เปรียบเทียบคู่ชกผิดรุ่น กรณี Brexit : EU Vs. AEC

แน่นอนว่า ประชาคม ASEAN (ที่มี AEC เป็นแพกเกจพ่วง) ได้แรงบันดาลใจและแบบอย่างมาจาก EU (ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะลอกเอามาทั้งดุ้น อย่างน้อยก็ไม่ได้ใช้สกุลเงินเดียวกัน) แต่สถานภาพประเทศเราตอนนี้เทียบไม่ได้กับสถานภาพของ UK ใน EU เลยสักนิด ถ้าจะเทียบผมว่าเราค่อนไปทางกรีซ ที่ฉุดเศรษฐกิจของ EU และทำให้ UK เค้า ‘รมณ์บ่จอย ซะมากกว่า (อ่อ ลืมไปว่า ประเทศเราเศรษฐกิจดี๊ดีนี่เนอะ!!)

 

วัฒนธรรมยุโรปไม่ได้แนบสนิทไปกว่า ASEAN ไม่ใช่ว่าเห็นผมทอง ตาฟ้า แล้วเขาจะนึกว่าเป็นฝรั่งพวกเดียวกันไปหมด ใน UK ก็มีประวัติศาสตร์บาดแผลระหว่างกัน เช่นเดียวกับในสเปนที่ชนแคว้นบาสก์และคาตาลัน ไม่ถือตนเองเป็นสเปน อังกฤษกับเยอรมันและฝรั่งเศสก็เต็มไปด้วยบาดแผล พอๆ กับชาวดัชต์ที่ไม่สบอารมณ์ในสิ่งที่นาซีเคยทำ และอีกสารพัดบลาๆๆๆ

ทั้งหมดเกิดขึ้นจากประวัติศาสตร์บาดแผลของลัทธิชาตินิยม (nationalism อ่านถูกแล้วนะครับ ผมหมายถึง ‘ชาตินิยม’ นั่นแหละ ไม่ใช่ ‘คลั่งชาติ’ แบบ patriotism หรือ chauvinism ด้วยซ้ำ!) จึงมีความพยายามสร้างลักษณะทางวัฒนธรรมของตนเองให้เป็นเอกเทศ (แบบโขนเขมรไม่ใช่โขนไทย VS โขนของไทยไม่ใช่ของเขมร เพราะชุดโขนไทยวิลิศมาหรากว่า โขนเขมรมีรากเหง้าเก่ากว่า คือพยายามหาความแตกต่างระหว่างกันอะไรเทือกๆ นั้น) มากกว่าจะมองหาวัฒนธรรมร่วมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

 

ขนาดประเทศโลกที่ 1 แบบเยอรมนี ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ เบลเยี่ยม และอีกสารพัด เขายังเห็นว่าตัวเองแข็งแรงไม่พอที่จะต่อรองกับมหาอำนาจอื่นๆ ในโลกอย่าง สหรัฐ จีน และอีกบลาๆๆๆ จึงต้องจับมือกันเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองเลยนะครับ

ประเทศโลกที่ 3 (กำลังพัฒนา คอยหน่อย ตอนนี้ถนนยังเป็นลูกรังอยู่เลย) แบบประเทศไทยแอนด์เดอะแก็งนี่จะเอาอะไรไปมั่นหน้าว่า มีพลังพอจะต่อรองกับชาติมหาอำนาจอื่นๆ ได้โดยไม่เสียเปรียบ?

และก็บอกแล้วว่า ถ้าจะถามว่าไทยเหมือน UK หรือกรีซ เราน่ะเหมือนกรีซมากกว่าอยู่แหงแซะ ที่ต้องปวดกะโหลกแบบเดียวกับ UK อ่ะโน่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อะไรพวกนั้น ที่ต้องมาแบกรับภาระจากประเทศที่ ‘เศรษฐกิจดี๊ดียยยยย์’ แบบเรา

 

กรณีคนไทยเคืองอองซานซูจี มีรากสำคัญมาจากประวัติศาสตร์บาดแผล ที่ชวนแต่จะให้เกิดความบาดหมาง ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของลัทธิชาตินิยม เพราะ nationalism โดยรากศัพท์แล้วไม่ได้แปลว่าแค่นิยมชาติตัวเองอย่างเดียว แต่เห็นว่าชาติของตนเองเหนือกว่าผู้อื่นด้วย (ถ้าไม่เชื่อลองไปเปิด dictionary อธิบายคำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นภาษาอังกฤษ ฉบับมาตรฐาน อย่าง Merriam-Webster ดูก็ได้ครับ)

ชาตินิยมจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการปลุกปลอบ และปกครองคนในชาติเมื่อเกิดภาวะสงครามเสมอมา ดูได้จากฮิตเลอร์ มุสโสลินี เชอร์ชิล จอมพล ป. และอีกสารพัด ว่าแต่นาทีนี้เราจะไปรบกับใครรึเปล่าล่ะครับ?

และถ้าจะบอกว่า ชาตินิยมของไทยไม่จำเป็นต้องเหมือนชาติใดในโลก ก็นั่นแหละครับคุณกำลังคลั่งชาติ ในระดับ patriotism เป็นอย่างน้อย เพราะแม้แต่ ชาติ ที่อยากจะ -ism กันจนตัวสั่นระริกดิ๊กๆๆ ก็เป็นสิ่งที่สยามอิมพอร์ตเข้ามาใหม่ในสมัย ร.5 นี้เอง เมื่อก่อนมันมีชาติในแบบที่เราเข้าใจกันซะที่ไหน?

 

แน่นอนว่า กรณี Brexit เกิดขึ้นเพราะกระแสขวาจัดชาตินิยมจ๋าชนะในการลงประชามติครั้งนี้ แต่ก็เห็นๆ อยู่นะครับว่าค่าเงินปอนด์ร่วงกราว นี่ยังไม่นับอะไรอีกหลายอย่างที่จะกระทบตามมาอีกเป็นโขยง

คนรู้จักผมคนหนึ่งซึ่งก็ถือสัญชาติอิงเกอลันด์นี่แหละ เธอกำลังจะตกงานแบบไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะองค์กรที่เธอทำอยู่ด้วยนั้นได้รับเงินสนับสนุนจาก EU ด้วยโทษฐานที่ UK เป็นสมาชิกระดับอ๋องของ EU นั่นเอง แต่ถ้า UK จะไม่ใช่สมาชิก EU แล้ว เงินสนับสนุนก็จะไม่ลงไปที่ UK อีก ก็ถือว่าเธอซวยไปแล้วกันนะ #ตบบ่าๆ

ดังนั้นถึง Brexit จะเป็น The Pride of Nation ของคนบางกลุ่ม แต่มันก็เป็น pride ที่ควรจะแปลว่า ‘จองหอง’ มากกว่าจะแปลว่า ‘ความภาคภูมิใจ’ เพราะมันก็ทำร้ายคนกลุ่มอื่นในชาติของเขาเอง

ตัวอย่างที่น่าจะชินๆ หูกันก็คือ ชาติที่จนกว่าอย่าง สก็อตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ (ซึ่งโหวต remain มากกว่า leave) เขาไม่ได้ปลื้มกับผลการทำประชามติครั้งนี้เลยสักนิด แถมยังมีข่าวลือฮึ่มๆ ว่า สก็อตแลนด์อาจจะอยากแยกประเทศอีกรอบ (นี่ยังไม่นับว่า เป็ดแดงตัวน้อยๆ ของผมจะไปคว้านักเตะดีๆ จากใน EU มาร่วมทีมลำบากขึ้นอีกนะ T^T)

 

ที่จริงแล้ว สื่อที่โน่นเค้าก็นำเสนอข้อมูลอยู่แล้วว่า ที่ผลมันออกมาเป็นอย่างนี้ ทั้งที่โพลล์ตอนแรกมันน่าจะ remain มากกว่า เป็นเพราะคนที่ออกไปลงประชามติส่วนใหญ่เป็นพวกคนมีอายุ ซึ่งอยากจะ leave ด้วยไอ้ pride ที่ว่านี่แหละ ส่วนไอ้คนที่อยากจะ remain น่ะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่กลับขี้เกียจไม่ออกไปใช้สิทธิ์ของตนเองมันเสียอย่างนั้น จนทำให้ผลออกมามันพลิกล็อคจาก Bremain เป็น Brexit อย่างที่เป็นอยู่อย่างน้อยก็ ณ ขณะจิตนี้

ใน UK มันจึงไม่ได้มีแต่คนที่คิดว่ามันเป็น ‘ความภาคภูมิใจ’ อยู่ฝ่ายเดียว แต่ยังมีอีกเยอะ ที่อับอายในความ ‘จองหอง’ ของชาติตัวเองอีกด้วย

 

ถ้าเราจะเรียนรู้อะไรจากกรณี Brexit ได้บ้างก็ไม่ใช่เรื่องชัยชนะของกลุ่มขวาจัด ชาตินิยม และการเอามาใช้เป็นตัวอย่างว่า การร่วมเป็นสมาชิกในองค์กรอย่าง ASEAN น่ะมันเป็นการลงไปเกลือกกลั้วกับอะไรที่ฉันเหยียด (โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง เราน่ะเหมือนกรีซนะ ไม่ใช่ UK) แต่เป็นการเห็นถึงความไร้ประโยชน์ของอะไรที่เรียกว่า no vote

เพราะประชามตินั้นนับคะแนนกันที่ vote yes หรือ vote no เอาง่ายๆ เลยก็คือ สมมติว่า การลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญที่จะถึงนี้ ไม่ว่าคุณจะยืนอยู่ฝ่ายใด ถ้ามัวแต่มา no vote ผลสุดท้ายคุณอาจจะเป็นแบบเดียวกับฝรั่งคนที่ฟูมฟายว่า shame! shame! กับความจองหองของประเทศตัวเอง ทั้งที่คุณนั่นแหละที่ไม่ยอมออกไปใช้สิทธิ์ลงประชามติ!!

siripoj

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
Share This!
  • 1
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    1
    Share
No Comments Yet

Comments are closed