เดิมที โครงการแลนด์บริดจ์ มีสารตั้งต้นมาจากศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ลงนามจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ แถมยังนำโครงการแลนด์บริดจ์ไปโชว์บนเวที APEC ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ เชื่อว่าโครงการนี้จะนำเม็ดเงินมาสู่ประเทศไทยได้มหาศาล
ต่อมาในฤดูการหาเสียงเลือกตั้งปี 2566 อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยรับไม้ต่อ มีการหาเสียงในพื้นที่ จ.ระนอง ว่าจะผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์เพื่อเชื่อม 2 ฝั่งทะเล เปลี่ยนระนองเป็นเมืองเศรษฐกิจระดับโลก
หลังจากนั้น พรรคภูมิใจไทยได้ร่วมรัฐบาลเพื่อไทย และมีข้อเรียกร้องไปยัง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น ให้สานต่อนโยบายโครงการแลนด์บริดจ์จนแล้วเสร็จ แต่ทางสุริยะแตะเบรก ระบุว่าต้องรอทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) พิจารณาผลกระทบให้ถี่ถ้วน
จากรัฐบาลเศรษฐา รัฐบาลแพทองธาร สู่รัฐบาลอนุทิน ในช่วงเวลาไม่กี่ปี มีการเดินสายต่างประเทศเพื่อโชว์แนวคิดของโครงการดังกล่าวต่อสายตานักลงทุนต่างประเทศ ปัจจุบัน (7 พ.ค. 2569) รัฐบาลอนุทินสั่ง สนข. เร่งผลักดันโครงการ Landbridge ให้เป็นรูปธรรม พร้อมเร่งเสนอร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ท่ามกลางเสียงคัดค้านของประชาชนในพื้นที่จังหวัดระนองและชุมพร ที่เล็งเห็นว่า ‘การพัฒนา’ ท่าเรือน้ำลึกและโครงสร้างคมนาคมจะทำลายวิถีชีวิตและทรัพยากรในพื้นที่เป็นวงกว้าง
เร็วและประหยัดขึ้นจริงหรือ
ผลการศึกษาจาก สนข. ที่เผยแพร่เมื่อปี 2568 ระบุว่า ที่ผ่านมาเรือขนส่งทั่วโลกต้องเผชิญกับความแออัดในช่องแคบมะละกา เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางทะเล ทำให้การขนส่งทางเรือล่าช้าหลายวัน นำไปสู่ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น
ไทยจึงฉวยเอาประโยชน์ทางภูมิศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรและเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตัดถนนและทางรถไฟเชื่อมสองท่าเรือน้ำลึกจากฝั่งอันดามันไปยังอ่าวไทย หวยจึงออกที่จังหวัดชุมพรและระนอง ที่จะถูกแปรสภาพเป็น ‘จุดรับส่งของ’ และ ‘สายพาน’ แน่นอนว่าพื้นที่หลังท่าเรือจะถูกพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมอีกด้วย
แม้ในรายงานจะบอกว่า แลนด์บริดจ์จะช่วยลดเวลาขนส่งระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิกเหลือเพียง 5 วัน เมื่อเทียบกับการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกาซึ่งต้องใช้ระยะเวลา 9 วัน และประหยัดค่าขนส่งได้ 15 % และยังประเมินจะมีปริมาณตู้สินค้าในช่วง 3 ปีแรกถึง 4 ล้านตู้ต่อปี และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าในปีที่ 25 จะขยายเป็น 20 ล้านตู้ต่อปีจนหมดอายุสัมปทาน
แต่ก็มีเสียงเห็นแย้งมาจากฝั่งเอกชน ที่มองว่าหากใช้ท่าเรือชุมพร-ระนองเป็นสะพานเชื่อม เราจะต้องยกตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นลงๆ ถึง 4 ครั้ง ทำให้มีค่าใช้จ่ายเฉพาะการยกประมาณ 4,000-5,000 บาทต่อตู้ ยังไม่รวมค่าท่าเรือ 2 แห่งและค่าขนส่งทางรถไฟราว 100 กม. รวมแล้วตกประมาณ 10,000-12,000 บาทต่อตู้ซึ่งถือว่าสูงมาก (ราว 300-400 ดอลลาร์สหรัฐ)
นอกจากนี้ ปริมาณสินค้าที่ต้องขนย้ายก็มีมหาศาล เพราะเรือหนึ่งลำบรรทุกได้เป็นหมื่นตู้ หากมีเรือเข้าเทียบท่าวันละหลายลำ จะต้องใช้เวลาหลายวันในการขนขึ้น-ลงรถไฟ ขณะที่การถ่ายลำที่สิงคโปร์หรือมาเลเซียมีค่าใช้จ่ายเพียง 80-100 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้ และทำได้รวดเร็วกว่า ทำให้โดยรวมทั้งต้นทุนและเวลา การใช้เส้นทางแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนองจึงอาจไม่คุ้มค่าในมุมมองผู้ขนส่ง
ต้องเสียอะไรไปบ้างและใครเป็นคนเสีย
เมกะโปรเจกต์ 1 ล้านล้านบาทนี้ ยังนำไปสู่การถมทะเลทั้งฝั่งชุมพร 6,975 ไร่ และฝั่งระนองอีก 5,808 ไร่ รวมกันแล้วใหญ่พอๆ กับเกาะหลีเป๊ะ การถมทะเลเพื่อสร้างท่าเรือน้ำลึกอาจทำลายธรรมชาติที่มีอยู่เดิม อย่าง จ.ระนอง มีทรัพยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ มีคุณสมบัติที่จะเป็นทั้งแรมซาร์ (พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ) เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลป่าชายเลน และอาจขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติอีกด้วย
การขุดลอกเพื่อให้เรือขนาดใหญ่เข้ามาได้ อาจทำให้ตะกอนและโลหะหนักที่สะสมอยู่ใต้ทะเลฟุ้งกระจาย ประเด็นคือพื้นที่นี้เป็นแหล่งนิเวศสำคัญ ทั้งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์และที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นทรัพยากรประมงที่สำคัญของจังหวัดระนอง หากระบบนิเวศเสียหายหรือปนเปื้อน จะกระทบต่อวิถีชีวิตชายฝั่งหลายพันครัวเรือน
นอกจากผลกระทบต่อชายฝั่งแล้ว บนบกก็ได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวางเช่นกัน โครงการนี้คาดว่าจะใช้ที่ดินมากกว่า 1 แสนไร่ เพื่อสร้างถนนทางหลวงพิเศษ MR8 เชื่อมชุมพร-ระนอง ระยะทางกว่า 90 กิโลเมตร เจาะอุโมงค์ทะลุเทือกเขา และพัฒนานิคมอุตสาหกรรมตลอดแนวเส้นทาง ซึ่งลัดเลาะไปตามเขตอนุรักษ์และป่าต้นน้ำ เช่น ป่าพะโต๊ะ ป่าปังหวาน ป่าปากทรง ผลที่ตามมาคือชุมชนต้องสูญเสียที่ดินทำกิน แหล่งน้ำ ที่อยู่อาศัย และแหล่งท่องเที่ยวอย่างถาวร โดยเฉพาะในอำเภอพะโต๊ะที่ชาวบ้านกว่า 97% ยังพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติและทำเกษตรกรรมเป็นหลัก
ยังมีความเสียหายอีกมากที่อาจตามมาเป็นลูกโซ่ ทั้งหมดที่ต้องแลกเพื่อประโยชน์ของนักลงทุนคือวิถีชีวิตและทรัพยากรของท้องถิ่น แม้จะมีการชดเชยด้วยการจ้างงานในพื้นที่หลายแสนตำแหน่ง แต่ก็มีข้อคำถามตามมาว่านั่นเป็นวิถีชีวิตที่คนในพื้นที่เลือกเองจริงหรือไม่ งานเหล่านั้นมีคุณค่าต่อชุมชนในระยะยาวอย่างไร? มากไปกว่านั้นคือความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมของชาติที่ล้วนมีฐานรากมาจากทรัพยากรในท้องถิ่น ปัจจัยเหล่านี้ไม่ควรมองข้าม และควรนับรวมเป็นโจทย์ของการพัฒนาในศตวรรษที่ 21 ที่ต้องคิดให้ไกลกว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงลำพัง
เอื้อทุน-หนุนต่างชาติ-ขาดเสียงจากคนในพื้นที่
แลนด์บริดจ์เป็นเพียงหน้าม่านของประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ฉากหลังจริงๆ คือ พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ ‘กฎหมาย SEC’ ที่ถูกออกแบบมาให้โครงการนี้เกิดขึ้นได้อย่างราบรื่น โดยกฎหมายนี้ครอบคลุมใน 4 จังหวัดหลัก ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ซึ่งจะดึงดูดการลงทุนและนักพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้ามาในพื้นที่ ซึ่งมันก็ไปสอดประสานกับโครงการแลนด์บริดจ์อีกทีหนึ่ง
ปัจจุบัน สถานะกฎหมายผ่านขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นมาแล้ว และกำลังจะเข้าสู่สภา ไอเดียของมันถูกออกแบบคล้ายกับกฎหมาย EEC ในภาคตะวันออกแทบทั้งหมด โดยให้อำนาจกับ ‘ซุปเปอร์บอร์ด’ ที่มีนายกฯ เป็นประธาน บวกกับรัฐมนตรีอีกหลายกระทรวง สามารถกำหนดนโยบาย และสั่งปรับแก้กฎหมายที่มองว่าเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนเพื่อให้โครงการเดินหน้าได้เร็วขึ้น
ยังมีประเด็นเรื่องผังเมืองและที่ดิน กฎหมายนี้เปิดทางให้เปลี่ยนพื้นที่เกษตรเป็นอุตสาหกรรมได้ง่ายขึ้น และให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติถือครองหรือเช่าที่ดินระยะยาวได้ เช่น เช่าได้ถึง 99 ปี หรือขอใช้ที่รัฐได้ นอกจากนี้ยังเปิดช่องให้เวนคืนที่ดินหรือกว้านซื้อพื้นที่เพื่อทำโครงการ ซึ่งทำให้หลายคนกังวลว่าที่ดินในภาคใต้จะค่อยๆ ถูกเปลี่ยนมือไปอยู่กับกลุ่มทุนหรือไม่
ซ้ำร้าย การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ของโครงการแลนด์บริดจ์ ยังกำหนดขอบเขตการศึกษาแคบเกินไป (เพียง 5 กม. จากจุดก่อสร้าง) ทั้งที่เส้นทางการเดินเรือและขนาดของนิคมอุตสาหกรรมจะขยายผลกระทบเป็นวงกว้าง แถมการรับฟังความเห็นจากประชาชนก็ถูกมองว่าจัดเป็นพิธี เพราะจัดแบบแยกส่วน ให้ข้อมูลด้านบวกเป็นหลัก และไม่สามารถตอบคำถามเรื่องผลกระทบหรือการเยียวยาได้ชัดเจน จนทำให้คนในพื้นที่รู้สึกว่าโครงการถูกตัดสินใจไว้ล่วงหน้าแล้ว
แม้รัฐจะมองว่ากฎหมายนี้จะช่วยส่งเสริม ‘การพัฒนา’ พื้นที่และสร้างงาน แต่ก็มีคำถามตามมาว่า กฎหมายนี้ให้อำนาจกับนักลงทุนมากเกินไปหรือไม่ กลไกการตรวจสอบซุปเปอร์บอร์ดอยู่ยังมีอยู่ไหม และที่สำคัญคือเสียงของคนในพื้นที่จะมีอำนาจกำหนดวิถีชุมชนได้แค่ไหน เพราะปลายสายของเรื่องราวเหล่านี้ พวกเขาจะเป็นฝ่ายรับผลกระทบจาก ‘การพัฒนา’ มากที่สุด
อ้างอิงจาก