Eating becomes an illness : เมื่อการกินกลายเป็นความป่วยไข้

เมื่อการกินกลายเป็นความป่วยไข้ กับความเชื่อ 5 ข้อที่คุณอาจเข้าใจผิด

 

พอพูดถึงการกิน ใครๆ ก็อยากสำราญกับอาหารรสเลิศ แต่สำหรับหลายๆ คน การกินกลับเป็นความป่วยไข้ที่หนักหนาสาหัสทีเดียว ในสังคมเรามีประชากรอย่างน้อย 0.6% ประสบปัญหาจากโรคการกินผิดปกติ (Eating Disorders) ซึ่งพวกเขาพยายามหลีกเลี่ยงการกินอาหาร แม้ร่างกายจะโหยหาพลังงานอย่างทุรนทุรายก็ตาม  ความปรารถนารูปร่างผอมและความรู้สึกผิดต่ออาหาร กลายเป็นเสียงที่ขัดแย้งในจิตใจ คนส่วนหนึ่งจึงมีอาการกลัวความอ้วนหรือที่เรียกว่า ‘อนอเร็กเซีย’ (Anorexia) และอาการ ‘บูลิเมีย’ (Bulimia) โดยการล้วงคอหรือใช้ยาถ่ายเพื่อขับไล่อาหารออกจากร่างกาย

โรคการกินผิดปกติเป็นอาการทางจิตที่มีแนวโน้มเสียชีวิตมากที่สุด แม้จะมีใครต่อใครพยายามเตือนถึงปัญหานี้ แต่ยังคงมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Anorexia และ Bulimia อยู่ดี

 

The MATTER จึงขอพาไปสำรวจกันหน่อยเนอะว่าความเข้าใจผิด 5 ประการนั้นคืออะไรบ้าง เผื่อเราจะแฮปปี้กับการกินได้อย่างเข้าอกเข้าใจกว่าเดิม

 

 

Myth#1 โรคแบบนี้มีแค่ ‘ผู้หญิง’ เท่านั้นล่ะที่เป็น

eat-02

ไม่จริงเสมอไปหรอก แม้โรคการกินผิดปกติจะพบมากในผู้หญิง แต่ก็มีผู้ชายจำนวนไม่น้อยเลยที่มีอาการกลัวความอ้วนจนพัฒนากลายเป็นโรค จากสถิติมีผู้หญิงอย่างน้อย 0.9% และผู้ชาย 0.3% เคยมีประสบการณ์โรค Anorexia หลีกเลี่ยงการกินหรืออดอาหาร และมีสัดส่วน ผู้หญิง 1.5 % ผู้ชาย 0.5 % ที่เคยพยายามล้วงคอหลังการกินจากอาการ Bulimia ด้วยเช่นกัน (และมีแนวโน้มที่จะป่วยทั้ง 2 อาการพร้อมๆ กันด้วยซ้ำไป)

 

ดังนั้น โรคการกินผิดปกติแบบนี้ ผู้ชายเองก็เป็นได้นะ

 

 

Myth#2 มีแค่โรค Anorexia เท่านั้นล่ะที่เสี่ยงตาย

eat-03

โรคการกินผิดปกติเป็นความป่วยทางจิตที่ทำให้เสียชีวิตได้ ไม่เพียงจากการขาดสารอาหารเท่านั้น แต่มันนำไปสู่การใช้ยาผิดวัตถุประสงค์และการฆ่าตัวตายจากภาวะซึมเศร้าอีกด้วย

ในปี 2009 จิตแพทย์จากมหาวิทยาลัย Minnesota และทีมวิจัยทำการวิเคราะห์ข้อมูลผู้เสียชีวิตจากโรคการกินผิดปกติจำนวน 1,885 ราย ที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี พบคนที่เป็นโรค Anorexia และ Bulimia มีอัตราการเสียชีวิตพอๆ กันอยู่ที่ 4%

 

แม้บางข้อมูลจะบอกว่าคนเป็นโรค Anorexia มีอัตราเสียชีวิตมากกว่าอยู่หน่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ห่างกันมาก

 

Myth#3 ‘ล้วงคอให้อ้วก’ เป็นวิธีดีที่สุดในการลดน้ำหนัก

eat-04

ความรู้สึกผิดต่อการกินอาหาร เพราะคิดว่าคือต้นตอของแคลอรี่จำนวนมาก คนที่มีอาการ Bulimia จึงหาทางออกด้วยการล้วงคอให้อาเจียนหรือใช้ยาถ่ายเพื่อให้อาหารออกมา เพียงเพราะเชื่อว่าจะขับแคลอรี่ออกจากร่างกายได้ ล้วนเป็นความเชื่อที่คลาดเคลื่อนทั้งนั้น

การใช้ยาถ่ายหรือยาขับปัสสาวะ แค่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ อย่างมากสุดก็เอาแคลอรี่ออกจากร่างกายได้เพียง 10% จากอาหารที่กินเข้าไป  การอาเจียน (Vomiting) ก็ไม่ได้ผลเช่นกัน การล้วงคอให้อ้วกเมื่อร่างกายดูดซึมอาหารไปแล้วกว่า 50 – 70% นอกจากจะไม่ทำให้น้ำหนักลดแล้วยังทำให้ร่างกายขาดน้ำ เกลือแร่ในร่างกายไม่สมดุล  ไปจนถึงหลอดอาหารหรือเยื่อบุลำคอฉีกขาดจากน้ำย่อยที่กัดกร่อนจนถึงขั้นเสียชีวิต

 

การอาเจียนไม่ใช่ทางออกซะหน่อยเนอะ

 

Myth#4  ‘น้ำหนัก’ คือสัญญาณเดียวที่บอกว่าเป็นบูลิเมีย

eat-05

ผู้ป่วยบูลิเมีย มักอยากกินอาหารในทันทีแบบที่บังคับตัวเองไม่ได้ ทำให้กินมากเกินไป แล้วจึงกินยาถ่ายหรือล้วงคอให้อาเจียนออกมา ซึ่งผู้ป่วยมักไม่แสดงออกจากรูปร่างหรือน้ำหนัก แม้คนใกล้ตัวในครอบครัวเองก็ไม่รู้ความแตกต่าง แต่สัญญาณที่ชี้ชัดที่สุดคือ อาการแก้มบวม สาเหตุจากต่อมน้ำลายอักเสบ หรือแผลในกระพุ้งแก้มจากน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร

แต่ตรงกันข้ามกับ ‘Anorexia’ ที่ผู้ป่วยมักมีร่างกายผ่ายผอมชัดเจน กระดูกนูนเป็นสัน หากน้ำหนักร่างกายลดลงกว่าปกติ 20 – 30% จะยิ่งเห็นชัดว่าเป็น Anorexia

 

Myth#5 โรคการกินผิดปกติ หายขาดได้ยาก?

eat-06

มีงานศึกษาหลายชิ้นระบุว่าการบำบัดโดยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมที่ไม่สมเหตุสมผล หรือที่เรียกว่า Cognitive-behavioral therapy (CBT) ในผู้ป่วยบูลิเมียมีแนวโน้มประสบความสำเร็จมากกว่าเทคนิคอื่นๆ โดยจิตแพทย์จะเริ่มปรับทัศนคติของผู้ป่วย ว่าเรื่องการอ้วกไม่ได้ผลในการลดน้ำหนัก เปลี่ยนความคิดผิดๆ เกี่ยวกับการมองตัวเอง และให้ผู้ป่วยยับยั้งความคิดชั่วแล่นที่พยายามล้วงคอหลังกินอาหาร

งานศึกษาของมหาวิทยาลัย Stanford School of Medicine ทำการศึกษาผู้ป่วยบูลิเมีย 220 ราย โดยการเข้าคอร์สบำบัด แบบ CBT เมื่อเทียบกับการบำบัดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Interpersonal psychotherapy ) หรือ IPT (โดยปกติ IPT เหมาะกับโรคซึมเศร้าที่มีปัญหาการเข้าสังคม) คอร์สบำบัดมี 19 session ซึ่งผู้ป่วยบูลีเมียที่ผ่าน CBT มีแนวโน้มหายพฤติกรรม 29 % เมื่อเทียบกับ IPT ที่ 6 %  และหลังจากนั้น 1 ปี ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดถึง 40% เลยทีเดียว

 

หมายความว่า การบำบัดเพื่อปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม CBT มีแนวโน้มประสบความสำเร็จสูงในกรณีบูลิเมีย

 

 

แต่สำหรับกรณี Anorexia กลับยากกว่า

เพราะผู้ป่วยมักมีร่างกายผอมแห้งขาดสารอาหาร และร่อแร่กว่าจะถึงมือแพทย์ถึง 85% จากผู้ป่วยทั้งหมด ทำให้ภารกิจแรกๆ ของหมอต้องฟื้นฟูสุขภาพร่างกายก่อนและต้องให้คำปรึกษาทางโภชนาการ (Nutrition Counseling) กับการบำบัดรูปแบบอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยจะไม่มีทัศนคติการกินแย่ๆ อีก Anorexia จึงยังเป็นโรคที่ท้าทายสำหรับวงการแพทย์อยู่ ดังนั้นการเข้าใจเรื่องสัดส่วนโดยไม่พยายามบังคับร่างกายดูจะแก้ไขง่ายกว่าการรักษา

 

eat-07การกินอาหารอย่างมีความสุขเป็นเรื่องน่าอิจฉา แต่การทำความเข้าใจธรรมชาติของโรคกินผิดปกติก็ทำให้เราไม่เสี่ยงต่อความคิดที่ลบๆ ที่ก่อตัวจนมองอาหารเป็นความเกลียดชัง จงกินอาหารให้อร่อยและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทำให้คุณจัดการกับความอ้วนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่า

พร้อมจะออกไปหาอะไรอร่อยๆ หรือยังล่ะ

ว่าแต่มื้อนี้ใครจ่ายเอ่ย?

 

 

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

Cognitive Behavior Therapy in the posthospitalization treatment of anorexia nervosa

The Oxford handbook of eating disorders. W.Stewart Agras.Oxford University Press,2010

 

 

Illustration by Namsai Supavong
No Comments Yet

Comments are closed