ประสบการณ์โดนกักตัวที่ด่านตม. : ปัญหาที่ใครกันควรแก้ไข?

เรื่องคนไทยโดนกักตัวตามด่านตรวจคนเข้าเมืองประเทศนั้นประเทศนี้ หรือแม้แต่โดนส่งตัวกลับแบบยังไม่ทันได้ทำอะไรผิด เกิดขึ้นเยอะซะจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา และกลายเป็นประเด็นโต้แย้งกันหลายครั้งว่าทำไมเจ้าหน้าที่ถึงไม่แคร์นักท่องเที่ยวที่ตั้งใจจะมาชื่นชมประเทศของตัวเองเอาซะเลย บางคนก็เข้าใจในการทำงาน แต่หลายครั้งก็กลายเป็นว่าการโดนกักตัวที่ด่านตม. สร้างประสบการณ์อันไม่น่าประทับใจสำหรับการท่องเที่ยวครั้งนั้นไป

มันเลยเป็นหน้าที่ของนักท่องเที่ยวอย่างเราที่ต้อง 1. เตรียมตัว ไม่แต่งกายล่อแหลม แสดงสีหน้ามั่นใจ ไม่ลนลาน 2. เตรียมเอกสาร พาสปอร์ต หลักฐานการจองตั๋วเครื่องบินเที่ยวกลับ แผนการท่องเที่ยว จดหมายเชิญ ฯลฯ และอีกสารพัดเคล็ดลับที่แลกเปลี่ยนกันในหมู่นักท่องเที่ยวที่อยากไปเยือนประเทศที่ขึ้นชื่อว่าคนไทยมักจะโดนกัก

เราต่างก็รู้ดีว่าปัญหาเหล่านี้มีที่มาจากอะไร เมื่อประเทศส่วนใหญ่ที่คนไทยมีปัญหาโดนกักตัวก็ล้วนแต่เป็นประเทศที่ฟรีวีซ่าให้เราทั้งนั้น (ยังไม่นับรวมอีกหลายประเทศที่กว่าจะได้วีซ่ามาก็ยากเย็น แถมยังเหลือความเสี่ยงที่จะต้องเดินเข้าห้องเย็นอีก) ทั้งนี้ทั้งนั้นเจ้าหน้าที่เขาก็ต้องทำหน้าที่ของเขา เพราะก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรบินฮูดจากประเทศเรานั้นก็เยอะจริงๆ แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราต้องแก้นั้นคืออะไรกันแน่? นักท่องเที่ยวตัวจริงจะต้องรับความเสี่ยงอยู่อีกนานแค่ไหน? คำถามนี้อาจจะยังต้องใช้เวลาสำหรับการถกเถียงและช่วยกันแก้ไข

เราได้ไปสอบถามจากนักเขียนนักวาด 3 คนผู้มีประสบการณ์ตรงสดๆ ร้อนๆ กับการโดนกักตัวที่ด่านตม. ในฮ่องกง และญี่ปุ่น ‘ปลารี่—พัชรกันย์ พิศาลสุพงศ์’ ‘ลูกไม้—ดวงกมล คงธนะเจริญชัย’ และ ‘นัทคุง—ณัฐพงศ์ ไชยวานิชย์ผล’ ว่าเหตุการณ์นั้นเป็นยังไง และเห็นว่าปัญหานี้ควรจะแก้ไขที่ตรงไหนบ้าง

 

 

1. ปลารี่—พัชรกันย์ พิศาลสุพงศ์

สถานที่เกิดเหตุ : ฮ่องกง

เพื่อนร่วมทริป : ลูกไม้ และ บ.ก.กาย

 

วันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

วันนั้นเราลงเครื่องที่สนามบินประมาณเกือบๆ 6 โมงเย็น ตอนเดินออกจากงวงช้างเข้ามาในอาคาร ก็เห็นเจ้าหน้าที่ใส่เสื้อ immigration สุ่มตรวจพาสปอร์ตคนที่เพิ่งออกจากเครื่องอยู่ เราก็โดนตั้งแต่รอบนั้น แต่คิดว่าเพราะเรามัวแต่ล่อกแล่กหาเพื่อนที่นั่งคนละที่ว่าออกจากเครื่องหรือยัง เขาคงเห็นว่าเหมือนมีพิรุธเลยเรียกดู รอบนั้นก็ไม่มีอะไร แค่ขอดูพาสปอร์ต ถามว่ามากี่วันแล้วก็จบ

ส่วนอีกรอบที่โดนจริงจังก็คือตอนเจ้าหน้าที่ตรวจพาสปอร์ตที่ตรวจคนเข้าเมือง เรายืนต่อคิวช่องข้างๆ กับลูกไม้ ได้คิวยื่นพาสปอร์ตพร้อมกัน ก็เห็นแล้วว่าเจ้าหน้าที่ช่องลูกไม้มองแรงมาก แล้วก็ตะโกนข้ามมาพูดภาษาจีนกับเจ้าหน้าที่ช่องเรา ก็คิดว่าเพื่อนโดนแน่เลย ตอนนั้นก็ยังไม่คิดว่าตัวเองจะโดนด้วย ก็หันกลับมาดูเจ้าหน้าที่ช่องเรา ในใจก็คิดว่าปล่อยกูเถอะอุตส่าห์แต่งตัวเรียบร้อย เอกสารยืนยันก็มี แต่ก็ไม่รอด เจ้าหน้าที่เอาสมุดฉีกอะไรสักอย่างเหมือนใบสั่งเล่มขาวๆ มาเขียน แนบกับพาสปอร์ตเรา แล้วส่งให้เจ้าหน้าที่อีกคนพาไปห้องเย็น

ในห้องมีคนเยอะมาก มีแต่ผู้หญิง ส่วนผู้ชายที่อยู่ในนั้นก็ได้ยินว่าต้องเข้ามาเพราะบอกว่ามาพร้อมเพื่อนที่โดนเรียก ได้ยินแต่ภาษาไทย ทุกคนก็ดูงงๆ ว่าทำไมโดน คือเท่าที่เห็นก็แต่งตัวกันโอเค เพราะส่วนใหญ่เขามางานเดียวกับเรา เราก็หาที่นั่ง เพราะต้องรอเจ้าหน้าที่เอาพาสปอร์ตออกมาเรียกเข้าไปสัมภาษณ์ ถ้ามาเดี่ยวก็โดนคนเดียว มากลุ่มก็เข้าพร้อมกันทั้งกลุ่ม

พอมาถึงรอบเรา ลูกไม้โดนเรียกไปก่อน แต่บังเอิญว่าเขาหาพาสปอร์ตเราไม่เจอ คิดว่าอยู่ในขั้นตอนมอนิเตอร์เช็คประวัติอยู่ ยังไม่ได้เอาออกมาคืน เขาก็เรียกลูกไม้เข้าไปคุยคนเดียว สักพักก็ออกมา ลูกไม้บอกว่าเขาถามพวกคำถามทั่วๆ ไปเรื่องอาชีพการงาน มาทำไม เอาเงินมาเท่าไหร่ ฯลฯ แล้วก็ปล่อยกลับมานั่งรอกับเราต่อ อีกพักนึงเจ้าหน้าที่ก็กลับมาเรียกเรา

เจ้าหน้าที่ถามเราว่ามากี่คน เราก็ตอบว่ามา 3 คน ถามว่าอยู่กี่วัน ก็ตอบ 6 วัน แล้วก็ถามว่าอยู่แค่ฮ่องกง หรือไปมาเก๊าด้วย ก็ตอบว่าแค่ฮ่องกง สรุปแค่นี้ มี 3 คำถาม ยืนรออีกแป๊บนึงเจ้าหน้าที่อีกคนก็เดินเอาพาสปอร์ตมาคืนให้ ไม่ถึงห้านาทีต่อมาเจ้าหน้าที่อีกคนก็พาออกมาปล่อยประตูข้างนอก รวมเวลาที่โดนกักก็เกือบๆ ชั่วโมง

ที่โดนเรียกครั้งนี้ไม่ได้น่ากลัวอะไรมากนะ เจ้าหน้าที่สุภาพ มีแค่เจ๊ตม.ช่องของลูกไม้ที่มองแรงจนน่ากลัว คิดว่าเขาคงออกระเบียบเพิ่มขั้นตอนพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวไทย คือปกไทยแยกไปก่อน ส่งไปห้องคัดกรองอีกที ถ้าเราไม่มีประวัติอะไรไม่ดีก็ไม่ต้องกลัว

 

คิดว่าปัญหานี้เกิดจากอะไร และเราควรแก้กันยังไง

ก็คิดว่าเพราะคนไทยไปโดดร่มเยอะนั่นแหละ จากที่ลองหาดูในเน็ต เห็นว่าสาวไทยหนีเข้าไปอยู่ร้านนวดหรือร้องเพลงตามบาร์เยอะ แล้วช่วงที่เราไปมันเป็นเทศกาลดนตรีพอดี คนคงเข้าไปเยอะมาก เขาก็คงต้องเข้มงวดขึ้นเพราะมันก็อาจจะมีคนฉวยโอกาสนี้เนียนๆ มาเป็นนักท่องเที่ยวก็ได้ พอตอนกลับมาก็เห็นว่าคนที่ไปอีกเทศกาลที่สิงคโปร์ก็โดนแยกไปตรวจเพิ่มเหมือนกัน

ส่วนทางแก้ ก็อย่าหนีวีซ่าไปอยู่ที่ประเทศอื่นกันเลย เดือดร้อนนักท่องเที่ยวไทยดีๆ เขา ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะทำได้ไหมเพราะเราว่าอันนี้ก็เป็นปัญหาระดับประเทศที่ต้องร่วมกันหาทางแก้ไขต่อไป ส่วนสิ่งที่ทำได้ด้วยตนเองตอนนี้ก็คือ ป้องกันการโดนส่งกลับด้วยการเตรียมเอกสารไปให้พร้อม ตั๋วขากลับ ใบจองโรงแรม ตั๋วท่องเที่ยวอื่นๆ ที่ซื้อไว้ล่วงหน้า ซึ่งทริปเรามีตั๋วโอเชียนปาร์ค และกระเช้านองปิงที่ซื้อออนไลน์ไว้ หวังให้เจ้าหน้าที่คิดว่าคนหนีเข้าประเทศคงไม่มีอารมณ์ซื้อตั๋วดูแมวน้ำกับขึ้นกระเช้าหรอก แล้วก็ตั๋วคอนเสิร์ตกับแผนเที่ยวนิดหน่อยเพื่อยืนยันว่าเรามาเที่ยวจริงๆ

นอกจากนี้ก็เรื่องการแต่งตัว จากที่เคยอ่านกระทู้ประสบการณ์โดนตม.เรียกส่วนใหญ่จะแต่งเสื้อลำลองมากๆ กัน เช่น เสื้อกล้าม ขาสั้น เสื้อลูกไม้ เลกกิ้งบาง แต่งให้มิดชิดไว้ก่อนก็น่าจะช่วยได้ระดับนึงนะ

 

 

2. ลูกไม้—ดวงกมล คงธนะเจริญชัย

สถานที่เกิดเหตุ : ฮ่องกง

เพื่อนร่วมทริป : ปลารี่ และ บ.ก.กาย

 

วันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ตอนที่เรายื่นพาสปอร์ตไปให้เจ้าหน้าที่ตรงด่านตม. แกมองปราดเดียวแล้วก็เขียนกระดาษใบนึงเสียบเข้าไป แล้วซุบซิบกับเจ้าหน้าที่อีกคนนึงที่ยืนอยู่ ยื่นพาสปอร์ตเราไปให้คนนั้น คนนั้นก็รับแล้วหันไปถามปลารี่ว่าเรามาด้วยกันใช่มั้ย ซึ่งปลารี่ก็อยู่อีกแถวด้วยนะ เรียกว่าสุ่มโคตรถูก จากนั้นเขาก็บอกให้ตามไปแบบไม่อธิบายอะไรอีก ตอนนั้นหัวเสียมากเพราะเขาไม่ถามอะไรเลย พี่กายที่ไปด้วยกันอีกคนไม่โดนก็เลยต้องคอยอยู่ข้างนอก โชคดีที่เตรียมเน็ตมาพร้อม ก็เลยได้อัพเดตสถานการณ์ตลอด เพราะห้องนั้นไวไฟสนามบินมันเข้าไม่ถึง มีบางคนติดต่อเพื่อนไม่ได้ แล้วไม่ได้พกเอกสารติดตัวเข้าไป ทำให้วุ่นวายขึ้นไปอีก ส่วนคนที่ไปเป็นทัวร์ก็โดนกันยกทัวร์ ได้ยินว่าไกด์ก็ไม่พูดอะไร เหมือนแบบ เออ… มึงโดนอยู่แล้วล่ะ ก็เฟดตัวออกไปรอ

ห้องก็เป็นห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ มีเจ้าหน้าที่อยู่ราวๆ 7-8 คน นั่งโต๊ะทำเอกสาร อารมณ์เหมือนหน่วยงานราชการในไทย ไม่ค่อยน่ากลัวสำหรับเรา อาจเพราะมีคนไทยนั่งคุยกันอยู่ในนั้นประมาณ 30 คนได้ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง มีเกย์อยู่อีกสองสามคนแต่เหมือนโดนเพราะบอกว่ามาพร้อมกับเพื่อนผู้หญิงที่โดนก่อนหน้า เลยโดนหิ้วมาด้วย

จากนั้นเขาก็ไล่เรียกชื่อตามพาสปอร์ต ซึ่งใครที่มากรุ๊ปเดียวกับคนที่ถูกเรียกชื่อก็จะได้เข้าไปสัมภาษณ์พร้อมกันเลย จุดสัมภาษณ์ก็เปิดๆ อยู่ในห้องเดียวกันนั้นแหละ ไม่ลับแลอะไร เจ้าหน้าที่มีอยู่ 4-5 คน นั่งเรียงกัน มีแผงกั้นข้างโต๊ะ คอยจับถามแยกกันเพื่อเช็คว่าแต่ละคนตอบเหมือนกันมั้ย แต่ตอนเขาเรียกเรา เขาหาพาสปอร์ตปลารี่ไม่เจอ เราเลยโดนสัมภาษณ์คนเดียวก่อน เลยออกมาบอกปลารี่ก่อนได้ว่าเค้าถามอะไร คำถามหลักๆ ก็เหมือนที่เคยอ่านเจอในเน็ต มาทำอะไร มากับใคร เอาเงินมาเท่าไหร่ พักที่ไหน อาชีพอะไร กลับวันไหน ซึ่งเราก็เตรียมเอกสารมาแน่นหนาทั้งตั๋วคอนเสิร์ต ใบจองที่พัก ตั๋วเข้าสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่ซื้อล่วงหน้า พอแกถามก็ยื่นให้ทั้งแผงเลย เงินเอามาเท่าไหร่จำไม่ได้ก็นับตรงนั้น

พอถามเสร็จก็นั่งรอปลารี่สัมภาษณ์ต่ออีกที แล้วก็มีเจ้าหน้าทีเรียกอีกครั้ง เปิดประตูแล้วก็พาเราออกไป

 

คิดว่าปัญหานี้เกิดจากอะไร และเราควรแก้กันยังไง

ก็เกิดจากคนลับลอบไปเป็นโรบินฮูดบ้านเค้าเยอะ ซึ่งก็ผิดที่ตัวคนไทยอยู่แล้ว ไม่ใช่เจ้าหน้าที่แน่เพราะเขาก็ทำตามหน้าที่ แต่สาเหตุที่ทำให้คนต้องหนีไปมันเพราะอะไร ก็คงต้องแก้กันตรงนั้น รัฐบาลเราก็ต้องตั้งคำถามบ้างว่าทำไมพลเมืองตัวเอง อยู่ประเทศตัวเองแล้วไม่มีความสุข ตัวเราเองยังคิดอยู่บ่อยๆ เลยว่าถ้าได้ไปจากประเทศนี้ก็อยากไปเหมือนกัน แต่อาจเพราะเรามีการศึกษา เราจึงพอคิดหาทางไปแบบที่ไม่ผิดกฎหมายได้บ้าง การเอาแต่กวาดล้าง จับ แต่ไม่แก้ต้นเหตุ มันไม่ช่วยรึเปล่า เอาจริงๆ บ้านเราสนใจคนกลุ่มนี้แค่ไหน เขาต้องไปทำอาชีพแบบนี้เพราะอะไร เขาขาดการศึกษารึเปล่า ชุมชนเขามีปัญหาอะไรรึเปล่า เราว่ามันต้องค่อยๆ หากันไปถึงต้นเหตุ แต่เพราะเราเอาแต่กีดกันเขาออกไปจากสังคม ให้เขากลายเป็นคนชั่วที่ต้องถูกกำจัด บอกว่าจับสิจับให้หมด เราว่าถึงจะจับยังไงก็มีมาใหม่ ถ้าสาเหตุมันยังไม่ถูกแก้

แต่เราก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเราเองจะทำอะไรกับปัญหานี้ได้ ส่วนตัวเราก็คงทำได้แค่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เตรียมเอกสารให้พร้อมที่สุด มีมารยาทกับเขา แล้วก็พยายามไม่ทำให้ชื่อเสียงของประเทศมันเน่าเฟะไปกว่านี้มั้ง

 

 

3. นัทคุง—ณัฐพงศ์ ไชยวานิชย์ผล

สถานที่เกิดเหตุ : ญี่ปุ่น

 

วันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ตอนลงเครื่อง เราเดินออกเป็นคนแรกๆ เลย เพราะขี้เกียจรอคิว เขียนใบตม.เตรียมไว้เรียบร้อย ในนั้นก็มีบอกว่าพักที่ไหน และบอกว่ามาทำอะไร ซึ่งทุกครั้งเราจะเขียนว่าเป็น Business แล้วก็เขียนที่อยู่ของโรงเรียนที่ญี่ปุ่นที่เราทำงานให้เขา ซึ่งทุกครั้งก็ผ่าน แต่ครั้งนี้เราใช้พาสปอร์ตเล่มที่ 4 ของตัวเอง แล้วมันเป็นพาสปอร์ตเล่มใหม่ เพิ่งได้มาเมื่อประมาณ 3-4 เดือนที่แล้ว แล้วยังไม่เคยมาญี่ปุ่น ก็ยื่นเล่มนั้นไป แต่ไม่ได้ยื่นเล่มเก่าด้วย เพราะเราเป็นคนชอบใช้ซองพาสปอร์ตมากกว่า ไม่อยากถือพาสปอร์ตหนาๆ ซึ่งตอนยื่นก็เห็นท่าทางเจ้าหน้าที่แล้วว่าเขามองแปลกๆ เราก็เริ่มรู้สึกแปลกตรงที่กระบวนการมันช้ากว่าปกติ และเราเห็นเขาหยิบกระดาษอะไรมาเพิ่ม ซึ่งที่ผ่านมามันไม่เคยมี แล้วก็ให้เราสแกนนิ้วครั้งนึง ซึ่งก็รู้แล้วตอนนั้นว่ามีปัญหาแน่ แต่เราไม่ค่อยกลัว เพราะเราก็ติดพาสปอร์ตเล่มเก่ามา แต่ที่คิดตอนนั้นก็คือว่า ถ้าจะให้เราสแกนนิ้วมือทุกครั้ง และครั้งนี้ก็สแกนอีก แล้วจะไม่มีข้อมูลบอกเลยเหรอว่าเราเข้าออกประเทศนี้กี่ครั้งแล้ว นี่คือสิ่งที่รู้สึกว่าไม่เมคเซนส์ที่สุด

เฉพาะปีนี้ เราไปญี่ปุ่นเป็นครั้งที่สี่แล้ว ก็เลยค่อนข้างหงุดหงิดนิดนึง แล้วเจ้าหน้าที่อีกคนก็มาเชิญไป เขาก็มาพูดภาษาอังกฤษกับเรา เราก็พูดภาษาญี่ปุ่นกลับไปว่าเกิดอะไรขึ้น มีปัญหาอะไร เพราะเราเองก็ไม่ค่อยชอบท่าทีของพนักงานตม.ที่ดูไม่ค่อยสนใจอะไรอยู่แล้ว ก็เข้าใจว่ามันเป็นงานเขาที่ต้องนิ่งๆ แต่มันก็ชวนหงุดหงิดนิดนึง ทีนี้เขาก็ตกใจที่เราพูดญี่ปุ่นคล่อง เราก็เลยบอกเลยว่าเรามาปีนี้เป็นครั้งที่สี่แล้วนะ บอกตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าห้อง

พอเข้าไปในห้องก็ยังไม่เจอคนไทย เพราะในไฟลต์เดียวกันเราออกมาคนแรก ถึงจุดนั้นเขาก็คงรู้แล้วว่าเราไม่ใช่พวกหนีหรอก เพราะคล่องขนาดนี้ เขาก็สัมภาษณ์เราว่าจะไปไหน เราก็บอกว่าทำธุระ เขาถามว่าจะพักที่ไหน เราก็บอกว่าลูกค้าที่ญี่ปุ่นเป็นคนจองให้ ผมก็ไม่รู้ว่าจะพักที่ไหนเพราะผมไม่ได้จองเอง เขาก็ถามว่าลูกค้าหรือคนที่ทำงานด้วยคือใคร เราก็ยื่นนามบัตรของทางญี่ปุ่นที่เราร่วมงานกับเขาอยู่ให้ บอกเขาว่าคนนี้เป็นคนจัดการ ถ้ามีอะไรคุณติดต่อกับคนนี้ได้เสมอเลย เขาก็อึ้งๆ นิดนึง เพราะมันเป็นนามบัตรของโรงเรียนเครือที่มีเด็กที่จบจากที่นี่มาทำงานในสนามบินญี่ปุ่นเยอะมาก เสร็จแล้วเขาก็ถามว่าจองไฟลต์กลับรึยัง เราก็เปิดให้ดูว่าเราจองแล้วเรียบร้อย ทุกอย่างมีอ้างอิงหมดเลย เราก็ถามว่าทำไมต้องมากักเราไว้อย่างนี้ด้วย เขาก็เลยบอกว่าตั้งแต่เปิดฟรีวีซ่าให้ไทย ก็มีคนอยู่โอเวอร์สเตย์เยอะ คนหายไปเยอะ เขาเลยต้องเข้มงวดขึ้น พาสปอร์ตใหม่จะโดนตรวจเช็กง่ายขึ้น สุดท้ายเราก็เข้าไปนั่งรอในห้องประมาณสิบนาที เขาก็รีบจัดการให้ ตอนจะออกมาเรายังบอกเขาเลยว่าถ้าเราจะโดด เราขอวีซ่าคู่แต่งงานก็ได้ เพราะเรามีภรรยาเป็นคนญี่ปุ่น เขาก็บอกว่าต้องขอโทษด้วยจริงๆ ครับ

 

คิดว่าปัญหานี้เกิดจากอะไร และเราควรแก้กันยังไง

ส่วนนึงก็คิดว่าเป็นเรื่องของคนที่ไปโดดวีซ่ามันเยอะขึ้นจริงๆ ด้วยแหละ ถ้าเทียบเฉพาะจำนวนคนที่โดดวีซ่าจะเยอะขึ้น แต่ถ้าเทียบกับสัดส่วนของนักท่องเที่ยวไทยที่มาเที่ยวญี่ปุ่น สัดส่วนยังไม่เยอะมาก เพราะนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะด้วยเหมือนกัน เช่นสมัยก่อนมา 100 คน โดด 1 คน เดี๋ยวนี้อาจจะมา 1000 คน โดด 10 คน คือสัดส่วนมันไม่เพิ่มขึ้นมาก แต่ถ้าดูจำนวนคนมันก็เยอะขึ้นจริง เรื่องปัญหาคนโดดวีซ่ามันก็มีมาเรื่อยๆ นะ มีชาติอื่นที่โดดวีซ่าในญี่ปุ่นแล้วมาขับรถชนทำคนตายอะไรแบบนี้ แต่วิธีแก้เนี่ยก็คือไม่ต้องโดดวีซ่ากันได้มั้ย จริงๆ ประเทศเราก็มี JTEPA เซ็นกับญี่ปุ่นอยู่แล้ว แต่คุณจะหาวิธีให้คนไทยได้ไปทำงานที่ญี่ปุ่นรึเปล่า เพราะถ้าไม่อย่างนั้นจะเซ็นทำไมถ้าไม่ได้เอาใช้ประโยชน์

 

 

จะว่าไป สุดท้ายแล้วถ้ามองดีๆ มันก็เป็นปัญหาของพวกเราทุกคนเหมือนกัน…

เราอาจบอกว่าการโดดวีซ่าของเหล่าโรบินฮูดสัญชาติไทยนั้น ‘เห็นแก่ตัว’ และ ‘ไม่เห็นแก่เพื่อนร่วมชาติ’ เอาเสียเลย ทำให้นักท่องเที่ยวดีๆ ต้องมาพลอยเดือดร้อนไปกับการกระทำอันเมินเฉยของคนเหล่านี้ แต่ลองมองในมุมกลับกัน ระหว่างที่พวกเขาเหล่านั้นยังประสบกับปัญหาต่างๆ อยู่ในประเทศไทย พวกเราเองก็อาจเมินเฉยกับความลำบากของพวกเขา อาจเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดโรบินฮูดในทางอ้อมรึเปล่า

ก็ใครกันจะอยากไปโดดร่มแบบไม่รู้ชะตากรรมอยู่นอกบ้าน ถ้าบ้านตัวเองยังให้ความสุขสบายได้ล่ะเนอะ

Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed