เรายังจำตารางชีวิตในวัยเด็กของเรากันได้หรือเปล่า?
บางคนมีวัยเด็กแสนอิสระ มีเวลาพักผ่อนทั้งหลังเลิกเรียนและวันหยุดสุดสัปดาห์ ขณะที่บางคนในวัยเดียวกัน ตารางชีวิตแน่นจนแทบไม่มีช่องว่างให้พักหายใจ วันจันทร์เรียนพิเศษคณิตศาสตร์ วันพุธว่ายน้ำ วันศุกร์เปียโน วันเสาร์ภาษาอังกฤษ แล้ววันอาทิตย์ก็เริ่มต้นใหม่
แม้เราไม่อาจบอกได้ว่าเด็กคนไหนมีความสุข เด็กคนไหนพอใจในชีวิตตัวเองมากกว่า แต่สิ่งที่เราพอจะเห็นคร่าวๆ คงเป็นรูปแบบการเลี้ยงดูของพ่อแม่
จากตารางชีวิตข้างต้นนั้น หลายคนคุ้นเคยในฐานะรูปแบบการเลี้ยงดูที่ดี พ่อแม่วางแผนทุกอย่างล่วงหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าลูกไม่พลาดโอกาสแม้แต่น้อย ผู้ใหญ่ในวันนี้บางคนก็เติบโตมาจากการเลี้ยงดูแบบนั้นเช่นกัน
ในช่วงปีที่ผ่านมา มี Buzzword ใหม่โผล่ขึ้นบนโลกออนไลน์ คำนั้นคือ ‘Beta Mom’ เทรนด์การเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ยุคใหม่ ที่อาจกำลังมาสะกิดบอกว่า ถึงเวลาวางมือจากวิถีเดิมได้แล้ว
ก่อนจะไปสำรวจเทรนด์ Beta Mom ว่าหน้าตาเป็นแบบไหน เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการเลี้ยงลูกก่อนหน้าเป็นแบบไหน

ลูกฉันต้องเป็นยอดมนุษย์
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1990 โลกกำลังเข้าสู่ยุค Knowledge Economy ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยต้นทุนในมนุษย์ อย่าง ทรัพย์สินทางปัญญา ทักษะเฉพาะทาง มากกว่าแรงงานทางกายภาพหรือทรัพยากรทางวัตถุ จนเกิดช่องว่างระหว่างคนที่มีทักษะรอบด้าน หรือเชี่ยวชาญด้านในด้านหนึ่งกับคนที่ไม่มีทักษะกว้างขึ้นเรื่อยๆ พ่อแม่หลายคนเริ่มรู้สึกว่าถ้าไม่ลงทุนกับลูกตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อลูกโตขึ้นอาจตกขบวนโดยไม่ทันรู้ตัว
ปี 2011 เอมี ชัว (Amy Chua) นักวิชาการด้านกฎหมาย ตีพิมพ์ Battle Hymn of the Tiger Mother หนังสือบันทึกความทรงจำและบทเรียนสะท้อนการเลี้ยงลูก พูดถึงแนวคิด ‘Tiger Mom’ หรือแม่ที่เข้มงวด กดดันลูกสูง โดยเชื่อว่าความสำเร็จต้องมาจากวินัย เน้นวิชาการ เน้นผลสอบ เน้นเกรด อะไรก็ได้ที่จะบ่งบอกได้ว่าเราเก่งแค่ไหน หรือหากจะมีงานอดิเรก อย่างดนตรี กีฬา ก็ต้องทำสิ่งนั้นให้ได้ดีพอกัน ไม่เช่นนั้นก็เอาเวลาไปทุ่มวิชาการให้เต็มที่ดีกว่า
ความเข้มงวดจากการเลี้ยงลูกอย่างเสือนั้น ขับเคลื่อนไปด้วยวิธีกดดันเพื่อผลักดัน ยิ่งเข้มงวดเท่าไหร่ พ่อแม่ยิ่งคิดว่าจะยิ่งเป็นแรงผลักให้ลูกไปได้ไกลเท่านั้น และโลกก็นิยามการเลี้ยงดูลูกอย่างเข้มงวดว่า ‘Tiger Mom’
เมื่อโลกก้าวไปทางไหนได้ระยะหนึ่งแล้ว มักจะเกิดกระแสย้อนกลับไปอีกฝั่ง ถัดจากเทรนด์แม่เสือที่เลี้ยงลูกอย่างเข้มงวด ถัดมาเป็น ‘Gentle Parenting’ การเลี้ยงลูกแบบผ่อนปรนมากขึ้น เริ่มเป็นที่พูดถึงในช่วงปลายทศวรรษ 2010 ผู้คนต่างคิดว่ามันจะช่วยลดแรงกดดันต่อลูกได้ แต่ในความเป็นจริงมันกลับเพิ่มงานให้พ่อแม่
แทนที่แค่วางแผนกิจกรรม ตอนนี้แม่ต้องเป็นเหมือนนักบำบัดกลายๆ ต้องเข้าใจทุกอารมณ์ด้านลบของลูกอย่างใจเย็น ต้องไม่โกรธ ต้องสื่อสารด้วยภาษาที่ ถูกต้องทางอารมณ์ทุกครั้ง ภาพที่ได้คือแม่ต้องเป็นทั้งผู้จัดการของครอบครัว นักจิตวิทยา และไลฟ์โค้ชของลูก จึงไม่ใช่พ่อแม่ทุกคนจะสามารถเข้าอกเข้าใจลูกได้รอบด้าน เทรนด์การเลี้ยงอย่างอ่อนโยนจึงจำกัดอยู่แค่ในบางกลุ่มเท่านั้น

ลูกฉันต้องได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง
ถ้ายุคหนึ่ง ความเป็นแม่ถูกวัดจากความสามารถในการควบคุมอนาคตลูก วิชาการแน่นที่สุด กิจกรรมเยอะที่สุด คะแนนดีที่สุด เข้ามหาวิทยาลัยดีที่สุด ตอนนี้เหมือนคนเริ่มสงสัยแล้วว่า การพยายามปรับนู่นนิดนี่หน่อยในเด็กคนหนึ่งตลอดเวลา มันได้ผลลัพธ์น่าพึงพอใจจริงหรือเปล่า?
Beta Mom เลยเกิดขึ้นในฐานะคู่ตรงข้ามของ Tiger Mom แม่แบบใหม่นี้ไม่ได้ภูมิใจกับความสมบูรณ์แบบเพียงอย่างเดียว สามารถยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบอย่างเปิดเผย บ้านรกได้ พร้อมเมื่อไหร่ค่อยมาเก็บ ลูกกินอาหารตามใจตัวเองในบางวัน กิจกรรมเลือกตามความชอบ และที่สำคัญคือ ลูกไม่จำเป็นต้องถูกบริหารชีวิตทุกวินาที เน้นให้ลูกได้วางแผนชีวิตของเขาเอง และยอมรับผลลัพธ์ที่มันเกิดขึ้น โดยมีแม่คอยเฝ้ามองอยู่ข้างๆ พร้อมเข้าช่วยเหลือเมื่อลูกเกิดปัญหา
ฟังดูเหมือนเป็นการเลี้ยงลูกแบบปล่อยปละละเลยหรือเปล่านะ อาจจะต้องตอบว่า มันคือการถอยออกมาหนึ่งก้าวจากวัฒนธรรมที่บอกว่าแม่ต้องควบคุมทุกนาทีในชีวิตของลูก แทนที่จะยัดตารางกิจกรรมให้เต็ม Beta Mom ให้ลูกวางแผนเวลาของตัวเองมากขึ้น
แต่หันไปใส่ใจว่าลูกรู้สึกอย่างไร และให้ความสำคัญกับการที่ลูกได้เรียนรู้จากการลองผิดลองถูกเอง มากกว่าการที่แม่คอยป้องกันทุกความผิดพลาดล่วงหน้า

สอดคล้องกับงานวิจัยจาก ภาควิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์และจิตวิทยา Shaoxing University ชี้ว่าการส่งเสริมให้เด็กตัดสินใจและรับผิดชอบตัวเองมากขึ้น ช่วยให้เด็กพัฒนาความรับผิดชอบ ความคิดสร้างสรรค์ และการควบคุมตัวเองได้ดีกว่า ขณะที่การเลี้ยงลูกแบบควบคุมตลอดเวลา มักสัมพันธ์กับความวิตกกังวลในเด็ก
มันเลยเป็นการเปลี่ยนผ่านที่น่าสนใจ จากการเลี้ยงลูกแบบพ่อแม่จะพาลูกไปสู่ความสำเร็จ กลายเป็นการสร้างพื้นที่ให้ลูกได้ค้นหาตัวเอง ในช่วงปีที่ผ่านมาเราเลยได้เห็นคอนเทนต์ พ่อแม่ปล่อยให้ลูกเล่นเต็มที่ พ่อแม่ที่คอยเฝ้าดูเจ้าตัวน้อยทำกิจกรรมที่เขาชอบ พร้อมติดแฮชแท็ก #BetaMom
แม้จะฟังดูให้อิสระลูกเต็มที่ กดดันลูกน้อยลง แต่ก็มีบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า เทรนด์ Beta Mom อาจเป็นการสร้างอัตลักษณ์บนโซเชียลมีเดียในรูปแบบใหม่ แทนที่จะโชว์ความสำเร็จของลูก ก็โชว์ว่าตัวเองปล่อยวางได้ แทนที่จะโพสต์รูปลูกได้รางวัล ก็โพสต์รูปบ้านยุ่งพร้อมแคปชั่นชิลๆ ซึ่งก็ยังนับว่าเป็นการแสดงตัวตนผ่านหน้าจอเหมือนเดิม แค่เปลี่ยนสิ่งที่อยากนำเสนอจากความสำเร็จไปสู่การปล่อยวาง
ยิ่งไปกว่านั้น นักจิตวิทยาบางคนชี้ว่าปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าเราเป็น Tiger Mom หรือ Beta Mom แต่อยู่ที่การที่เราต้องการแปะป้าย หาชื่อเรียกในการเลี้ยงลูกตลอดเวลา เทรนด์เปลี่ยนทุกปี มี helicopter mom มี free-range parenting มี gentle parenting และตอนนี้ก็มี Beta Mom

หากเราลองมองข้ามกระแสทุกอย่างออกไป มีคำถามที่น่าสนใจกว่าอยู่ข้างหลัง
ในโลกที่ AI กำลังเปลี่ยนโฉมทักษะที่เคยมี ทักษะที่เด็กวันนี้ต้องการในวันข้างหน้า อาจไม่ใช่สิ่งที่วางแผนให้ลูกได้ ความสามารถในการคิดเชื่อมโยง รู้จักตัวเอง รับมือกับความไม่แน่นอน และลองผิดลองถูกโดยไม่มีใครมาช่วยแก้ปัญหาให้ล่วงหน้า อาจสำคัญกว่าเสริมทักษะครบทุกด้าน
ไม่มีใครรู้ว่าวันข้างหน้าเราจะหันมานิยามการเลี้ยงลูกที่ดีจากอะไร จากผลลัพธ์ที่วัดได้หรือจากมนุษย์ที่รู้จักตัวเอง
อ้างอิงจาก