“และผมก็ไม่อยากทำงานในวงการบัลเลต์หรือโอเปร่า ที่เราต้องพูดทำนองว่า ‘เฮ้ เราต้องช่วยกันรักษาสิ่งนี้ไว้ให้อยู่ต่อไปนะ’ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ไม่มีใครสนใจมันอีกต่อไปแล้ว แต่ก็ขอแสดงความเคารพต่อคนที่ทำงานในวงการบัลเลต์และโอเปราทุกคนนะ”
จากคำพูดของ ทิโมธี ชาลาเมต์ (Timothée Chalamet) ที่ให้สัมภาษณ์ไว้ใน CNN & Variety Town Hall Event จึงน่าชวนตั้งคำถามต่อว่า ศาสตร์การแสดงอย่าง ‘โอเปร่า’ ไม่มีใครสนใจขนาดนั้นเลยหรือ? แล้วโอเปร่ายังคงมีความสำคัญอยู่ไหม?
แม้โอเปร่าจะเป็นสาขาศิลปะการแสดงที่มีผู้สนใจเฉพาะกลุ่ม และทุกวันนี้จะเป็นยุคที่เราให้ความสนใจกับหนังในโรง ซีรีส์ และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งออนไลน์กันมากขึ้น แต่โอเปร่า ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงแขนงหนึ่งนั้น ก็ยังคงเป็นศาสตร์ที่มีความสำคัญในปัจจุบันอยู่
The MATTER จึงอยากพาทุกคน ย้อนไปสำรวจประวัติศาสตร์และพัฒนาการของโอเปร่า พร้อมมาดูถึงความสำคัญของละครโอเปร่ากันต่อสื่อความบันเทิงในปัจจุบันกัน
จุดเริ่มต้นขอการผสมผสานศาสตร์การร้องและการแสดง
ก่อนจะไปดูที่มาที่ไปของโอเปร่า เราอยากทุกคนมารู้จักโอเปร่ากันคร่าวๆ กันก่อนสักนิด เพราะเชื่อว่าบางคนก็อาจยังสับสนกันว่าการแสดงบนเวทีแบบไหนบ้างที่เราเรียกว่าโอเปร่า
อุปรากร หรือ โอเปร่า เป็นศิลปะการแสดงบนเวทีแขนงหนึ่ง ซึ่งมีรูปแบบการแสดงเป็นละครที่ใช้ดนตรีเป็นตัวดำเนินเรื่องหลักหรือทั้งหมด โดยโอเปร่าจะให้ความสำคัญกับเพลงและดนตรีประกอบการร้องเป็นอย่างมาก ในแต่ละการแสดงก็อาจใช้ตั้งแต่วงดนตรีขนาดเล็กไปจนถึงวงวงออร์เคสตราขนาดใหญ่ มาช่วยในการบรรเลงระหว่างการแสดง
จุดเริ่มต้นของโอเปร่า ย้อนกลับเวลากลับไปในประวัติศาสตร์ไม่นานมากนัก ราวๆ ช่วงปลายศตวรรษที่ 16 นักประพันธ์เพลงชาวอิตาลี 2 คนนามว่า จาโคโป เปรี (Jacopo Peri) และ ออตตาวิโอ รินุชชินี (Ottavio Rinuccini) ร่วมกันประพันธ์เพลง Dafne (1597) ต่อจาก ที่นักประวัติศาสตร์ดนตรีหลายคนยกให้เป็นโอเปร่าเรื่องแรกของโลกขึ้นมา โดยมีเนื้อเรื่องอ้างอิงจากตำนานปกรณัมกรีกเกี่ยวกับเทพอพอลโล่ (Apollo) และ ดาฟเน่ (Daphne) อย่างไรก็ตาม บทประพันธ์ชิ้นนี้ได้สูญหายไปตามกาลเวลา เหลือเพียงบทประพันธ์และดนตรีบางส่วนเท่านั้น
ต่อมานักประพันธ์ทั้ง 2 คนก็ยังได้ประพันธ์ Euridice (1600) โดยอ้างอิงจากตำนานกรีก อย่าง ออร์เฟียส (Orpheus) และ ยูริดิซี (Eurydice) ซึ่งถือเป็นโอเปร่าเรื่องแรกของโลกที่ยังหลงเหลือต้นฉบับสมบูรณ์มาจนถึงปัจจุบัน โดยทั้งคู่ประพันธ์โอเปร่าเรื่องนี้ขึ้น เนื่องในโอกาสของงานแต่งงานระหว่าง พระเจ้าอ็องรีที่ 4 แห่งฝรั่งเศส (Henry IV) กับ มารีอา เด เมดีชี (Maria de Medici)

ทั้งนี้ โอเปร่าในยุคแรกเริ่มพัฒนาขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์ในการรวบรวมศิลปะหลากหลายแขนงเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น จิตรกรรม บทกวี ละคร การเต้นรำ และดนตรี ซึ่งศิลปะการแสดงนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในราชสำนักของอิตาลีและฝรั่งเศสในช่วงศตวรรษที่ 17 ส่วนหนึ่งก็เพราะโอเปร่า เป็นการแสดงที่สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่และความหรูหรา อีกส่วนคือโอเปร่ามีบทบาทสำคัญในการนำเสนอภาพลักษณ์ที่ดีของกษัตริย์และราชสำนัก ผ่านบทประพันธ์และบทละครที่พวกเขาใช้แสดง งานประพันธ์โอเปร่าในยุคแรกเริ่มจึงมักหยิบธีมจากเทพปกรณัมคลาสสิก และใช้ตำนานเทพเจ้าหรือวีรบุรุษมาเป็นภาพแทนของกษัตริย์ในยุคสมั้ยนั้นๆ
ในช่วงยุคคลาสสิก (ราวๆ ปีค.ศ. 1750–1830) อันเป็นยุคสมัยที่สังคมมีกระแสการตื่นรู้ หรือที่หลายคนเรียกกันว่า ยุคเรืองปัญญา (Age of Enlightenment) ผู้คนเริ่มหันมาสนใจความเป็นมนุษย์กันมากขึ้น ศิลปะและศาสตร์การแสดงต่างๆ ก็ได้รับอิทธิพลจากความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยเช่นกัน สำหรับโอเปร่า ก็ได้เริ่มปรับเนื้อเรื่องให้เป็นมนุษย์มากขึ้น ลดการใช้สัญญะเกี่ยวกับเทพเจ้าลง
ตัวอย่างงานประพันธ์โอเปร่าที่สามารถสะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างชัดเจนคือ Le Nozze di Figaro หรือที่แปลเป็นไทยว่า งานวิวาห์ของฟิกาโร ผลงงานของ โวล์ฟกัง อมาเดอุส โมสาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart) ที่เล่าเรื่องราวของเหล่าคนใช้ ผู้ต้องการเอาชนะเจ้านายผู้สูงศักดิ์ของตน ซึ่งเรื่องนี้ ถือเป็นโอเปร่าอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ถูกนำมาแสดงบ่อยที่สุด นับตั้งแต่วันที่มันถูกประพันธ์ขึ้นมา
ในศตวรรษที่ 19 ยุคสมัยที่ลัทธิชาตินิยมเบ่งบานในความคิดของผู้คน ได้เป็นแรงผลักดันสำคัญในหลากหลายประเทศของยุโรป ที่ใช้ โอเปร่า ในการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ทำให้ในยุคนี้โอเปร่าจึงเริ่มมีการพัฒนาที่แตกต่างกันมากขึ้นตามบริบทของแต่ละพื้นที่ เช่น ในรัสเซียและยุโรปตะวันออก นักประพันธ์เพลงจะได้รับแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์และวรรณกรรม หรือหากเป็นในฝรั่งเศส การแสดงโอเปร่าก็มักจะเต็มไปด้วยการใช้ฉากที่ยิ่งใหญ่ตระการตา และใช้วงดนตรีออร์เคสตราขนาดใหญ่มาช่วยบรรเลง จนกลายเป็นประเภทใหม่ของโอเปร่าที่เรียกว่า ‘Grand Opéra’
ช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 ริชาร์ด วากเนอร์ (Richard Wagner) นักประพันธ์ชาวเยอรมนี ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่วงการโอเปร่า ด้วยการรวบรวมดนตรี ละคร บทกวี รวมถึงจัดฉากของเรื่องเขาไว้ด้วยกัน ซึ่งภายหลังนักวิชาการด้านดนตรีก็ได้เรียกการแสดงในลักษณะนี้ของวากเนอร์ว่า ‘ละครเพลง (Musikdrama)’ ตัวอย่างเช่น ผลงานเรื่อง The Flying Dutchman (1843), Parsifal (1882) หรือกระทั่ง The Ring of the Nibelung (1869-1876)
การแสดงโอเปร่าได้รับการพัฒนาและเปลี่ยนเปลี่ยนตามบริบทสังคมและผู้ประพันธ์ในแต่ละยุคสมัยอยู่เรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็น การผสมผสานดนตรีแจ๊สในเรื่อง อย่าง The Threepenny Opera (1928) ของ เคิร์ต วีล (Kurt Weill) หรือการหันมาใช้วงดนตรีขนาดเล็กแทนที่วงออร์เคสตราขนากใหญ่ในการแสดง จนเกิดเป็นประเภทโอเปร่าที่เรียกว่า ‘Chamber Opera’ ขึ้นมา เป็นต้น
แม้โอเปร่าจะไม่ใช่แขนงทางศิลปะการแสดงที่มีต้นกำเนิดมาตั้งแต่โบร่ำโบราณเท่ากับศาสตร์อื่นๆ แต่หากพิจารณาตั้งแต่ต้นกำเนิดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โอเปร่าก็เป็นศิลปะการแสดงที่พัฒนาตามบริบทของสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจเรียกได้ว่า โอเปร่า เป็นเหมือนภาพสะท้อนของความคิดและความอ่านของผู้คนในแต่ละยุคสมัย ไม่ต่างจากศิลปะประเภทอื่นๆ เลย

แม้จะผ่านมากี่ยุคสมัย โอเปร่าจะยังคงสำคัญอยู่
เชื่อว่าหลายคนที่ไม่ได้สนใจหรืออยู่ในแวดวงของการแสดงโอเปร่า ก็อาจมองว่า การแสดงรูปแบบนี้เป็นการแสดงชั้นสูง ที่ทั้งจับต้องและเข้าถึงยาก จนเผลอมองข้ามคุณค่าและความสำคัญของมันไป ซึ่งแท้จริงแล้ว ต่อให้โลกของเราจะหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านมากี่ยุคสมัย โอเปร่าก็ยังคงมีความสำคัญในแง่ใดแง่หนึ่งอยู่ดี
หากจะต้องยกตัวอย่างภาพของความสำคัญของโอเปร่าต่อวัฒนธรรมบันเทิงกระแสหลักสักเรื่อง คงต้องขอยกสิ่งที่น่าจะใกล้ตัวหลายคนมากที่สุดอย่าง ‘ภาพยนตร์’ มาให้เห็นภาพว่าโอเปร่านั้น สำคัญอย่างไรกัน เพราะเชื่อว่า ในยุคสมัยที่การสตรีมมิ่งออนไลน์มีบทบาทต่อผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ หลายคนอาจหันไปให้คุณค่ากับภาพยนตร์มากกว่า เนื่องจากเป็นสื่อบันเทิงที่ทั้งเข้าถึงง่าย แถมยังสามารถร้อยเรียงทั้งการแสดง ฉาก และดนตรี เข้าได้อย่างลงตัวมากกว่าการไปฟังคนบนเวทีร้องเพลงโต้ตอบกัน ถึงอย่างนั้น หากบอกว่า “ถ้าไม่มีการแสดงโอเปร่า เราก็อาจไม่มีภาพยนตร์ให้ดูกัน” ทุกคนจะเชื่อกันไหม?
ถ้ากำลังนึกถึงเสียงดนตรีประกอบภาพยนตร์อยู่ ทุกคนก็มาถูกทางแล้ว เพราะอย่างที่ทราบกันว่า ภาพยนตร์ยุคแรกถูกนำเสนอในรูปแบบ ‘ภาพยนตร์เงียบ’ ที่มีเพียงภาพและการแสดงให้ผู้ชมรับชม แม้ภายหลัง การฉายในโรงภาพยนตร์จะมีนักดนตรีมาบรรเลงประกอบฉากอยู่แล้ว แต่ดนตรีเหล่านั้นก็ยังไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อขับเน้นอารมณ์ของเรื่องอย่างเป็นระบบ
ต่อมา แม็กซ์ สไตเนอร์ (Max Steiner) ผู้ได้รับการขนานนามว่า ‘บิดาแห่งดนตรีประกอบภาพยนตร์’ ได้นำเทคนิคไลท์โมทีฟ (leitmotif) มาใช้ในการประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ ซึ่งเป็นแนวคิดทางดนตรีที่คิดค้นโดยนักประพันธ์โอเปร่า อย่าง ริชาร์ด วากเนอร์ โดยสไตเนอร์นำมาใช้เพื่อกำหนดทำนองเฉพาะให้กับตัวละครหรือเหตุการณ์สำคัญ เพื่อช่วยสร้างอารมณ์และเล่าเรื่องผ่านเสียงดนตรี
แม้จะถือกำเนิดมาได้ไม่นาน แต่ศาสตร์โอเปร่าถูกหยิบมาใช้เป็นรากฐานและองค์ประกอบสำหรับศาสตร์ศิลปะแขนงต่างๆ เรื่อยมา ตั้งแต่ละครเวทีสมัยใหม่ การแสดงมิวสิคัล หรือกระทั่งภาพยนตร์อย่างที่เรายกตัวอย่างไป เฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องการใช้เสียงดนตรีมาเป็นเครื่องมือในการช่วยขับเน้นอารมณ์และการเล่าเรื่องของตัวละคร
ทั้งนี้อาจต้องยอมรับว่า โอเปร่าก็กำลังเผชิญกับความท้าทายจากความก้าวหน้าของโลกยุคใหม่ไม่ต่างจากศิลปะแขนงอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของเทคโนโลยีต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะ หรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเสพสื่อบันเทิงของผู้คนในปัจจุบัน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อสถานะของโอเปร่าไม่น้อย อย่างไรก็ตาม แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณค่าและความสำคัญของโอเปร่าจะลดน้อยลงหรือเลือนหายไป
ทุกวันนี้เราอาจเข้าถึงการแสดงโอเปร่าได้ง่ายเท่ากับศิลปะการแสดงแขนงอื่นๆ ทว่าความเป็นโอเปร่าก็ไม่ได้จางหายไปจากการรับรู้ของเรา เมื่อสื่อบันเทิงแทบทุกประเภทในปัจจุบัน ก็ล้วนเป็นผลผลิตมาจากโอเปร่าทั้งนั้น
การจะทำให้ศาสตร์การแสดงนี้ยังคงดำรงอยู่ต่อไปได้นั้น ก็อาจเป็นโจทย์ใหญ่ให้คนในวงการและผู้ที่สนใจร่วมกันแสวงหาวิธีอนุรักษ์โอเปร่าให้ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลาต่อไป
อ้างอิงจาก