ในสังคมปัจจุบัน ผู้คนล้วนคาดหวังให้ทุกคนมีจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน ต้องเลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง และแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา
ยิ่งสังคมที่มีการแบ่งขั้ว (Polarization) ผู้คนมีแค่ขาวกับดำ ดีกับชั่ว ถูกกับผิด ไม่ได้มีเฉดอื่นให้ผู้คนได้เลือก ก็ยิ่งตอกย้ำให้เราต้องเลือกยืนในจุดที่สุดโต่ง เพราะการไม่เลือกข้าง อาจทำให้ถูกมองเป็นความลังเลหรือความไม่ชัดเจน นำไปสู่การโดนตีความว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามไปโดยปริยาย
สำหรับมิติทางด้านการเมืองเอง ก็ได้แบ่งข้างออกเป็นสองฝักสองฝ่ายชัดเจนเช่นกัน นั่นก็คือฝ่ายซ้ายหรือฝั่งเสรีนิยม และฝ่ายขวาหรือฝั่งอนุรักษ์นิยม ผู้คนในสังคมจึงถูกผลักให้ไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่งตลอดเวลา หนำซ้ำในบางครั้งอาจต้องไปอยู่ให้สุดทาง แสดงออกให้สุดโต่งด้วย
เมื่อสังคมต่างคาดหวังให้ผู้คนต้องซ้ายหรือขวาที่สุด แต่พอจะเป็นไปได้ไหม หากเราจะไม่ขอยืนจนสุดทาง แต่ขอเขยิบเข้ามาใกล้จุดตรงกลางมากขึ้น โดยที่เราจะยังคงถืออุดมการณ์แบบซ้ายหรือขวาเอาไว้อยู่
เมื่ออุดมการณ์ไม่ได้มีแค่ซ้ายสุดและขวาสุด
ในหลายสังคมที่ให้คุณค่ากับการแบ่งข้าง การยืนอยู่จุดกึ่งกลางจึงอาจนำไปสู่การตีความหรือถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ ทำให้หลายคนต้องตัดสินใจเลือกจุดยืนของตัวเองชัดเจน เพื่อกลมกลืนไปกับคนอื่นๆ ในสังคม
แม้จะเลือกขั้วใดแล้วก็ตาม แต่บางครั้งสังคมอาจคาดหวังมากขึ้น ด้วยการให้เราเดินมาให้ถึงจนสุดทาง เพื่อความชัดเจน การจะอยู่แค่เฉดซ้ายเพียงนิดๆ หรือยืนเอียงขวาเพียงเล็กน้อย ก็อาจวกกลับไปสู่การถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ไม่ต่างกัน
ในความเป็นจริง อุดมการณ์ทางการเมืองอาจไม่ได้มีแค่ซ้ายหรือขวาสุดโต่งเท่านั้น หากแต่ยังมีอีกหลายเฉดสี หลายแนวคิด ซึ่งบางแนวคิดเองก็เกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างอุดมการณ์จากทั้งสองฝั่งเข้าไว้ด้วยกัน อย่าง แนวความคิดแบบ ‘เสรีนิยมอนุรักษ์ (Conservative liberalism)’ กับ ‘เสรีอนุรักษนิยม (Left-conservatism)’ ถือเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการก้าวข้ามกรอบการแบ่งขั้วทางการเมืองแบบขาวและดำ ตลอดจนชี้ให้เห็นว่าจุดยืนทางการเมืองอาจซับซ้อนกว่าที่สังคมนิยามไว้

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจนึกสงสัย แค่สลับคำระหว่างเสรีนิยมและอนุรักษนิยม ก็สามารถเกิดเป็นอีกสองแนวคิดทางการเมืองได้จริงหรือ? คำตอบคือเป็นได้จริง แถมทั้งสองอุดมการณ์นี้ก็มีจุดแตกต่างกันอย่างชัดเจน แม้ว่าชื่อจะคลับคล้ายคลับคลากันก็ตาม
Conservative liberalism หรือ Right-Liberalism คือแนวคิดหนึ่งของลัทธิเสรีนิยมที่ผสมผสานคุณค่าและนโยบายแบบเสรีนิยมเข้ากับจุดยืนแบบอนุรักษนิยม ซึ่งหากมองอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นเส้นตรงและแบ่งข้างซ้ายขวา แนวคิดนี้ก็คือการขยับออกมาทางปีกขวาของแนวคิดแบบเสรีนิยมนั่นเอง
แนวคิดที่อยู่ในกรอบของ Conservative liberalism จึงมักสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันเสรีหรือตลาดเสรี แต่ยังคงยึดมั่นถือมั่นในจุดยืนดั้งเดิมในประเด็นทางสังคม จริยธรรม ตลอดจนค่านิยมส่วนบุคคล และจะไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วหรือรุนแรงเกินไป เหมือนกับแนวคิดของเสรีนิยมแบบสุดโต่ง
หากจะพูดให้เห็นภาพมากขึ้น คงต้องยกตัวอย่างรัฐบาลของ มาร์ค รูท (Mark Rutte) นายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งได้ดำเนินนโยบายภายใต้กรอบคิดของ Conservative liberalism ในมิติทางเศรษฐกิจ รัฐบาลของรูทเน้นแนวทางเสรีนิยมเป็นหลัก ตั้งแต่การลดงบประมาณภาครัฐ สนับสนุนการค้าเสรี ไปจนถึงการลดภาษีนิติบุคคลเพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนและต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน ในมิติทางสังคม นโยบายก็กลับมีความเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องผู้อพยพ รัฐบาลภายใต้มาร์ค รูทได้จำกัดโอกาสในการถือสองสัญชาติ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับสิทธิของพลเมืองชาวดัตช์เป็นลำดับแรก แถมยังกำหนดให้ผู้อพยพต้องพิสูจน์ให้รัฐบาลเห็นถึงการปรับตัวและการกลมกลืนเข้ากับสังคมเนเธอร์แลนด์ก่อน จึงจะสามารถได้รับสัญชาติอย่างเต็มรูปแบบ

ในส่วนของ Left-conservatism หรือที่หลายคน Social conservatism คือแนวคิดทางการเมืองที่ผสมผสานจุดยืนทางเศรษฐกิจแบบฝ่ายซ้ายเข้ากับค่านิยมทางสังคมแบบอนุรักษนิยม โดยเน้นการสนับสนุนบทบาทของรัฐในการดูแลเศรษฐกิจ การกระจายทรัพยากร และการคุ้มครองแรงงาน เพื่อสร้างความเท่าเทียมในระดับโครงสร้าง ขณะเดียวกันก็ยึดถือคุณค่าดั้งเดิมของสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว ชุมชน ศีลธรรม หรือความเป็นระเบียบของสังคม
การดำเนินทางเศรษฐกิจแบบ Left-conservatism จึงมักให้ความสำคัญกับความเป็นกลุ่มก้อน (collectivism) จากอิทธิพลแนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบมาร์กซ์และเศรษฐกิจสังคมนิยม ทว่ามักไปวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นซ้ายยุคใหม่ในมิติด้านสังคมแทน เช่น ประเด็นเรื่องเพศ สิ่งแวดล้อม หรือกระทั่งการทำแท้ง เป็นต้น
ตัวอย่างของแนวคิดลักษณะนี้ก็คือ รัฐบาลเดนมาร์ก ซึ่งดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจยึดโยงกับภาครัฐ อาทิ การเก็บภาษีค่อนข้างสูงเพื่อทำรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า การศึกษาฟรี และการรักษาพยาบาลฟรี เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็ได้ออกกฎหมายอย่าง ‘Ghetto Package’ สำหรับขจัดชุมชนของเหล่าผู้อพยพ จากการสูญเสียงบประมาณไปกับคนที่ไม่ใช่ชาวเดนมาร์ก จนคนในประเทศเสียสวัสดิการ
เห็นได้ว่าทั้งสองอุดมการณ์ต่างก็นำแนวคิดจากทั้งฝั่งซ้ายและขวามาปรับและประยุกต์ใช้ในมิติต่างๆ ซึ่งสะท้อนให้ถึงอุดมการณ์ทางการเมืองที่อาจไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่กรอบซ้ายหรือขวาแบบตายตัว หากแต่สามารถยืดหยุ่นและผสมผสานไปตามบริบทของสังคมได้
ทั้งนี้ ตัวอย่างแนวคิดที่ยกมาข้างต้นอาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทุกคน เนื่องจากมันยังมีข้อจำกัดในบางมิติ เฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นด้านสังคมและวัฒนธรรมที่อาจไม่ได้เปิดพื้นที่เสรีหรือครอบคลุมต่อผู้คนทุกกลุ่ม
แต่การมีอยู่ของแนวคิดทั้งสอง รวมถึงอุดมการณ์ทางการเมืองรูปแบบอื่นๆ ก็สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไม่ได้มีเพียงจุดยืนหรือขั้วอำนาจทางการเมืองแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่เต็มไปด้วยความหลากหลายของความคิดของผู้คน ดังนั้น เราทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรือเลือกยืนในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งบนเส้นแบ่งทางการเมืองนี้ก็ได้
ท้ายสุดแล้ว แม้เราจะไม่สามารถแก้ไขการแบ่งขั้วหรือความสุดโต่งทั้งหลายในสังคมได้ ทว่าเราก็สามารถเลือกจุดยืนของตัวเอง และยืดหยัดในจุดยืนเหล่านั้นได้ เพียงแค่ตัวเราต้องรับรู้ให้ได้ว่าเราต้องการหรือคาดหวังสิ่งใดจากรัฐบาล
อุดมการณ์จึงเป็นเพียงชุดความคิดและการแสดงออกในรูปแบบนามธรรมของมนุษย์ ประเด็นสำคัญในเชิงการเมือง อาจเป็นการที่ตัวแทนของประชาชนทั้งหลายสามารถนำอุดมการณ์ของพวกเขามาปรับใช้กับการดำเนินงาน เพื่อให้ก่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในประเทศ
อ้างอิงจาก