Trigger Warning: การล่วงละเมิดทางเพศ การข่มขืน การทำร้ายตัวเอง และการฆ่าตัวตาย
หลังเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่กระทบต่อจิตใจขั้นรุนแรง หลายคนอาจหวังให้กาลเวลาช่วยเยียวยา แต่บ่อยครั้งที่ร่องรอยของเหตุการณ์กลับตกค้างอยู่ข้างใน ไม่เลือนหายไปตามที่มันควรจะเป็น กลายเป็นความเครียดก่อตัวขึ้นในใจ จนอาจนำไปสู่สภาวะ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) ได้
อ้างอิงจาก บทความสุขภาพ ของภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เรื่องสภาวะ PTSD หรือโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง ว่าเป็นสภาวะป่วยทางจิตใจที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างร้ายแรง อาทิ ภัยพิบัติ อุทกภัย แผ่นดินไหว การก่อการจลาจล การฆาตกรรม สงคราม การปล้นฆ่า ฯลฯ หากคนที่เผชิญกับเหตุการณ์เหล่านี้รอดชีวิตมา บางคนก็อาจรู้สึกเครียดด้านจิตใจชนิดรุนแรงมาก จนอาจส่งผลให้เกิดความบกพร่องในหน้าที่การงานและการใช้ชีวิตประจำวันต่างๆ ตามมา
แต่ถ้าเหตุการณ์สะเทือนจิตใจดันเกิดขึ้นแบบไม่ได้จบแค่เพียงครั้งเดียว ผู้ที่เคยประสบกับเหตุการณ์นั้น ก็อาจต้องเผชิญกับสภาวะความเครียดที่ยากลำบากขึ้น นั่นคือ สภาวะ CPTSD (Complex Post-Traumatic Stress Disorder) หรือ โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญซับซ้อน เป็นสภาวะที่เกิดจากการเผชิญกับเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรงและต่อเนื่องหรือเกิดซ้ำๆ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่คนคนนั้นหลีกหนีได้ยาก อย่าง การถูกทำร้ายหรือถูกควบคุมเป็นเวลานาน ซ้ำยังมีเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้เหยื่อไม่สามารถหลีกหนีหรือขอความช่วยเหลือได้ด้วย
ในโลกวรรณกรรมมีตัวละครมากมายที่ต้องประสบพบเจอกับเหตุการณ์สะเทือนจิตใจอย่างรุนแรง จนถึงขั้นเป็น CPTSD หนึ่งในนั้นคือ ‘จูด เซนต์ ฟรานซิส’ จากนิยายเรื่อง A Little Life ของ ฮานย่า ยานากิฮาระ (Hanya Yanagihara) ผู้อาศัยอยู่กับเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยอีก 3 คน ด้วยการแชร์ห้องพักโทรมๆ แห่งหนึ่งบนถนนลิสเพนาร์ดในมหานครนิวยอร์ก จูด มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง ทำให้เดินกะเผลกและปวดขาอย่างรุนแรงอยู่เกือบตลอด ซึ่งเราในฐานะผู้อ่านจะได้รู้เรื่องราว ความฝัน และเส้นทางชีวิตของเพื่อนทั้ง 3 คนของจูดตั้งแต่เริ่มต้น ทว่ามีเพียงจูดคนเดียวที่เราแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย อดีตของเขาถูกเก็บงำเป็นความลับ การพลิกหน้ากระดาษไปข้างหน้าเรื่อยๆ จึงเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยให้เรารู้จักจูดมากขึ้น
นับจากนี้อาจจะเป็นสปอยล์ของเรื่องสักหน่อย เพราะเราจะบอกกันตรงนี้เลยว่า จูด คือตัวละครที่ต้องเผชิญกับอดีตสุดขมขื่นและปัจจุบันแสนทุกข์ระทมที่ตัวเองไม่ได้เลือก ในเกือบทุกบทที่กล่าวถึงจูด เขามักจะทำร้ายตัวเองด้วยการกรีดแขนตัวเองซ้ำไปซ้ำมาอยู่เสมอ แม้กระทั่งตอนที่ชีวิตเขาดูเหมือนจะดีขึ้นมาแล้ว เพราะถูกรับเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมของอาจารย์ด้านกฎหมายที่จูดเคารพรักดั่งพ่อคนหนึ่งก็ตาม แต่กระนั้น จูดก็ยังคงทำร้ายตัวเองต่อไปเรื่อยๆ เพราะเขาเชื่อเสมอว่าตัวเขาไม่คู่ควรกับความรักดีๆ ไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม ซึ่งทั้งหมดล้วนมีที่มาจากอดีตอันแสนบัดซบที่ตามหลอกหลอนและฉุดรั้งไม่ให้จูดก้าวไปสู่อนาคตที่สดใส

อดีตกับการประกอบสร้างตัวตน
“จริงๆ แล้วไม่มีใครอยากฟังเรื่องราวของคนอื่นเท่าไหร่หรอก พวกเขาเพียงแค่อยากเล่าเรื่องของตัวเองเท่านั้นแหละ”, น.107
เสียงในหัวจูดดังก้องขณะที่เพื่อนหันมาถามถึงเรื่องราวในอดีตของตัวเขา แต่เขาทำได้เพียงนั่งอยู่เงียบๆ และบอกว่า “ชีวิตในอดีตมันน่าเบื่อเกินกว่าที่คนอื่นจะสนใจ” คำพูดที่กล่าวออกมา ประกอบกับอดีตของเจ้าตัวที่ไม่เคยมีใครเคยรับรู้มาก่อนนับตั้งแต่เป็นเพื่อนกันมา ทำให้จูดในสายตาเพื่อน ดูเป็นคนไม่ยี่หระกับอดีตของตัวเองเท่าไหร่นัก อดีตสำหรับจูดเป็นเหมือนแค่การเปลี่ยนผ่านของช่วงเวลาตามกฎธรรมชาติ จูดดูไม่สนใจด้วยซ้ำว่ารากเหง้าตัวเองเป็นใคร พื้นเพมาจากไหน หรือเคยผ่านอะไรมาบ้าง ชีวิตสำหรับจูดจึงเหมือนมีแค่ปัจจุบันที่ต้องก้าวผ่านไปในแต่ละวันเท่านั้น จนเพื่อนๆ ต่างมอบฉายาให้เขาว่า ‘Post-Man’
ที่ใน A Little Life หมายถึง คนที่อยู่เหนือหรือพ้นไปจากกรอบจำแนกต่าง ๆ ทั้งเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ ศาสนา และอาจรวมถึงประสบการณ์ชีวิตด้วย ซึ่งเป็นภาพที่เพื่อนมองจูด
ทว่าความเป็นจริงเขาไม่เคยข้ามผ่านอดีตไปได้เลยแม้แต่น้อย
ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องราวในอดีตของจูด ในช่วงแรกของหนังสือ เราแทบจะไม่รู้จักตัวละครตัวนี้เลย ราวกับผู้เขียนกำลังปกปิดอะไรสักอย่างอยู่ ในฐานะคนอ่านเราทำได้เพียงพลิกหน้ากระดาษไปพร้อมกับความคาดหวังที่จะได้รับรู้ความจริงว่า ตัวละครตัวนี้มีอะไรอยู่เบื้องหลังกันแน่
ในตอนต้น A Little Life เหมือนจะเป็นเพียงนวนิยายก้าวผ่านช่วงวัย (Coming of Age) ทั่วไป ที่พาไปรู้จักกับเส้นทางการเติบโตของเหล่าเพื่อน 4 คนที่อาศัยอยู่ร่วมกันในห้องเช่า แต่เมื่อเรื่องราวของเพื่อ 3 คนถูกเล่าจนครบ หนังสือถึงจะพาเราไปรู้จักตัวละครนำของเรื่องอย่าง จูด ทนายหนุ่มผู้มีภาวะพิการเล็กน้อยจากปัญหาเกี่ยวกระดูกสันหลัง ทำให้ต้องเดินกะเผลกอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้อีกภาพจำสำคัญในสายตาเพื่อนคือ จูดมักสวมเสื้อผ้าแขนยาวอยู่เสมอ แม้อากาศภายนอกจะร้อนอบอ้าวเพียงใดก็ตาม
ระหว่างที่อาศัยอยู่ในห้องเช่า จูด ค่อนข้างสนิทสนมกับ ‘วิลเลม’ มากที่สุด เพราะทั้งคู่นอนร่วมห้องเดียวกัน ถึงอย่างนั้น วิลเลมก็รู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวจูดน้อยมากไม่ต่างจากคนอื่นๆ ทว่าวันหนึ่งวิลเลมบังเอิญค้นพบความจริงว่า ภายใต้เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ห่อหุ้มร่างกายจูดอยู่นั้น เต็มไปด้วยบาดแผลและร่องรอยการทำร้ายตัวเอง วิลเลมพาจูดไปหา ‘แอนดี้’ หมอประจำตัวและเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของจูด ผู้รับรู้มาตลอดว่าจูดทำร้ายตัวเอง
แม้แขนเสื้อที่เคยคลุมไปจนถึงฝ่ามือของจูดจะค่อยๆ ถลกขึ้นมา พอให้เห็นถึงบาดแผลบนร่างกายแล้ว แต่เขาก็ไม่ปริปากเล่าที่มาที่ไปหรือความคิดที่ซ่อนอยู่ในใจออกมาเลย วิลเลมจึงทำได้เพียงแสดงความเป็นห่วงเพื่อนกับของเขา
นอกจากวิลเลมแล้ว อีกหนึ่งตัวละครสำคัญที่พยายามช่วยเยียวยาบาดแผลของจูด คือ ‘แฮโรลด์’ ศาสตราจารย์ด้านกฎหมาย ที่รู้จักกับจูดมาตั้งแต่วันที่เขายังเป็นแค่นักศึกษา แฮโรลด์ประทับใจความคิดและความเฉลียวฉลาดของเด็กหนุ่มมาตั้งแต่เด็ก ด้วยความรักความเอ็นดูที่มีต่อจูด เขาและภรรยาจึงตกลงที่จะรับจูดในวัย 30 ปี เป็นลูกบุญธรรม
ฟังเหมือนเรื่องราวของ A Little Life จะค่อยๆ ดูดีขึ้น ราวกับเป็นฟ้าหลังฝน ที่หมู่มวลเมฆดำค่อยๆ เปิดออกให้เห็นแสงสว่าง ทว่าผู้เขียนกลับเลือกที่จะทำร้ายจิตใจคนอ่าน ด้วยการทำให้ชีวิตของจูดดิ่งลงเหวลึกลงไปยิ่งกว่าเดิม และหุบเหวนี้ก็อาจลึกเสียจนผู้ที่ตกลงไปไม่อาจปีนกลับขึ้นมาได้อีก
หลังจากที่จูดรับรู้ว่าตัวเองกำลังจะได้เป็นลูกบุญธรรมของศาสตราจารย์ที่เขารักและเคารพ แทนที่เจ้าตัวจะดีใจ แต่จูดกลับรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับตำแหน่งนั้น และเขาอาจไม่คู่ควรกับความรักจากใครเลย เขาจึงได้แต่พร่ำถามตัวเองอยู่เสมอว่า ภายในตัวที่กลวงเปล่านี้มีอะไรอยู่ ทำไมคนรอบตัวถึงรักเขาได้ลง
ยิ่งจูดรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะสมกับตำแหน่งลูกบุญธรรมนี้เท่าไหร่ มวลก้อนความกังวลและความหวาดกลัวที่แฮโรลด์จะยกเลิกรับเขาเป็นลูกบุญธรรมก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ความคิดวนเวียนซ้ำๆ อยู่ภายในตัวจูด จนมือข้างหนึ่งที่เคยว่างเปล่า ได้คว้าเอาของมีดโกนที่ตัวเขาซ่อนเอาไว้มาทำร้ายตัวเองด้วยความรุนแรงยิ่งกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา จูดไม่สามารถยอมรับให้ตัวเองมีความสุขได้อย่างเต็มที่ เพราะอีกด้านหนึ่งของความสุขที่ตัวเขามี คือความเจ็บปวดที่บาดลึกลงไปในใจยิ่งกว่าแผลนอกร่างกายเขาเองเสียอีก
ทั้งหมดเริ่มต้นมาในวัยที่เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหลังจากนี้ตัวเองจะต้องเผชิญกับชะตากรรมอันเลวร้าย จูดถูกนำมาทิ้งไว้ที่อารามแห่งหนึ่งตั้งแต่ยังเป็นทารก ณ สถานที่ที่เขาเติบโตมานี้ ไม่ต่างอะไรจากนรกบนดิน จูดถูกเหล่าพระภายในอารามทำร้ายทั้งทางวาจา ร่างกาย รวมถึงทางเพศ ไม่มีพระคนใดเลยที่จะมองจูดเป็นปุถุชนธรรมดาทัดเทียมกับพวกเขา เว้นเสียแต่ ‘ลุค’ ภราดาท่านหนึ่งในอารามที่มองจูดเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง ลุคให้ความช่วยเหลือจูดในด้านต่างๆ ทั้งด้านการเรียน ดนตรี หนังสือ และยังเป็นคนที่ช่วยจุดประกายฝันให้จูดออกไปใช้ชีวิตอย่างอิสระนอกอารามด้วย ลุคให้คำมั่นสัญญากับจูดว่า เขาจะพาเด็กน้อยออกไปจากสถานที่แห่งนี้ให้ได้ในสักวันหนึ่ง

แต่ว่าบาดแผลในใจของจูดนั้นบาดลึกกว่าที่หลายคนคิด ลุคที่เหมือนจะเป็นคนดี กลับกลายเป็นปีศาจเลวระยำในไม่กี่หน้ากระดาษ เพราะวันที่ลุคพาจูดหนีอออกมาจากอาราม ธาตุแท้ของเขาก็โผล่ออกมา ว่าเขาเป็นแค่พวกใคร่เด็กที่จ้องจะมีสัมพันธ์กับจูด ลุคพาตัวจูดมาอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเท็กซัส หลอกเด็กน้อยว่าพวกเราจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อยังชีพ วิธีเดียวที่เราจะหาเงินมาได้ คือจูดต้องค้าประเวณีให้ผู้ชาย นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่จูดถูกล่อลวงให้ใช้ร่างกายหาเงิน หนำซ้ำหลังจากเสร็จกิจจากลูกค้าที่มาใช้บริการแล้ว ลุคก็ข่มขืนจูดซ้ำอีก ความระยำตำบอนนี้เกิดขึ้นกับจูดอยู่หลายปี จนพระเจ้าก็เริ่มใจอ่อนเข้าข้างจูดขึ้นมาบ้างเล็กน้อย วันหนึ่งตำรวจได้บุกเข้ามาในโรงแรมและเข้าช่วยเหลือจูด ส่วนปีศาจใคร่เด็กอย่างลุคก็ได้หนีความผิดด้วยการฆ่าตัวตายไปในที่สุด
แต่พระเจ้าไม่ได้คงอยู่กับจูดตลอดไป เพราะหลังจากนั้น จูดก็ถูกส่งไปอาศัยอยู่ที่สถานสงเคราะห์ ที่นั้นตัวเขาก็ยังคงถูกล่วงละเมิดทางเพศจากเจ้าหน้าที่ภายในนั้น จนตัวจูดแทบไม่แน่ใจว่าเขากำลังใช้ชีวิตโดยเปลี่ยนนรกไปเรื่อยๆ หรือเป็นตัวเขากันแน่ที่เป็นนรกของตัวเอง ท้ายที่สุดจูดก็หนีออกมาจากสถานสงเคราะห์ และออกมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ความเจ็บปวดและฝันร้ายก็ยังคงตามหลอกหลอนเจ้าตัวไปจวบจนกระทั่งปัจจุบัน
เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นเหมือนเงาที่คล้อยตามติดตัวเขาอยู่ตลอดเวลา คนเราไม่สามารถเงาออกจากตัวได้ฉันใด จูดก็ไม่สามารถสลัดภาพเหตุการณ์เหล่านี้ออกจากหัวได้ฉันนั้น เพียงแค่มันแปรเปลี่ยนมาเป็นความรู้สึกผิดต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าตัวจูดจะได้รับสิ่งดีๆ มากแค่ไหน เงามืดนี้ก็จะคอยฉุดรั้งเขาให้รู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับมันเสมอ เพราะมลทินที่ไหลเวียนอยู่ภายในตัวเขา การทำร้ายตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าของจูดคือวิธีเดียวที่จะช่วยเขาถ่ายเทความเจ็บปวดของจิตใจออกมาจากร่างกาย
จากประสบการณ์ที่จูดได้ผ่านพบมา หลายคนคงเห็นแล้วว่าจูดกลายมาเป็นผู้ที่ประสบกับสภาวะ CPTSD ได้อย่างไร การต้องจมอยู่กับความรู้สึกเลวร้ายในอดีต จนตัวเขาไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายตัวเองทั้งทางกายหรือทางจิตใจ ล้วนเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจมาตั้งแต่ในอดีต แล้วยิ่งเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นซ้ำๆ ก็ยิ่งทำให้ตัวเขาไม่สามารถก้าวต่อไปสู่อนาคตที่สดใสได้
ชีวิตเล็กๆ ที่หลายคนมองข้าม กลับมีเรื่องราวและอดีตอันแสนขมขื่นตามหลอกหลอน ต่อให้ปัจจุบันจะมอบความสุขให้แค่ไหน ก็อาจไม่เพียงพอที่จะเยียวยาบาดแผลที่ฝังลึกอยู่ข้างในได้
อ้างอิงจาก