ลองจินตนาการว่า ถ้าเราเกิดมาเป็นผู้หญิงที่ทั้งโสดและรวยในช่วงราวๆ ต้นศตวรรษที่ 19 หรือที่หลายคนเรียกกันว่ายุครีเจนซี่ (Regency Era) เราจะใช้ชีวิตกันอย่างไรดี
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า บทบาทของผู้หญิง ผู้ชายในยุครีเจนซี่ถูกแบ่งจากกันชัดเจน ผู้ชายมีหน้าที่รับผิดชอบ ‘พื้นที่นอกบ้าน’ หรือ Public Sphere ไม่ว่าจะทำงาน หาเงิน การเมือง ตลอดจนสร้างสังคม ส่วนผู้หญิงก็จะรับผิดชอบ ‘พื้นที่ในบ้าน’ หรือ Domestic Sphere ทั้งทำงานบ้าน ดูแลสามีและลูก รวมถึงสานสัมพันธ์กับบรรดาผู้หญิงคนอื่นๆ ในสังคม
เมื่อความเป็นหญิงถูกผูกไว้กับบ้านและสามี ฉะนั้นเป้าหมายของผู้หญิงจำนวนมากในยุคสมัยนี้จึงหนีไม่พ้นการแต่งงานกับผู้ชายสักคน เพื่อให้ตัวเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของผู้หญิงที่ดีตามบรรทัดฐานที่สังคมวางไว้
หากเราเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้มีเงินถุงเงินถังก็คงดำเนินตามอิทธิพลที่ได้รับมาจากสังคมรอบข้าง หาผู้ชายที่เหมาะสมที่สุดและแต่งงานกัน ทว่าหากเราเป็นผู้หญิงที่มีเงินมากพอล่ะ เราจะเลือกครองตัวเป็นโสกอย่างอิสระได้ไหม? แน่นอนว่าก็อาจจะเป็นโสดได้ แต่ก็ใช่ว่าจะนั่งว่างๆ รอดพ้นสายตาที่จับจ้องไปได้ เพราะไม่ว่ายังไงกรอบบางอย่างของสังคมก็ยังครอบเราไว้อยู่ดี

สำหรับผู้หญิงโสดที่เป็นชนชั้นสูงด้วย ยังจำเป็นต้องเข้าสังคมพบปะกับผู้หญิงคนอื่นๆ อยู่ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมหลักที่ต้องทำแทบทุกวัน นอกจากนี้ยังต้องฝึกปรืองานฝีมือหลากหลายอย่าง ทั้งเย็บผ้า ถักไหมพรม ทำเสื้อผ้า หรือกระทั่งทำข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เป็นทั้งงานอดิเรกและกิจกรรมทางสังคมไปในเวลาเดียวกัน เพราะทั้งหมดล้วนเป็นกิจกรรมที่สังคมมองว่าเหมาะควรแก่สถานะของผู้หญิงชนชั้นกลางถึงสูง และเมื่อผู้หญิงโสดเหล่านี้มีทั้งสังคมและฝีมือแล้ว ก็ต้องหาพื้นที่แสดงให้คนทั่วไปได้เห็นว่าสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข ส่วนใหญ่ก็ด้วยการเข้าร่วมงานเลี้ยงและงานเต้นรำเป็นประจำ ไม่ใช่แค่ไปเพื่อการพบปะพูดคุยกับคนอื่นๆ เท่านั้น แต่บางครั้งยังต้องแสดงทักษะที่ฝึกมาด้วย เช่น เล่นเปียโนให้แขกคนอื่นๆ ได้ชม หรือสวมใส่เสื้อผ้าที่ตัดเย็บเอง
แน่นอนว่าเพราะโสด ก็เลยไม่จำเป็นต้องเจียดเวลาไปดูแลสามีหรือเลี้ยงลูก ทำให้มีเวลามากพอจะทำกิจกรรมที่กล่าวมา หรืออีกกิจกรรมที่บ่งบอกว่ามีเวลาและเงินเหลือเฟือ ก็คือการช่วยเหลือสาวโสดคนอื่นๆ ให้ได้คู่ครองที่เหมาะสม ด้วยการเล่นเกมจับคู่กับหนุ่มโสดทั้งหลาย
นี่คือกิจกรรมที่ตัวละครอย่าง ‘เอ็มม่า’ จากนิยาย Emma ของ เจน ออสเตน (Jane Austen) หญิงสาวชนชั้นสูงแห่งตระกูลวูดเฮ้าส์ (Woodhouse) ผู้ไม่จำเป็นต้องแปลงตัวเองเป็นดอกไม้ให้ชายใดต้องมาดอมดมชอบทำมากที่สุด เพราะเอ็มม่ามองว่าตัวเองเป็นคนเฉลียวฉลาด เป็นที่มาว่าทำไมเธอถึงชอบช่วยเหลือเหล่ามิตรสหายรอบตัวให้พานพบกับผู้ชายที่เหมาะสม (ตามความคิดของเธอ) เสมอมา อย่างคนล่าสุดที่เอ็มม่าต้องการช่วยเหลือคือ แฮเรียต สมิธ หญิงสาวกำพร้าผู้ไม่ได้มีภาษีทางสังคมมากนัก เธอกลายมาเป็นเป็นหมากบนเกมกระดานจับคู่สมรสของเอ็มม่า
ชีวิตของเอ็มม่ากับภาพสะท้อนผู้หญิงโสดในยุครีเจนซี่
เวลาพูดตัวละครเอ็มม่าม่า ภาพความสดใสและเฉลียวฉลาด มักจะเป็นภาพจำแรกที่หลายคนนึกถึงกัน เธอทั้งทันคนและกล้าแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้หญิงในสมัยนั้นค่อยไม่กล้าทำ เอ็มม่าไม่จำเป็นต้องทำตัวนอบน้อมเพื่อให้ผู้ชายชอบ เธอกล้าเป็นตัวเองได้ตลอดเวลา และก็ใช่ ที่เธอสามารถเป็นตัวเองได้ เพราะเธอเป็นผู้หญิงที่มีพร้อมรอบด้าน รวมถึงมี ‘ฐานะและชนชั้นทางสังคม’ ประกอบให้เธอเป็นในแบบที่คนอ่านอย่างเราจดจำกัน
ด้วยสถานะและเงินทองที่เอ็มม่ามีทำให้เธอไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงชายใดมาช่วยค้ำจุน ซ้ำยังมีเวลาพอจะไปคอยให้ความช่วยเหลือมิตรสหายคนอื่นๆ ด้วย แฮเรียต สมิธ หญิงสาววัยกำลังโต กลายมาเป็นทั้งเพื่อนใหม่และผู้ที่เอ็มม่าต้องการให้ความช่วยเหลือ โดยเธอตั้งใจวางให้แฮเรียตจับคู่กับ เอลตัน บาทหลวงประจำเมือง ทว่าในตอนแรกแฮเรียตอยากจะคบหาดูใจกับ โรเบิร์ต มาร์ติน ชาวนาในละแวกเดียวกัน แต่เอ็มม่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เธอจึงพยายามโน้มน้าวให้แฮเรียตรู้ว่าผู้ชายคนใดเหมาะสมที่สุด
“ชาวนาไม่ว่าจะขี่ม้าหรือเดินเท้า ก็ล้วนเป็นคนประเภทสุดท้ายในโลกที่ฉันอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเขา พวกชาวนาผู้มีที่ดินนั้นเป็นชนชั้นของผู้คนที่ฉันรู้สึกโดยแท้ว่าไม่มีอะไรให้ฉันต้องไปข้องเกี่ยวด้วยเลย แต่หากพวกมีฐานะต่ำลงมาอีกสักหนึ่งหรือสองระดับ และยังมีรูปลักษณ์ที่ดูน่านับถืออยู่บ้าง ก็อาจทำให้ฉันสนใจขึ้นมาได้บ้าง เพราะฉันอาจหวังว่าจะช่วยเหลือครอบครัวของเขาในทางใดทางหนึ่งได้”, น.73-74
นี่คือทัศนะที่เอ็มม่ามีต่อโรเบิร์ต มาร์ติน หน้ำซ้ำเธอยังพยายามกันไม่ให้แฮเรียตข้องเกี่ยวกับชายคนนี้ ทั้งพูดอ้อมๆ ถึงความไม่เหมาะสมหากเธอจะลงเอยกับคนอย่างเขา คงจะดีกว่าถ้าเธอได้ปลงใจกับคนที่คู่ควรจริงๆ เฉกเช่น เอลตัน
ส่วนเหตุผลที่เอ็มม่าเลือกให้แฮเรียตคู่กับเอลตันมากกว่าจะเป็นโรเบิร์ต เพราะเธอมองว่าแฮเรียตไม่ควรคู่กับชาวนา แต่ถึงอย่างนั้นแฮเรียตก็ไม่ได้มีสถานะทางสังคมมากมาย จึงไม่จำเป็นต้องจับคู่กับขุนน้ำขุนนางชั้นดี ดังนั้น เอลตัน บาทหลวงประจำเมือง ที่มีหน้ามีตาพอสมควรจึงเหมาะกับแฮเรียตมากกว่า หมากเกมนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจของชนชั้นอย่างชัดเจน เพราะสำหรับคนที่มีต้นทุนทางสังคมสูง การเลือกคู่ครองอาจเป็นเพียงเรื่องของความพึงพอใจส่วนบุคคล ขณะที่สำหรับคนอย่างแฮเรียต การเลือกผิดเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสในการยกระดับสถานะของตัวเองไปตลอดชีวิต
จึงน่าตั้งคำถามย้อนกลับไปถึงเหตุผลที่แฮเรียตเชื่อฟังและดำเนินตามเอ็มม่า ว่าแท้จริงแล้วเพราะเอ็มม่าเป็นผู้หญิงที่หลักแหลมจนสามารถช่วยให้คนรอบข้างพานพบต่อความสุขได้จริงๆ หรือเพียงเพราะเอ็มม่ามีอำนาจมากพอที่จะทำให้ตัวเองดูเป็นคนที่เฉลียวฉลาดได้กันแน่
นอกจากสถานะที่ทำให้เอ็มม่าชอบเล่นเกมจับคู่แล้ว เราต้องไม่ลืมว่า ทุกๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง ล้วนเกี่ยวโยงไปกับค่านิยมและกรอบบางอย่างที่สังคมสมัยรีเจนซี่กำหนดไว้ ฉะนั้น การหาคู่ครองและการแต่งงาน จึงถือเป็นส่วนหนึ่งในสิ่งที่สังคมบังคับให้ผู้หญิงต้องทำ การกระทำของเอ็มม่าจึงเป็นเหมือนการช่วยเหลือเพื่อนผู้หญิงด้วยกันที่ปลายทาง อย่างน้อยหากต้องแต่งงานตามกรอบที่สังคมกำหนดไว้ การมีคู่ครองที่เหมาะสมด้วยชนชั้นและสถานะ ก็คือปลายทางที่ดีทางหนึ่งที่พอจะเลือกเลือกสรรได้
และแม้ว่าตั้งแต่ต้นจนเกือบท้ายเรื่อง เอ็มม่าจะแสดงออกชัดเจนว่าตัวเองอยู่เหนือกรอบการแต่งงานของสังคมยุครีเจนซี่ เธอมีทุกอย่างที่ตัวเองต้องการ และสามารถครองตัวเป็นโสดได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ชาย เหมือนที่เธอเคยแสดงทัศนะเอาไว้ว่า
“ฉันไม่มีแรงจูงใจอย่างที่ผู้หญิงทั่วไปมีในการแต่งงาน หากวันหนึ่งฉันเกิดตกหลุมรักขึ้นมาจริง ๆ ก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ฉันไม่เคยตกหลุมรักใครเลย มันไม่ใช่นิสัยหรือธรรมชาติของฉัน และฉันก็ไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนั้นไปได้ในอนาคต และหากปราศจากความรักแล้ว ฉันแน่ใจว่าฉันคงโง่มากหากยอมเปลี่ยนแปลงสถานะชีวิตที่เป็นอยู่ของตัวเองเช่นนี้ ฉันไม่ได้ต้องการเงินทอง ฉันไม่ได้ต้องการงานทำ ฉันไม่ได้ต้องการฐานะหรือความสำคัญทางสังคม เพราะฉันเชื่อว่าผู้หญิงที่แต่งงานแล้วมีน้อยคนนักที่จะเป็นนายหญิงในบ้านของสามีได้มากเท่ากับที่ฉันเป็นนายหญิงแห่งฮาร์ตฟีลด์”, น.178
เอ็มม่าจะประกาศกร้าวว่าไม่อยากกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสสังคมในสมัยนั้น ทว่าในตอนท้ายชีวิตของเธอกลับลงเอยกับ จอร์จ ไนท์ลีย์ น้องชายของพี่เขยและเพื่อนสนิท ซึ่งแม้ภายในเรื่องจะอ้างถึงความรักที่ทั้งคู่มีให้ตรงกัน แต่ก็น่าตั้งคำถามต่อไปว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเธอลงเอยด้วยความรักจริงๆ หรือเอ็มม่าเองก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากกรอบสังคมในยุครีเจนซี่ได้
แต่ที่เรารู้แน่ๆ คือการแต่งงานของทั้งคู่ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวชนชั้นทางสังคมอยู่ดี เพราะเอ็มม่าและไนท์ลีย์ต่างก็เป็นผู้ที่อยู่ในชนชั้นบนของสังคม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หากเป็นชายคนอื่นที่มีสถานะด้อยกว่าเธอ ก็อาจไม่ได้รับโอกาสที่จะจูงมือเอ็มม่าเข้าสู่ประตูวิวาห์
อ้างอิงจาก