นับตั้งแต่ที่มนุษย์เริ่มส่งดาวเทียมดวงแรกขึ้นไปประดับฟากฟ้าเมื่อ 69 ปีที่แล้ว ห้วงอวกาศที่เราทุกคนรู้จักก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล
ในปัจจุบัน มีดาวเทียมมากกว่า 12,000 ดวง ประจำการอยู่ในวงโคจรต่างๆ รอบโลก ด้วยบทบาทและภารกิจสำรวจห้วงจักรวาลที่อยู่ไกลออกไปหลายปีแสง ตลอดจนสำรวจโลก เพื่อติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับดาวเคราะห์สีครามดวงนี้อย่างต่อเนื่อง
ดาวเทียมได้มีบทบาทสำคัญในการพยากรณ์ วางแผนรับมือภัยธรรมชาติ เป็นข้อมูลในการฟื้นฟู และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบหลังเกิดภัยพิบัติ ดังเช่นการเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิที่เกาะซูลาเวซี อินโดนีเซีย เมื่อปี 2018 ที่มีการสนับสนุนข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมต่างๆ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจช่วยเหลือ และฟื้นฟูสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สำหรับประเทศไทย เราเองก็มีดาวเทียมใช้ภายใต้การดูแลและรับผิดชอบของหน่วยงานภายในประเทศ ทั้งจากส่วนของภาครัฐและเอกชน ตามที่ปรากฏในหนังสือเรียน หรือข่าวสารต่างๆ ว่าเรานำส่งดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นสู่วงโคจรอย่างต่อเนื่อง ทว่าก็ยังมีตั้งข้อสงสัย ว่าทำไมถึงไม่มีการนำข้อมูลจากดาวเทียมมาใช้รับมือภัยพิบัติได้ทันท่วงที รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ก็ยังดูล่าช้ากว่าที่ควรเป็นอยู่
ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศไทยมีดาวเทียมสำรวจโลกเพียง 2 ดวงเท่านั้นที่ใช้งานในภาคพลเรือน หากย้อนกลับไปถึงดาวเทียมดวงแรกของไทย ที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ ไทยคม-1 ที่นำส่งขึ้นไปประจำการอยู่ในวงโคจรค้างฟ้า เมื่อปี 1993 ที่ความสูงกว่า 35,786 กิโลเมตรนั้น เป็นเพียงดาวเทียมที่ใช้ในการสื่อสาร ไม่ได้มีส่วนในการสำรวจโลก หรือถ่ายภาพบันทึกความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทยแต่อย่างใด
ดาวเทียมดวงแรกของไทย ที่สร้างและออกแบบมาเพื่อภารกิจการสำรวจโลก คือดาวเทียมไทยโชต หรือ THEOS-1 ย่อมาจากคำว่า Thailand Earth Observation Satellite ภายใต้ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลฝรั่งเศส นำส่งขึ้นสู่วงโคจรแบบสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์ (Sun-synchronous orbit) หรือความสูงประมาณ 825 กิโลเมตรจากพื้นดิน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2008 เพื่อการสำรวจทรัพยากรภายในประเทศ ลดการพึ่งพาข้อมูลจากดาวเทียมต่างประเทศ ที่มีค่าใช้จ่ายและข้อจำกัดสูง ตลอดจนเป็นจุดเริ่มต้นของการถ่ายทอดเทคโนโลยี และองค์ความรู้ให้กับบุคลากรของไทย
ดาวเทียมดวงถัดมา คือ ธีออส-2 (THEOS-2) นำส่งขึ้นสู่อวกาศในเดือนตุลาคม 2023 เพื่อสานต่อประสิทธิภาพจากดาวเทียมไทยโชต ซึ่งประจำการมานานกว่า 18 ปี และยกระดับความสามารถในการถ่ายภาพความละเอียดสูง โดยมีความสามารถในการแยกวัตถุขนาดใหญ่กว่า 50 เซนติเมตรจากวงโคจรรอบโลก เพื่อเฝ้าระวังภัยพิบัติ ใช้ประโยชน์ในด้านเกษตรกรรม ป่าไม้ และที่ดิน
แม้จะมีดาวเทียมสำรวจโลกอยู่ 2 ดวง แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ข้อมูล หรือติดตามความเปลี่ยนแปลงของโลก เนื่องจากดาวเทียมต้องใช้เวลาในการโคจรรอบโลก ก่อนจะวนกลับมาถ่ายภาพเหนือพื้นที่เดิมได้อีกครั้ง โดยดาวเทียมทั้ง 2 ดวงใช้เวลา 26 วัน เพื่อกลับมาวนผ่านเหนือตำแหน่งเดิม แต่ยังสามารถถ่ายภาพซ้ำที่เดิมในทุก ๆ 4 วันได้ โดยมีมุมเอียงสูงสุดไม่เกิน 45 องศา
ด้วยเหตุนี้ GISTDA หรือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) จึงได้มีการพัฒนาดาวเทียม THEOS-2A ร่วมกับบริษัท Surrey Satellite Technology Ltd. ประเทศสหราชอาณาจักร แต่สิ่งที่แตกต่างไปจากดาวเทียม 2 ดวงแรก คือ THEOS-2A มีวิศวกรไทยเข้าไปร่วมออกแบบและประกอบดาวเทียม รวมถึงใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศของไทย ในการทดสอบด้านต่างๆ ก่อนนำส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศ
ลิขิต วรานนท์ ผู้จัดการโครงการดาวเทียม THEOS-2A ระบุว่า “ศักยภาพของดาวเทียม THEOS-2A นั้นไม่ได้ต่างจากดาวเทียม THEOS-2 นัก แต่ต่างกันในด้านการออกแบบดาวเทียมให้ตอบโจทย์การใช้งาน ผ่านเพย์โหลดที่ติดตั้งไป ซึ่ง THEOS-2A จะมีกล้องถ่ายภาพความละเอียดสูง 1 เมตร/พิกเซล (เห็นได้ชัดกว่าดาวเทียมไทยโชต) และสามารถถ่ายวิดีโอได้ (ดาวเทียม THEOS-2 ถ่ายได้แค่ภาพนิ่ง) และมีอีกเพย์โหลด คือระบบ AIS ในการรับสัญญาณเรือ กับระบบ ADS-B ในการตรวจจับรับสัญญาณจากเครื่องบินด้วยกัน”
ภาพถ่ายและข้อมูลจากดาวเทียมเหล่านี้ ช่วยให้หน่วยงานต่างๆ สามารถนำไปติดตามทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วิเคราะห์ความสมบูรณ์ของพืชและผลผลิตทางเกษตรกรรม รวมถึงเฝ้าระวังภัยพิบัติต่างๆ ทั้งไฟป่า น้ำท่วม น้ำแล้ง PM 2.5 เสริมกับข้อมูลจากแหล่งอื่นบนโลก เพื่อให้มีความครอบคลุมและรอบด้านยิ่งขึ้น
แต่อย่างที่ทราบกัน ว่าในระหว่างนำส่งขึ้นสู่วงโคจรโดยจรวด PSLV ของอินเดีย เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา ได้เกิดข้อขึ้นพลาดขึ้นกับจรวดท่อนที่ 3 (Third Stage) จนสูญเสียการควบคุม ทำให้ดาวเทียม THEOS-2A และดาวเทียมดวงอื่นไม่สามารถถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรได้ โดย GISTDA ระบุว่าดาวเทียมของไทยอยู่ในสถานะพร้อมทำงานก่อนขึ้นบิน และเกิดข้อขัดข้องขึ้นจากส่วนของจรวด PSLV ที่ไม่เกี่ยวกับดาวเทียม แต่ยังต้องการผลการสอบสวนโดยละเอียดจาก ISRO เพื่อให้สามารถทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างแน่ชัด
แม้ THEOS-2A จะไม่สามารถขึ้นไปทำภารกิจสำรวจโลกจากห้วงอวกาศ แต่ก็ใช่ว่าความพยายามทั้งหมดจะสูญเปล่า เพราะหากพิจารณาถึงองค์ความรู้ที่จะได้รับจากการร่วมพัฒนดาวเทียมกับบริษัทที่มีประสบการณ์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ได้เผยแพร่ให้เข้าถึงได้ในสาธารณะ ก็ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้บุคลากรและเยาวชนไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ เพราะทาง GISTDA มีการจัดฝึกอบรมเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการจัดกิจกรรมอย่าง School Satellite เพื่อสนับสนุนและเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้ลองทำดาวเทียม ผ่านการร่วมงานกับวิศวกรที่มีประสบการณ์
รวมถึง GISTDA ได้เผยแผนการทำกลุ่มดาวเทียมสำรวจโลก หรือ THEOS Constellation ต่อไปถึง THEOS-6 แบ่งแยกย่อยเป็นดาวเทียมบันทึกภาพมุมกว้างขึ้น ดาวเทียมใช้เซนเซอร์ Optical-Thermal Infrared เพื่อตรวจดูจุดความร้อน และดาวเทียมเทคโนโลยีเรดาร์ SAR หรือ Synthetic Aperture Radar เพื่อการบันทึกภาพต่อเนื่องทั้งกลางวัน-กลางคืน ทุกสภาพอากาศด้วยกัน ซึ่งจะสามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที เพราะปัจจุบันนี้ ข้อมูลจากดาวเทียมของ GISTDA ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ มีข้อจำกัดจากการบันทึกภาพถ่ายจากดาวเทียมประเภท optical (ช่วงแสงที่ตามองเห็น) และยังต้องพึ่งพาข้อมูลบางส่วนจากต่างประเทศ ที่มีข้อจำกัดพอสมควร
นอกจากนี้ หลังจากเกิดข้อขัดข้องกับจรวด PSLV ของอินเดีย ทาง GISTDA ก็ได้ออกแถลงการณ์ว่ามีการทำประกันนำส่งดาวเทียม THEOS-2A ไว้ โดยจะมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด โดยระหว่างนี้ก็ยังมีวิศวกรไทย ที่กำลังพัฒนาดาวเทียม THEOS-3 ให้พร้อมสำหรับการขึ้นไปปฏิบัติภารกิจสำรวจโลกจากห้วงอวกาศ ตามแผนการที่วางไว้
เมื่อไทยมีดาวเทียมมากขึ้น ย่อมทำให้ช่วงเวลาที่ใช้ในการรอให้ดาวเทียมวนกลับมาถ่ายนั้นสั้นลง กอปรกับมีความหลากหลายของข้อมูลให้เหมาะกับการใช้งานทั้งด้านทรัพยากร ผังเมือง ภัยธรรมชาติ และความมั่นคง ซึ่งเมื่อพิจารณาว่าดาวเทียมส่วนมากจะถูกออกแบบและประกอบขึ้นภายในประเทศไทย แปลว่าค่าใช้จ่ายในการพัฒนา และการเข้าถึงข้อมูลจากอวกาศนั้นจะถูกลงไปได้อีก
โดยสรุปแล้ว ข้อจำกัดในการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมของไทยนั้น เป็นเพราะเรายังมีดาวเทียมสำรวจโลกที่ไม่เพียงพอต่อการเฝ้าระวัง และติดตามความเปลี่ยนแปลงภาคพื้นดินได้อย่างต่อเนื่อง การพัฒนาดาวเทียมอย่าง THEOS-2A นั้น จึงเป็นทั้งความหวัง เป็นดวงตาดวงใหม่ในวงโคจรให้สามารถเฝ้าจับตาได้อย่างต่อเนื่องยิ่งขึ้น แม้ในครั้งนี้จะเกิดข้อผิดพลาด ไม่สามารถนำส่งได้สำเร็จ แต่ก็มีส่วนช่วยให้บุคลากรในไทยได้เข้าถึงองค์ความรู้ในการพัฒนาดาวเทียม และเทคโนโลยีอวกาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมอวกาศไทย และเราอาจได้เห็นดาวเทียมดวงใหม่ จากการพัฒนาของเยาวชน เอกชน และภาคส่วนต่างๆ เพื่อการใช้ประโยชน์จากห้วงอวกาศในแบบที่ยังไม่อาจคาดถึงได้จากในปัจจุบัน
คงเป็นดั่งวลีที่มักถูกกล่าวถึงกัน ว่า “ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์ แม้พลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว” แม้ดาวเทียมไทยจะยังไปไม่ถึงวงโคจร แต่ในตอนนี้ก็ยังมีองค์ความรู้ แรงบันดาลใจ และความพร้อมที่จะพัฒนาดาวเทียม นวัตกรรมใหม่ๆ ให้พร้อมสำหรับการขึ้นบินได้สำเร็จจริงในครั้งถัดไป
อ้างอิงจาก