“เชื่อมือถือเถอะครับ รับรองได้เรื่องแน่”
1.
หากใช้บันทึกข้อมูลจากทางการไทย ทุกอย่างจะเริ่มต้นในวันที่ 4 มกราคม 2532 เมื่อนายซอเละห์ เอ.เอ.อัล.มาลิกิ เลขานุการโท ซึ่งถือเป็นเจ้าหน้าที่การทูตของราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย ประจำประเทศไทย ถูกมือปืนสังหารด้วยอาวุธปืน ในซอยพิพัฒน์ 1 ถนนสาธรเหนือ เขตบางรัก กรุงเทพฯ
นี่เป็นเรื่องใหญ่ ทูตต่างชาติมาโดนยิงตายกลางเมืองหลวงของประเทศ รัฐบาลสั่งการให้ตำรวจไล่ล่าคนก่อเหตุ ผ่านไป 3 เดือน ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จับกุมอดินันท์ หรือบังมุด ซองเกอร์วาลา ซึ่งเป็นสมาชิกแก๊งมาเฟียตะวันออกกลางที่หากินในไทย
ตำรวจยืนยันว่านี่คือฆาตกรสังหารเลขานุการโทอย่างแน่นอน
ระหว่างที่คนร้ายกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในศาลอยู่นั้น หายนะและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับซาอุดิอาระเบียก็เดือดพล่านระอุตึงเครียดอีกครั้ง ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2533 เมื่อมีเหตุเจ้าหน้าที่ทูตถูกยิงตายคราวเดียวถึง 3 ศพด้วยกัน
เริ่มที่เวลา 15.20 น. ฟาฮัด อับดุลเลาะห์ เลขานุการโท และอาฮาหมัด อับดุลเลาะห์ อัลซาอิฟ ผู้ช่วยเลขานุการ (ขณะที่บางข้อมูลแจ้งว่าเป็นคนขับรถให้ฟาฮัดด้วย) ตายจากคมกระสุนปืน ที่ซอยแห่งหนึ่ง แถวถนนลิ้นจี่ เขตยานนาวา
10 นาที ต่อมา อับดุลเลาห์ เอ.อัล.เบซารีห์ เลขานุการโทของซาอุดิอาระเบีย โดนสังหารที่ซอยเย็นอากาศ ย่านทุ่งมหาเมฆ ขณะกำลังจะกลับอพาร์ตเมนท์ตามปกติ
พยานเล่าว่า คนร้ายที่ก่อเหตุฆ่า 2 เจ้าหน้าที่ทูต ร่างท้วม อายุประมาณ 30 ปี สูง 160 เซนติเมตร ผิวขาว ผมยาวประบ่า หลังเห็นเป้าหมายก็วิ่งตรงลิ่วรัวสาดกระสุนหวังชีวิตทันที
ขณะที่ฆาตกรที่ทุ่งมหาเมฆ เป็นชายร่างสูง หน้าขาวเกลี้ยง จมูกโด่งเหมือนคนตะวันออกกลาง
เมื่อตำรวจตรวจสอบกระสุนพบว่า ทั้ง 2 จุดเกิดเหตุ วายร้ายใช้ปืนขนาด 6.35 ม.ม. ซึ่งเป็นขนาดเดียวกับที่ลั่นไกฆ่าคนของซาอุในปี 2532
หากเจ้าหน้าที่จับคนร้ายในคดีฆ่าทูตศพแรกได้แล้ว อีก 3 ศพที่ถูกยิงทิ้งไปเล่า ใครคือคนก่อเหตุกันแน่
แถมขนาดของอาวุธที่ฆาตกรใช้ลงมือ ยังเป็นขนาดเล็กพกพาง่าย ซึ่งมือปืนในไทยไม่นิยมใช้กัน
ท่ามกลางข้อสงสัยว่า ปฏิบัติการนี้อาจเป็นงานลอบฆ่าระดับประณีต ที่มีการวางแผนทั้งทางหนีทีไล่เป็นอย่างดี
ทว่าชุดคลี่คลายสำรวจทุกอย่าง ดูทุกประเด็น ก่อนจะฟันธงโต้งๆ เอาว่า 4 ทูตที่เสียชีวิตไปนั้น เกี่ยวพันกับความขัดแย้งเรื่องการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานที่ซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเวลานั้น คือช่วงเฟื่องฟูแห่งการหารายได้จากมหาอำนาจตะวันออกกลาง
แรงงานไทยต่างไปใช้แรงกาย แล้วส่งเงินจำนวนมากกลับมาให้พี่น้องที่ภูมิลำเนาได้อยู่กันอย่างสุขสบาย กระแสนี้ดังมาก ถึงขนาดวงดนตรีเพื่อชีวิตยังต้องนำเรื่องราวดังกล่าวไปแต่งเพลงร้องกันอย่างสนุกสนาน
การจะไปทำงานซาอุดิอาระเบียนี้ บางคนถึงขั้นขายที่นา เพื่อหาทุนไปสมัคร ซื้อตั๋วเครื่องบิน เดินเรื่องทำหนังสือเดินทาง ต่อวีซ่า ทุกรายละเอียดเหล่านี้ ต้องใช้ทุนทรัพย์ไม่น้อยเลยทีเดียว
และเมื่อมีเงินเข้ามา ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้น
นักสืบที่สอบสวนเหตุทูตซาอุถูกฆ่า จึงเชื่อว่า ขุมทรัพย์มหาศาลของแรงงานไทยเหล่านี้แหละ คือสาเหตุสำคัญของชนวนสังหารเหี้ยม
พวกเขาไม่ได้พิจารณาอย่างละเอียดรอบด้าน แต่ปักใจเชื่อไปแล้ว
เมื่อรัฐบาลจากกรุงริยาดเร่งต้องการคำตอบและอยากให้ดำเนินคดีกับฆาตกร ยิ่งทำให้ตำรวจไทยต้องรีบสะสางปริศนาทั้งปวงโดยไว
เมื่อเช็คอย่างละเอียด มีประเด็นบางอย่างชูขึ้นมา อพาร์ตเมนท์ ซอยเย็นอากาศ จุดสังหารเจ้าหน้าที่ทูตรายที่ 4 นั้น ยังมีชาวซาอุดิอาระเบียอีกรายที่พักอยู่ด้วย
ตำรวจเชื่อว่าบุคคลผู้นี้ อาจเป็นผู้ต้องสงสัย หรืออาจรู้เห็นอะไรบางอย่างของคดีนี้แน่นอน
ทีมนักสืบระดมพล พวกเขาได้ชื่อเป้าหมายการสอบปากคำแล้ว
โมฮัมเหม็ด จีเอส เอ็ม อัลรูไวรี
ขั้นตอนต่อไป ไม่ใช่การเชิญมาคุยอย่างถูกกฎหมาย แต่เป็นการใช้อาญาเถื่อน
บุกอุ้มเพื่อรีดข้อมูล
2.
12 กุมภาพันธ์ 2533 บริษัทจัดหาคนงานไทยเพื่อส่งไปยังซาอุดิอาระเบีย ที่ตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 94 ไม่คึกคักเหมือนทุกที
อาจเป็นเพราะมีคดีฆ่าเจ้าหน้าที่ทูต 4 ราย ทำให้เจ้าของบริษัทที่ทุกคนเรียกกันว่า อัลรูไวรี ดูเครียดๆ ผิดปกติ นั่นเพราะหนึ่งในผู้เสียชีวิตพักที่เดียวกับอพาร์ตเมนต์เขา
15.00 น. อัลรูไวรีชำเลืองมองนาฬิกาโรเล็กซ์ราคาแพง ฝังเพชรที่ข้อมือ มีแหวนประจำตระกูลอยู่ที่นิ้ว แล้วยกโทรศัพท์แจ้งภรรยาว่า จะกลับไปซอยเย็นอากาศ เพื่อกินข้าวกับคนรัก ในตอนเย็น
“ไม่เกิน 4 โมงถึงแน่”
เจ้าตัวบึ่งรถเก๋งเปอโยต์ สีเขียวอ่อน ทะเบียน 3ข-6867 กรุงเทพ ออกจากบริษัท
แล้วหายสาบสูญไปตลอดกาล
เสียงโทรศัพท์ของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ดังขึ้น พลันที่รับ ก็พบว่าเป็นลูกน้องที่ไขคดีฆาตกรรมสังหารทูตซาอุนั่นเอง โดยอีกฝ่ายโทร.มารายงานด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“ได้ตัวแล้วครับนาย”
“อะไรกันวะ”
“ก็ไอ้แขก ตัวกุญแจสำคัญที่ผมเคยเรียนให้นายทราบไงครับ”
“เฮ้ยๆ อะไรกัน ไม่เอา…อย่า…”
“ไม่เป็นไรครับนาย เชื่อมือถือเถอะครับ รับรองได้เรื่องแน่”
นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เหงื่อตก เขาเริ่มสังหรณ์ใจแล้วว่า จะเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นอีกแน่นอน
พลันที่อัลรูไวรี ไม่ได้กลับบ้าน ภรรยาก็ออกตามหา คนซาอุดิอาระเบียในไทยกระพือข่าวการหายตัวไป มันล่วงรู้ถึงสื่อมวลชน ตำรวจ ทางการและรัฐบาล จนมีคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีเวลานั้น ให้พลิกแผ่นดินหานักธุรกิจตะวันออกกลางคนนี้โดยเร็วที่สุด
เจ้าหน้าที่ไม่รอช้า รับคำบัญชา เพียงวันเดียวหลังการหายตัว ก็พบรถเปอโยต์จอดไว้ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
ยามเล่าว่า รถคันนี้มาจอดช่วงเกือบตี 5 ของวันที่ 13 กุมภาพันธ์ คนขับเป็นชายต่างชาติ มีผู้หญิงนั่งมาด้วย เมื่อเจ้าหน้าที่นำรูปพรรณอัลรูไวรีให้ดู พยานส่ายหน้า ไม่ใช่คนหลังพวงมาลัยที่เขาเห็นแน่นอน
นี่คือหายนะครั้งสำคัญของทางการไทย เจ้าหน้าที่ทูตซาอุตาย 4 ศพ ถือเป็นเรื่องเลวร้ายมากพอแล้ว แต่การมีพลเรือนซาอุหายสาบสูญไปอีกราย ยิ่งซ้ำเติมความสัมพันธ์ของ 2 ชาติให้ดิ่งเหวลงกว่าเดิม
ยิ่งกว่านั้น มือปืนที่จับมาได้ในตอนแรก ก็ไม่มีหลักฐานเอาผิดได้แม้แต่ชิ้นเดียว จนศาลตัดสินยกฟ้อง หมายความว่า ตำรวจไทยไม่อาจหาตัวฆาตกรในเหตุการณ์นี้ได้เลย
ทางการซาอุดิอาระเบียตอบโต้ทันที ประกาศลดความสัมพันธ์การทูต จากเอกอัครราชทูต เหลือเพียงอุปทูตเท่านั้น
ความไม่พอใจของมหาอำนาจตะวันออกกลางเริ่มจาก หลังคนของตัวเองถูกยิงตาย ก็ได้ร้องขอทางการไทยให้ส่งกำลังมาดูแลแบบเข้มข้น แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งเหตุฆาตกรรมในกรุงเทพได้
มิหนำซ้ำ การหายตัวไปของอัลรูไวรีนั้น ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะชายคนนี้ไม่ได้เป็นนักธุรกิจธรรมดา แต่ยังเป็นพระญาติกับมเหสีของเจ้าชายที่อยู่ในราชวงศ์ซาอุดิอาระเบียอีกด้วย
สิ่งที่เกิดขึ้นคือหายนะ แต่ความสัมพันธ์ของ 2 ชาติยังเลวร้ายลงได้กว่านี้ เพราะในปี 2532 หัวขโมยหนุ่ม นามว่า เกรียงไกร เตชะโม่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงงานไทยที่ไปทำงานในซาอุดิอาระเบีย ได้ลักทรัพย์สินในวังของเจ้าชายไฟซาล โอรสของกษัตริย์เป็นจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายกว่า 500 ล้านบาท
เกรียงไกรนำของที่ขโมยมา เอากลับไทย แล้วปล่อยให้พ่อค้าเพชรพลอย ซื้อในราคาไม่แพง ก่อนใช้เงินอย่างสุขสม จนเมื่อเจ้าชายไฟซาลแจ้งมายังกรุงเทพ ให้ช่วยล่าตัว แม้ตำรวจจะรวบตัวได้ในต้นปี 2533 พร้อมกับส่งเพชรคืนกลับไป
ทว่าอัญมณีที่ยึดมาได้นั้น เป็นของปลอมเกือบครึ่ง
ประเด็นทูตของตัวเองตายในกรุงเทพ โดยที่ทางการไทยไม่อาจป้องกันและจับใครก็ไม่ได้ แถมยังอาจมีส่วนในการอุ้มอัลรูไวรีหายอีก ยิ่งทำให้ทางการซาอุโกรธมาก ประจวบเหมาะมาเจอเข้ากับกรณีคืนเพชรปลอมเข้าไปด้วย
นั่นจึงทำให้มหาอำนาจตะวันออกกลาง หมดความอดทน พอกันที พวกเขาตัดสินใจประกาศขับไล่แรงงานไทยออกจากประเทศ สร้างความเสียหายนับหมื่นล้านบาท
ถึงทุกวันนี้ มักมีการเข้าใจผิดว่า ความตายของ 4 เจ้าหน้าที่ทูตและการหายสาบสูญของอัลรูไวรี เกี่ยวข้องกับการตามหาเพชรซาอุ แต่ความจริงไม่ใช่ และเป็นคนละส่วนกันเลย
ความเหมือนอย่างเดียว คือ 2 เหตุการณ์นี้ เป็นผลงานของไทยที่สร้างปัญหาต่อซาอุดิอาระเบีย
และนั่นจึงทำให้รัฐบาลในกรุงเทพอยู่เฉยไม่ได้ สั่งคลี่คลายสถานการณ์ทุกอย่าง ชุดล่าเพชรก็ดำเนินไป ส่วนชุดไขคดีทูตและควานหาอัลรูไวรี ก็ต้องเร่งมือทำงาน
เมื่อทีมนักสืบชุดใหม่ตรวจหลักฐานฆ่าทูตอย่างละเอียดรอบคอบ พวกเขาพบว่า มูลเหตุเรื่องนี้ อาจไม่เกี่ยวกับปัญหาส่งแรงงานไปต่างแดนแม้แต่นิดเลย
แต่คือความขัดแย้งระหว่างประเทศต่างหาก
3.
ในปี 2530 นักแสวงบุญอิหร่านตัดสินใจเดินขบวนประท้วงอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา หากพวกเขาทำในประเทศ คงจะไม่มีปัญหาอะไร แต่การแสดงออกในครั้งนี้เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลาประกอบพิธีฮัจญ์ ในซาอุดิอาระเบีย
ดังนั้นเพื่อป้องกันความวุ่นวายและอลหม่าน จึงมีการส่งกำลังตำรวจมาดูแลและควบคุมสถานการณ์ เป็นผลให้มีนักแสวงบุญอิหร่านเสียชีวิตจากคมกระสุนของทางการริยาดกว่า 400 ชีวิตด้วยกัน
สิ่งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับคนอิหร่านและมุสลิมนิกายชีอะห์ มีบางกลุ่มปวารณาตัวเองว่าจะล้างแค้นให้กับผู้วายชนม์
ปี 2531 เจ้าหน้าที่กงสุลซาอุดิอาระเบีย แอบไปนั่งจิบเบียร์ที่พัทยา และถูกมือปืนบุกมาฆ่าตายคาร้านอาหาร นี่คือชนวนแรกของปฏิบัติการโหดจากต่างแดน ที่ส่งตรงมายังคนของสถานทูตซาอุดิอาระเบียในไทย แต่บ้านเราไม่ทันไหวตัว จนมีศพต่อมาในปี 2532 ถึงจะเริ่มตั้งหลัก
ในช่วงเวลาที่ตำรวจไทยเจอกับคดีฆ่าเจ้าหน้าที่ทูตต่อเนื่องกันนั้น ในต่างประเทศ ก็มีคนของซาอุดิอาระเบียถูกยิงทิ้งเช่นกัน
เมื่อชุดสืบสวนตรวจสอบรอบโลก พวกเขาพบความเชื่อมโยงและเมื่อค้นหลักฐานอย่างละเอียด จึงเชื่อว่า ผู้ลงมือลั่นไก เป็นคนจากต่างแดน ที่ถนัดในงานลอบสังหารเป็นอย่างดี โดยดูจากขนาดปืนที่เน้นไว คล่องตัว เน้นสังหารในระยะประชิด แตกต่างจากมือปืนของไทย ที่ยุคนั้นจะชอบปืนขนาด 9 ม.ม.หรือไม่ก็ 11 ม.ม เพราะเห็นว่าเสียงดัง ข่มพยานให้กลัว แถมยิงไปแล้ว มั่นใจว่าเอาตาย จากขนาดของกระสุน
สิ่งที่ตำรวจแยกแยะมือสังหารต่างแดนกับมือปืนไทย คือ ฝ่ายแรกถูกฝึกฝนให้ลอบฆ่าอย่างเป็นระบบ ส่วนมือปืนไทย เน้นใจลุยไปข้างหน้าค่อยว่ากัน
เมื่อได้ข้อสรุปแบบนี้ เรื่องอัลรูไวรีจึงเป็นการวางประเด็นที่พลาดของทีมนักสืบในตอนแรก พวกเขาไปหลงเบาะแส และตัดสินใจใช้งานดิบ อุ้มนักธุรกิจซาอุดิอาระเบียไปสอบสวนที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านคลองตัน ขณะกำลังรีดความลับ ปรากฏว่าชายตะวันออกกลางผู้นี้เกิดช็อกเสียชีวิต
ความผิดพลาดที่มีความตายมาข้องเกี่ยว ทางชุดก่อเหตุจึงนำร่างอัลรูไวรี ไปเผาทำลายที่ไร่แถวชลบุรี โดยที่ถังน้ำมันซึ่งใช้ย่างร่างจนแหลกละเอียดนั้น มีแหวนของหนุ่มตะวันออกกลางตกอยู่ที่ด้านใต้ ไม่ถูกทำลาย นายตำรวจรายหนึ่งที่ร่วมก่อเหตุ จึงแอบหยิบมันติดมือมาด้วย
นอกจากนี้ ร่ำลือว่านาฬิการาคาแพงที่อัลรูไวรีใส่ ก็ไม่ได้ถูกทำลาย แต่แอบถอดออกจากศพส่งไปให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงครอบครองมัน อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย
นี่คือความอื้อฉาวอย่างแท้จริง
รัฐบาลไทยในเวลาต่อมา พยายามจะง้อสานสัมพันธ์กับซาอุดิอาระเบีย โดยการหาตัวอัลรูไวรี หรือหากไม่พบ ก็ต้องมีคนรับผิดชอบ ด้านครอบครัวของอดีตนักธุรกิจผู้นี้ ได้ร้องขอมายังอุปทูตซาอุให้ประสานกรุงเทพ เพราะอยากรู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
รัฐบาลไทยพยายามรื้อฟื้นคดีหายสาบสูญนี้ โดยสั่งฟ้อง 5 ตำรวจในปี 2536 แต่สุดท้ายไม่มีหลักฐานเอาผิด แต่ต่อมาได้มีการดำเนินคดีใหม่ในปี 2552
กระนั้นในปี 2562 ศาลฎีกาเห็นว่า พยานที่เก็บแหวนอัลรูไวรีไว้ได้นั้น ก็มีคดีอุ้มฆ่าคนลาว แถมยังให้การวกวน อีกทั้งธำมรงค์วงนี้ ก็ยากจะพิสูจน์ว่าเป็นของชายผู้หายสาบสูญจริงหรือไม่ จึงมีคำตัดสินยกฟ้อง
อัลรูไวรี จึงยังคงและยังเป็นผู้ (ถูกทำให้) หายสาบสูญจนถึงปัจจุบัน
แม้ว่าในวันนี้ ความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศจะกลับมาเป็นปกติแล้ว แต่ความจริงในคดีลอบฆ่าเจ้าหน้าที่ทูตและการหายไปของนักธุรกิจซาอุ ยังคงเป็นปริศนา
ใครคือชุดอุ้มอัลรูไวรี และใครคือฆาตกรสังหารทูตซาอุ
คำถามนี้ยังส่งเสียงตะโกน โดยไร้ซึ่งคำตอบ
กระนั้นความโหดร้ายและความรุนแรงที่เกิดขึ้น คงจะสรุปทุกอย่างได้จากพระดำรัสของกษัตริย์ซาอุดิอาระเบียในช่วงเวลาที่เกิดเรื่อง อย่างคิงฟาฮัดที่พูดถึง 5 ศพกับ 1 ผู้สูญหายไว้ว่า
“สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำที่เลวทรามต่ำช้ามาก”
อ้างอิงจาก
หนังสือพิมพ์ข่าวสด 20 ธ.ค.2544
หนังสือพิมพ์ข่าวสด 6 ก.ย.2552
หนังสือพิมพ์มติชน 21 ก.ย.2553
หนังสือพิมพ์มติชน 13 ธ.ค.2541