ว่าด้วย ‘ลัทธิโอมชินริเกียว’ และความหลากหลายของศาสนาใหม่ๆ ในญี่ปุ่น

สัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างที่บ้านเรากำลังระดมกำลังช่วยทีมหมูป่าออกจากถ้ำและชาวญี่ปุ่นกำลังปวดหัวกับปัญหาฝนถล่มจนน้ำท่วมในหลายพื้น ทางการญี่ปุ่นก็ได้ทำการประหารนายโชโกะ อาซาฮาระ ผู้นำลัทธิโอมชินริเกียว พร้อมกับผู้บริหารจำนวน 6 ราย กลายเป็นข่าวใหญ่ที่แทรกขึ้นมาในพื้นที่สื่อของญี่ปุ่น เพราะปกติญี่ปุ่นจะประหารโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบก่อน ถึงวันแล้วก็นำตัวนักโทษไปประหารเลย ดังนั้นไม่ว่าจะญาติหรือประชาชนทั่วไปก็ได้รู้ข่าวพร้อมกัน สำหรับเรื่องโทษประหารก็มีบทความที่เบส-กฤดิกรเขียนไปแล้ว ครั้งนี้เลยจะขอพูดถึงลัทธิโอมชินริเกียว และลัทธิอื่นๆ ในสังคมญี่ปุ่นแทน

 

ลัทธิโอมชินริเกียวเคยเป็นข่าวให้คนไทยได้รู้จักมาก่อนจากคดีการปล่อยก๊าซพิษซารินในรถไฟใต้ดินโตเกียวเมื่อปี 1995 เหตุการณ์ครั้งนั้นกลายเป็นข่าวสะเทือนขวัญไปทั่วโลก เป็นการเปิดเผยโฉมหน้าของลัทธิโอมชินริเกียวให้ทุกคนรู้จัก และเป็นชื่อที่คนเรียกติดปากไปอีกนาน

 

การปล่อยก๊าซพิษในครั้งนั้นเป็นเหมือนแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น เพราะจริงๆ แล้วพวกเขายังก่อคดีอื่นๆ ไว้อีกไม่น้อย

 

ลัทธิโอมชินริเกียวมาไกลจากจุดตั้งต้นจริงๆ เพราะแรกเริ่ม นายชิสึโอะ มัตสึโมโตะ (หรือที่กลายมาเป็น โชโกะ อาซาฮาระในภายหลัง) ก็เป็นเด็กชายจากครอบครัวที่มีฐานะไม่ได้ดีเท่าไหร่นักในจังหวัดคุมาโมโตะ เขาเกิดมาพร้อมกับอาการตาซ้ายบอดและตาข้างขวาไม่สามารถใช้การได้ดีนัก ในช่วงที่เรียนในโรงเรียนสำหรับผู้พิการทางสายตา ชิสึโอะได้ชื่อว่าเป็นเด็กที่ชอบแกล้งและรีดไถเงินคนอื่น โดยหลังเรียนจบเขาได้เรียนรู้วิชาการฝังเข็มและสมุนไพรหลัง และเมื่อมีครอบครัวเขาก็เริ่มสนใจเรื่องศาสนามากขึ้นและเริ่มทำการศึกษา ก่อนที่จะเปิดโรงเรียนสอนโยคะในปี 1984  โดยใช้ชื่อว่า โอมชินเซ็นโนะไค ที่ต่อมาจะกลายมาเป็นลัทธิโอมชินริเกียว และเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็นโชโกะ อาซาฮาระ ไม่นานหลังจากนี้ไม่นาน

 

ด้วยเสน่ห์ส่วนตัวและการวางท่าทางเป็นผู้ทรงความรู้ บวกกับการพิการทางสายตาของโชโกะ อาซาฮาระ (อันนี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะสื่ออย่างไรดี แต่ดูเหมือนว่าหลายครั้งบางคนมักจะเชื่อว่าบุคคลที่มีความพิการบางอย่างมีพลังพิเศษ) ทำให้เขาดูเป็นผู้ทรงภูมิจนมีลูกศิษย์ลูกหาติดตามมากมาย และเขาก็พยายามดึงเองคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้เข้ามาเป็นสาวกพร้อมกับให้ตำแหน่งบริหาร โดยคำสอนก็เป็นการผสมทั้งพุทธศาสนา เต๋า ฮินดู รวมถึงหยิบนั่นหยิบนี่มาผสมผสานเรื่อยๆ

ที่น่าทึ่งคือ ในเวลาไม่นานเท่าไหร่ พวกเขาสามารถขยายลัทธิออกไปได้ไกลและมีผู้นับถือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนอาซาฮาระเองก็เริ่มวางตัวเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น โดยบอกว่าเขาคือร่างอวตารของพระวิษณุ และเริ่มสร้างสถานปฏิบัติธรรมของตนเองตามพื้นที่รอบๆ ภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งก็เป็นสถานปฏิบัติธรรมนี่เองที่จะเรียกว่าเป็นสถานที่ล้างสมองสมาชิกก็ว่าได้ เพราะเป็นการนำคนเข้าไปอยู่ในที่จำกัด ตัดขาดจากโลกภายนอก และสั่งให้ทำอะไรซ้ำๆ เพื่อสลายตัวตนของสมาชิกจนหลายต่อหลายคนตัดขาดกับครอบครัวตัวเองและทุ่มทรัพย์ส่วนตัวให้กับลัทธิ และคนเหล่านี้ยังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ (สมาชิกบางคนที่พยายามหลบหนีก็พบกับจุดจบที่น่าเศร้า) พร้อมทั้งการผลิตยาบ้าส่งขายให้ยากูซ่าที่เป็นแหล่งรายได้ใหม่ ดูเหมือนว่าในกลุ่มพวกเขาจะมีคนที่มีความรู้ด้านเคมีเยอะจริงๆ

 

ยิ่งอาซาฮาระทำตัวเป็นเทพมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีคนเชื่อมากขึ้น เพราะว่าเขาเจาะไปที่จุดอ่อนในใจของผู้คนได้ ตัวอย่างเช่นหนังสือที่เขาเขียนออกมามากมาย เล่มที่เป็นที่กล่าวถึงคือ ไม่ต้องกลัวมะเร็งหรือเอดส์ ก็แน่นอนว่าชื่อแบบนี้คงทำให้จิดอ่อนสั่นคลอนได้ง่าย แถมเขายังอ้างว่าตัวเองสามารถลอยได้อีกด้วย (ปกหนังสือเล่มดังกล่าวนั่นล่ะครับ ดูแล้วเหมือนนั่งขัดสมาธิแล้วดีดตัวขึ้นซะมากกว่า) แต่คนเชื่อก็คือเชื่อ นั่นทำให้มีสาวกหลายคนยอมจ่ายเงินมากมายเพื่อที่จะได้รับ ‘สารคัดหลั่ง’ ต่างๆ จากร่างกายเขาเพราะชื่อว่ามีพลังศักด์สิทธิ์อยู่

 

ความทะเยอทะยานของอาซาฮาระไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศญี่ปุ่น แต่เขาต้องการจะก้าวไปเป็นผู้นำโลกเลยทีเดียว

 

เพื่อให้สมกับเป็นเทพที่อวตารได้ อาซาฮาระจึงพยายามไปเปิดสาขาในประเทศต่างๆ ในขณะเดียวกันก็ใช้สาขาต่างประเทศเหล่านี้เป็นตัวแทนในการจัดซื้ออาวุธ สารเคมี รวมถึงทดลองอาวุธเคมีด้วย และที่บอกว่าคดีที่รถไฟใต้ดินในโตเกียวนั้นเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะจริงๆ แล้วจะต้องมีคนเสียชีวิตมากกว่านี้ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้และคุณภาพของก๊าซซารินอยู่ในระดับสูงตามที่พวกเขาต้องการ นอกจากนี้พวกเขายังพยายามใช้ก๊าซพิษฆ่าคนในทางเดินในสถานีชินจูกุ และยังมีแผนที่จะโปรยสารเคมีด้วยเฮลิคอปเตอร์ เอาจริงจังถึงขนาดที่ไปฝึกบินที่ประเทศอเมริกาและสั่งซื้อเฮลิคอปเตอร์ผ่านทางรัสเซียเพื่อให้คำพยากรณ์วันสิ้นโลกของอาซาฮาระเป็นจริง (ชงเองตบเอง) แต่ก็ดีที่สมาชิกคนสำคัญของลัทธิโดนจับไปก่อน ไม่อย่างนั้นคงจะเสียหายหนักกว่านี้

 

แต่ถึงอย่างนั้น การโจมตีครั้งดังกล่าวก็ทำให้สังคมหันมาสนใจลัทธิเหล่านี้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังสงครามโลกที่มีลัทธิและศาสนาเกิดใหม่ จริงๆ แล้วญี่ปุ่นไม่ค่อยใช้คำว่า ‘ลัทธิ’ หรือ cult เท่าไหร่นัก แต่จะจัดพวกนี้อยู่ในกลุ่ม ‘ศาสนาใหม่’ และในช่วงที่ญี่ปุ่นพยายามพัฒนาชาติอย่างรวดเร็วหลังสงคราม คนที่มีแนวคิดแตกต่างออกไปก็จัดตั้งศาสนาของตนเอง บางกลุ่มที่เห็นว่ามีคนที่ปรับตัวตามทุนนิยมยุคใหม่ไม่ทันก็พยายามดึงคนเหล่านั้นเข้ามานับถือนิกายของตนเอง

 

ไม่แปลกอะไรกับสังคมที่ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมหมู่เป็นอย่างมากอย่างญี่ปุ่น หากไม่สามารถเข้ากับสังคมหลักได้ พอมีคนยื่นมือมาเข้ามาก็แน่นอนว่าอยากจะเข้าไปพักพิงใจตรงนั้น

 

ยิ่งสังคมก้าวหน้าไปเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังมากยิ่งขึ้น ยิ่งเศรษฐกิจญี่ปุ่นรุ่งเรืองเท่าไหร่ก็ยิ่งมีคนที่ต้องการที่พึ่งทางใจแบบนี้ และด้วยความที่ศาสนาหลักๆ ของญี่ปุ่นเช่นพุทธและชินโตไม่ได้มีกิจกรรมหมู่ เช่น เข้าวัดฟังธรรม หรือพบปะกันในหมู่ผู้เคารพขนาดนั้น ทำให้ศาสนาใหม่ๆ เหล่านี้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างในความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกสังคมสักอย่างที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจมากขึ้นได้

 

ทีนี้พอเกิดเรื่องขึ้น สังคมญี่ปุ่นก็เริ่มจับจ้องสายตาไปที่ลัทธิต่างๆ มากขึ้น และพอยิ่งไปไล่ดูก็พบลัทธิต่างๆ มากมาย ทุกวันนี้เวลาไปญี่ปุ่น บางทีเจออาคารที่มีการออกแบบแปลกๆ บางแห่งมีสีทองอร่าม เล่นเอางงว่าคืออาคารอะไร แต่พอไปเช็กดู อ้อ อาคารของศาสนานั้น ศาสนานี้ บางศาสนามีสาขาอยู่มากมายเต็มไปหมด แต่ก็ใช่ว่าจะมีแค่สาวกหรือคนที่ชอบนะครับ บางทีผมก็เจอคนเอาขยะไปปาใส่สาขาของศาสนาใหม่ๆ เหล่านี้บ้างเหมือนกัน เพื่อนผมเองก็เล่าให้ฟังว่าครอบครัวเขาพ่อแม่ต้องแยกทางกันเพราะว่าฝ่ายหนึ่งไปเข้านับถือศาสนาใหม่พวกนี้แล้วเอาเงินครอบครัวไปให้หมดจนครอบครัวพัง ทำให้เขากลายเป็นคนหันหลังให้ศาสนาไปเลย

ช่วงที่ผมเรียนอยู่ญี่ปุ่นก็ได้ยินข่าวเกี่ยวกับลัทธิแปลกๆ เหมือนกัน ข่าวหนึ่งที่ดังมากก็คือลัทธิ Pana-Wave ที่เชื่อว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นตัวการในการทำลายสิ่งแวดล้อมของโลก พวกเขาเลยแต่งตัวด้วยเสื้อสีขาวและใส่หน้ากากพยาบาลไว้ตลอด (เป็นเทรนด์แฟชั่นที่เก๋ดี) และในปี 2003 มีแมวน้ำตัวหนึ่งหลงเข้ามาในแม่น้ำในโตเกียว ข่าวของแมวน้ำตัวนี้ทำให้มันกลายเป็นเซเลบและได้ชื่อน่ารักๆ ว่า ทามะจัง แต่ไม่ทันไร ลัทธิ Pana-Wave ก็กลายเป็นข่าวเมื่อพวกเขาพยายามจะลักพาตัวทามะจังกลับไปปล่อยที่แหล่งที่มาโดยอ้างว่าเพื่อป้องกันภัยสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้เกิดวันสิ้นโลก แต่ปัจจุบันก็ดูเหมือนลัทธินี้จะเงียบๆ หายไป เนื่องจากว่าได้ทำนายวันสิ้นโลกไว้แล้วไม่เกิดอะไรขึ้นถึงสองรอบ

 

ศาสนาใหม่ๆ ลัทธิแปลกๆ เหล่านี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ตามสภาพสังคมญี่ปุ่น และบางทีเราก็ไม่รู้ว่าธุรกิจหรือสถาบันการศึกษาไหนเกี่ยวข้องกับศาสนาใหม่เหล่านี้บ้าง ตอนสมัยผมเรียนอยู่ก็มีคนบอกว่า กิจการอาหารเครือนี้เป็นของโอมชินริเกียว อย่าไปซื้อ

 

บางศาสนาก็พัฒนาขึ้นมาถึงกับมีมหาวิทยาลัยของตัวเอง อย่างตอนมาค้นข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องศาสนาใหม่นี่ก็ทำให้ผมได้รู้ว่า โรงเรียน PL Gakuen ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากเรื่องเบสบอล (เพราะมักจะได้ยินชื่อโรงเรียนนี้ในการแข่งขันประจำปีเสมอ) และยังผลิตนักเบสบอลดังๆ ประดับวงการมากมาย จริงๆ แล้วก็เป็นโรงเรียนของศานาใหม่ชื่อ Church of Perfect Liberty ที่เน้นไปในเรื่องของสันติภาพและสุขภาพของผู้คน ถ้าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยดูธรรมดาไปก็ต้อง โซคะกัคไค หรือที่มีชื่อไทยว่า สมาคมสร้างคุณค่า ก็มีพรรคการเมืองของตัวเองในชื่อ Koumeitou ที่ตอนนี้ก็เป็นพรรคร่วมรัฐบาลของรัฐบาลอาเบะ ดูเหมือนว่าศาสนาใหม่เหล่านี้จะมีอยู่ทุกที่

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าศาสนาใหม่ทุกศาสนาจะเป็นอันตรายเหมือนโอมชินริเกียวนะครับ เพราะบางแห่งก็ไม่ได้มีอะไร อยู่มานานเกินร้อยปีแล้ว แค่เป็นความเชื่อที่แตกต่างไปจากศาสนาที่มีมาแต่เดิมหรือแยกเป็นนิกายใหม่ แต่บางเจ้าก็มีอะไรแปลกๆ น่ากลัวๆ เหมือนกัน ซึ่งญี่ปุ่นเขาก็ค่อนข้างเปิดเรื่องการก่อตั้งศาสนา ขอแค่ครบตามเงื่อนไขคือ มีคำสอน มีกิจกรรมทางศาสนาที่กระทำต่อเนื่อง และมีผู้นับถือในศาสนาก็สามารถยื่นเสนอจัดตั้งศาสนาได้ ดังนั้นถ้าไอดอลคนไหนคิดอยากจะตั้งศาสนาก็เริ่มได้ไม่ยากครับ เผยแผ่คำสอนในงานจับมือไว้ก่อนเลยก็ได้ แต่ก็ระวังผลที่จะตามมากับสังคมด้วย

 

ที่เขียนถึงเรื่องในญี่ปุ่นใช่ว่าไทยเราจะไม่เกี่ยวข้องนะครับ เพราะว่าในไทยก็มีศาสนาใหม่เหล่านี้เข้ามาสร้างสาขาในไทยอยู่ไม่น้อย ตัวอย่างก็เช่น สมาคมสร้างคุณค่าที่เข้ามาในไทยได้นานแล้ว ชนิดที่มิตรสหายท่านหนึ่งของผมมาบอกทีหลังว่า เพิ่งรู้ว่าที่บ้านมีแท่นบูชาแบบญี่ปุ่นที่เห็นมานานมากแล้ว แต่ก็เพิ่งรู้ว่าเป็นของสมาคมสร้างคุณค่า นอกจากนี้ก็มีบางศาสนาที่เข้ามาเปิดสถานปฏิบัติธรรมอยู่นอกเมือง มีการพาคนนั่งรถบัสไปปฏิบัติธรรม หรือบางทีก็พาไปจาริกที่ญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว และบางทีก็มีการจัดอีเวนต์ในเมืองไทยที่ใช้ฮอลล์ใหญ่ระดับเดียวกับคอนเสิร์ตวงยอดนิยม บางเจ้าก็มาเจาะตลาดด้วยหนังสือแนวๆ ธรรมะ จิตวิทยา ช่วยหาทางพ้นทุกข์ซึ่งก็เห็นวางอยู่ตามแผง ‘หนังสือขายดี’ ของร้านหนังสือเครือใหญ่ตลอด ของแบบนี้ ต้องสังเกตดีๆ แล้วจะเห็นครับ

 

สุดท้ายแล้วใครจะนับถืออะไรอย่างไรก็เป็นเรื่องของสิทธิส่วนบุคคลจริงๆ ครับ

 

Illustration by Waragorn Keeranan
Share This!
  • 747
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    747
    Shares
No Comments Yet

Comments are closed