียนเรื่องต่างๆ ของ Kurniawan ซึ่งพ้นไปจาก Beauty is a Wound แล้ว Man Tiger ก็เล่นกับสภาวะซึ่งเหลื่อมล้ำอยู่ระหว่างความจริงกับโลกมายาได้อย่างน่าสนใจ มันเล่าเรื่องของเด็กหนุ่มที่ไปฆ่าชายคนหนึ่งอย่างอำมหิต สร้างรอยแผลเหวอะที่ลำคอเหยื่อราวกับไม่ใช่การกระทำของมนุษย์ เรื่องราวเปิดเผยให้เรารู้ว่าภายในใจของเด็กหนุ่มนั้นมีเสือขาวเพศเมียสถิตอยู่ และมันจะปรากฏตัวเมื่อเขาควบคุมความโกรธไว้ไม่ได้ ซึ่งนวนิยายเล่มนี้ได้ถ่ายทอดความเดือดดาล สับสน และหวาดกลัวในจิตของเด็กหนุ่มออกมาได้ซับซ้อนและน่าทึ่งทีเดียว

 

ความโดดเด่นของหนังสือเล่มนี้อีกจุดหนึ่งคือ Kurniawan เลือกจะเปิดเผยไคลแมกซ์ของเรื่องตั้งแต่ประโยคแรก

 

นั่นคือบอกผลลัพธ์สุดท้ายที่จะเกิดขึ้นในเรื่องให้คนอ่านได้รู้ จากนั้นจึงสืบสาวราวเรื่องให้เราได้รับรู้ถึงที่มาของการฆ่าอันน่าสยดสยองว่าเป็นมาอย่างไร ซึ่งด้วยวิธีการเล่าที่ชาญฉลาด และการวางโครงสร้างไว้อย่างดี ทำให้หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกได้ไม่ต่างจากนวนิยายสืบสวนดีๆ เล่มหนึ่งเลยล่ะครับ

 

ส่วน Vengeance is Mind, All Others Pay Cash ก็เป็นอีกเล่มที่มีพล็อตประหลาดล้ำจนไม่รู้จะชื่นชมว่าอย่างไรดี เพราะนิยายเล่มนี้เล่าเรื่องของชายที่นกเขาของเขาไม่ขัน อ่านไม่ผิดครับ ตัวเอกของเรื่องหมกมุ่นและพยายามจะปลุกมันให้ตื่นเหมือนผู้ชายคนอื่นๆ แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็ดูเหมือนจะไม่สำเร็จเสียที เพียงแต่ภายใต้พล็อตที่ฟังดูบ้าๆ บอๆ นี้ สิ่งที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังคือการเปิดเผยให้เห็นถึงทัศนคติต่อเรื่องเพศในอินโดนีเซีย ทั้งการเทิดทูนความเป็นชาย และการกดทับเพศหญิงอย่างเป็นเรื่องปกติทั่วไป

 

สังคมอินโดนีเซียที่เล่าผ่านสายตาของ Kurniawan นั้นอัดแน่นอยู่ด้วยความรุนแรง และแรงกำหนัดอันเข้มข้น และบ่อยครั้งที่ตัวละครหญิงในเรื่องคือภาพแทนของสตรีที่ทำได้แค่จำยอมต่ออำนาจของเพศชายที่กดทับลงมา เหตุการณ์ป่าเถื่อนอย่างการข่มขืน หรือถ้อยคำหยาบคายปรากฏอยู่เสมอในนิยายทุกเรื่องของ Kurniawan และแม้หลายๆ ฉากจะชวนให้เบือนหน้าหนีขณะที่อ่าน กระนั้นในทางหนึ่งมันก็คือความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริงที่ในสังคมหากกลับโดนกดเอาไว้ไม่ให้เผยเปิดออกมา

 

Kurniawan ถ่ายทอดน้ำเสียงของเขาผ่านการเล่าที่คล้ายกับมุขปาฐะ หรือนิทานปรัมปรา บอกเล่าถึงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ตำนานพื้นถิ่น หรือผีสางเทวดาต่างผลุบๆ โผล่ๆ ในโลกของเขาราวกับเป็นเรื่องสามัญธรรมดา

 

อินโดนีเซียที่ Kurniawan ถ่ายทอดออกมาในทางหนึ่งอาจคล้ายกับประเทศเหนือจริง หากในขณะเดียวกันที่ความประหลาดล้ำต่างๆ ประเดประดังอย่างไม่สิ้นสุด เราก็ยังสัมผัสได้ถึงความซับซ้อนของอินโดนีเซียซึ่งถมทับกันทั้งในประเด็นของเชื้อชาติ ศาสนา และการเมือง

 

Kurniawan ก่อร่างสร้างอินโดนีเซียจากจินตนาการของเขาได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งภาพเมืองสมมติและเรื่องราวเหนือจริงสารพัดนี่เองที่มันได้ถ่ายทอดให้คนนอกอย่างเราได้รับรู้ถึงความลึกล้ำดำมืดของอินโดนีเซียที่คงไม่อาจรับรู้ได้เลยจากคำบอกเล่าของประวัติศาสตร์ที่ผ่านการกรองคัดมาแล้วของโลกแห่งความจริง

Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed